หนัง/ซีรีส์ที่ดูแล้วชอบ Q4 2021

เป็นประจำแทบทุกสัปดาห์ ผมจะแนะนำหนัง/ซีรีส์ที่ดูแล้วชอบไว้ในแฟนเพจ boy's thought อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบของ facebook ทำให้การสืบค้นโพสต์เก่า ๆ ทำได้ยาก ผมจึงนำมารวบรวมไว้ในเว็บไซต์ เผื่อว่าใครจะลองไปหามาดูบ้าง โดยครั้งนี้จะเป็นหนัง/ซีรีส์ที่ผมดูในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2021 (ส่วนที่ดูเมื่อมกราคมถึงมีนาคม 2021 กดอ่านได้ ที่นี่ ที่ดูเมื่อเมษายนถึงมิถุนายน กดอ่านได้ ที่นี่ และที่ดูเมื่อกรกฏาคมถึงกันยายน กดอ่านได้ ที่นี่) มาเริ่มกันเลยครับ


ภาพถ่ายโดย Burak Kebapci จาก Pexels

1.Earthquake Bird (Netflix)


โคตรเท่ โคตรดี ให้ 10/10 ไปเลย เป็นหนังปี 2019 แต่ผมเพิ่งได้ดูครับ พล็อตเรื่องสั้น ๆ แบบไม่สปอยล์ เรื่องราวเกิดขึ้นที่โตเกียวปี 1989 "ลูซี่" คือหญิงสาวชาวสวีเดน เธอมาทำงานเป็นคนแปลภาษาที่ญี่ปุ่นได้หลายปีแล้ว ลิลี่คือคนเหงาในเมืองใหญ่ อยู่คนเดียว พูดน้อย ไม่ค่อยยิ้ม คล้ายมีความหลังบางอย่าง


จนกระทั่งวันนึง เธอบังเอิญได้พบกับหนุ่มญี่ปุ่นร่างสูงใหญ่ "เทจิ" พ่อครัวร้านราเม็ง ที่มีงานอดิเรกจริงจังคือการถ่ายภาพตามท้องถนน เขาพาเธอไปที่ห้องพักที่มีห้องมืดล้างฟิล์ม เธอกลายเป็นแบบให้เขาถ่ายภาพ และตกหลุมรักเขาทันทีเหมือนคนขาดที่พึ่งทางใจ ก่อนจะค่อย ๆ พบว่าเขามีความลับความหลังบางอย่างที่น่าหวาดระแวง


ในขณะเดียวกันก็มีตัวละครหญิงสาวคนใหม่เพิ่มเติมเข้ามา "ลิลี่" สาวอเมริกันที่เพิ่งเดินทางมาถึงญี่ปุ่น เพื่อนใหม่ที่เป็นภาระให้ลูซี่ต้องคอยดูแล ซึ่งไม่นานเธอก็เริ่มรู้สึกว่าเพื่อนสาวสนใจเทจิเป็นพิเศษ และเทจิก็เช่นกัน


เล่าได้ประมาณนี้ แต่พอเล่าเท่านี้พล็อตเรื่องก็อาจดูไม่หวือหวา แต่ความจริงแล้วยังมีอะไรมากกว่านี้ที่เล่าไม่ได้ เอาเป็นว่าใครชอบหนังแนวฟิล์มนัวร์ พิศวาสฆาตกรรม เรื่องนี้เข้าทาง


ที่สำคัญเรื่องนี้มีเสน่ห์เท่ไปทุกจุด ตั้งแต่นักแสดงหน้าฝรั่งพูดญี่ปุ่น หน้าญี่ปุ่นพูดฝรั่ง นางเอก Alicia Vikander (จาก Tomb Raider, The Danish Girl) สวยโศกจนละสายตาจากเธอไม่ได้เลย ฉากหลังคือโตเกียวยุคปลาย 80s สูทโคร่ง ๆ รถยนต์เหลี่ยม ๆ ทรงผมชายหญิง ภาพสวย แสงสวยมาก และที่เด่นเป็นพิเศษคือดนตรีประกอบ กดดัน ระทึก ซาวนด์สังเคราะห์ปนดนตรีญี่ปุ่น เท่ไม่แพ้หนังเรื่อง tenet ฟัง ที่นี่


อย่างไรก็ตาม ต้องบอกไว้ก่อนว่านี่เป็นหนังประเภทที่จบแบบให้ต้องตีความกันเอง ต้องคาดเดาปะติดปะต่อเรื่องอีกนิด ถ้าใครชอบหนังแบบจบเคลียร์ ๆ เข้าใจง่าย ๆ แอ็คชั่นเยอะ ๆ อาจไม่เหมาะกับเรื่องนี้ครับ แต่สำหรับผมชอบมาก ดูจบแล้วไปหาข้อมูลอ่านต่อ ฟังซาวน์ดแทร็ควนเวียนไปมา


ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่ประทับใจมากในปีนี้ และน่าจะติดในลิสต์หนังโปรดตลอดกาลเลยล่ะครับ


2.Black Widow (Disney+)


Black Widow เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อเราสามารถเลือกดูหนังเรื่องนี้ในโรงหนังหรือจะสตรีมมิ่งอยู่ที่บ้าน (disney+) ก็ได้ ส่วนตัวผมไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้มาร์เวล เคยดูหนังในจักรวาลฮีโร่ไม่น่าจะถึง 10 เรื่อง ก็เลยเลือกดูเรื่องนี้ที่บ้านครับ


ความคิดเห็นเมื่อดูจบก็คือ สนุกน้อยกว่าที่คิดไว้ ไม่ใช่หนังไม่ดี เพียงแต่แค่ได้มาตรฐานหนังแอ็คชั่นทั่วไป มีมุกตลกแทรกไม่ให้เครียดเกิน (ซึ่งกลายเป็นส่วนที่ผมชอบที่สุด รองจากฉากเปิดที่ใช้เพลงคัฟเวอร์ smells like teen spirit ของ Nirvana) มีดราม่าครอบครัวให้มีความซึ้งอยู่บ้าง เสียดายที่ฉากแอ็คชั่นยังไม่มีฉากเด่นให้จดจำ (ลองนึกถึงหนัง 007 Mission Impossible หรือ tenet ที่เราจะจำฉากเด่น ๆ ได้) และพล็อตเรื่องก็คาดเดาได้ เคยเห็นในหนังสายลับทั่วไป ตัวละครหลักก็คือ 6-7 คนที่อยู่ในโปสเตอร์นี่เลยครับ


อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพราะผมนั่งดูอยู่บ้าน ภาพและเสียงคงให้อรรถรสสู้ดูในโรงหนังไม่ได้ คาดว่าถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้มาร์เวล คงไปดูในโรง และฟินไปกับรายละเอียดที่หนังเล่าเนื้อหาเสมือนเป็นจิ๊กซอว์ที่เติมเต็มเรื่องราวที่ขาดหายไป (ส่วนผมที่ไม่ใช่แฟนเดนตาย ดูแล้วก็งง ๆ อยู่บ้างในหลายฉากที่ตัวละครอ้างถึง)


สรุปว่าเป็นหนังแอ็คชั่นที่ดูได้เพลิน ๆ ไม่เสียดายเวลา แต่อย่าคาดหวังเยอะ ถือว่าดูเก็บแต้มหนังมาร์เวลให้ครบก็พอ


3.Midnight Mass (Netflix)


มินิซีรีส์ความยาวกำลังดี 7 ตอน 7 ชั่วโมง ผลงานของผู้กำกับชื่อดัง Mike Flanagan (The Haunting of Hill House) ซึ่งผมไม่เคยดูงานของเขาเลย (ไม่ค่อยชอบดูหนังผี มันจะหลอนตอนกลางคืน)


อย่างไรก็ตาม แม้ Midnight Mass จะมีเลือดและคนตาย แต่ก็ไม่ใช่หนังผี เนื้อหานั้นว่าด้วยเรื่องความเชื่อทางศาสนา (คริสต์เป็นหลัก แต่โยงใยไปถึงอิสลาม พุทธ หรืออื่น ๆ ก็ได้) ปรัชญา ชีวิต และความตาย ทั้งหมดเล่าออกมาจริงจัง ท้าทาย ตั้งคำถาม เต็มไปด้วยบทสนทนาที่แลกเปลี่ยนถกเถียงกันจริงจัง


พล็อตเรื่อง ชายหนุ่มขับรถชนคนเสียชีวิต ติดคุก 4 ปี เมื่อรับโทษจนครบ เขากลับมาที่เกาะบ้านเกิด พร้อมกับความเชื่อที่เปลี่ยนไป จากคริสเตียนเป็น Atheist (ผู้เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า) ทั้งเกาะนี้มีกันแค่ 127 คน รู้จักกันหมด แคแรกเตอร์ตัวละครหลากหลาย ชายขี้เมา นายอำเภอชาวมุสลิม หญิงตั้งครรภ์ที่เพิ่งเลิกกับสามี หมอเลสเบี้ยนผู้เชื่อในวิทยาศาสตร์ หญิงเคร่งศาสนาประจำโบสถ์คริสต์ที่ไม่ค่อยมีคนมา


เรื่องราวถึงจุดเปลี่ยนเมื่อวันหนึ่งบาทหลวงวัยชราประจำเกาะหายตัวไป และถูกบอกว่าไปรักษาตัวที่แผ่นดินใหญ่ ทางโบสถ์จึงมีบาทหลวงหนุ่มคนใหม่มาแทน บาทหลวงหนุ่มคนนี้มาพร้อมกับอำนาจวิเศษ แต่พลังนี้มาจากไหน? เขาเป็นใคร? นั่นคือเรื่องที่เราต้องติดตามดูจนจบ


ทั้งนั้นทั้งนี้ ต้องบอกไว้ก่อนว่าสำหรับบางคนนี่อาจเป็นหนังน่าเบื่อ เพราะพูดเยอะพูดยาว (ใครอ่านซับไม่ทัน จะดูแบบพากย์ไทยก็มี) โชคดีที่ผมได้รับคำเตือนมาก่อน (จริง ๆ อยากดูเรื่องนี้เพราะเพจ Watchman แนะนำระดับสูงสุด) ก็เลยเตรียมใจมาแล้วว่า 4 อีพีแรกจะยืดยาวหน่อย แต่จะมาเครื่องติดแบบบ้าคลั่งตอนอีพี 5-7 นั่นจึงทำให้ผมดูเรื่องนี้ได้สบาย ๆ แถมไม่รู้สึกว่า 4 อีพีแรกน่าเบื่อด้วยซ้ำ


จะว่าไปซีรีส์นี้เต็มไปด้วยฉากน่าประทับใจหลายฉาก ฉากพระเอกนางเอกนั่งคุยกันเรื่องความตาย ฉากคนไม่เชื่อในพระเจ้าคุยกับบาทหลวง ฉากบนเรือของพระเอกกับนางเอก ฉากนายอำเภอมุสลิมคุยกับหญิงผู้ศรัทธาในคริสตศาสนามาก ๆ และอีกมาก นักแสดงทุกคนเล่นโคตรดี เราเชื่อหมดใจเลยว่าพวกเขาคือตัวละครนั้น ๆ


โดยสรุป สำหรับผมถือเป็นมินิซีรีส์ที่น่าจดจำในปี 2021 น่าจะติดลิสต์หนัง/ซีรีส์ที่ชอบในปีนี้ ให้ 9/10 ครับ


4.Shoplifters (Netflix)


ได้ยินเสียงชื่นชมที่มีต่อหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มานาน แต่ผมเพิ่งเคยดูครับ ดูแล้วชอบมาก ชื่อไทย "ครอบครัวที่ลัก" ชื่ออังกฤษ "Shoplifters" ชื่อญี่ปุ่น "万引き家族" เป็นหนังดราม่าที่ดีมาก ถึงว่าล่ะ ได้รางวัลได้เข้าชิงในหลายเวที


อย่าหลงเชื่อโปสเตอร์รูปนี้ อย่าคิดว่าเป็นหนังครอบครัวฟีลกู๊ด ทุกคนมีความสุข เพราะมันไม่ใช่อย่างนั้นครับ นี่คือเรื่องราวของ 6 คนที่อาศัยอยู่ในบ้านซ่อมซ่อหลังเดียวกัน โดยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกันเลย


คุณย่าเจ้าของบ้านอยู่ได้ด้วยเงินบำนาญจากสามีที่เสียไปแล้ว ชายที่ดูเหมือนคุณพ่อเป็นคนงานรับจ้างทั่วไป (และสอนให้เด็กชายขโมยของในร้านเอามากินใช้หรือขายต่อ) หญิงที่ดูเหมือนแม่เด็ก คือสาวโรงงานซักรีด หญิงวัยรุ่นทำงานเต้นยั่วยวนแขกผู้ชาย และสุดท้าย เด็กหญิงตัวเล็กที่ถูกครอบครัวเก่าทำร้ายร่างกาย และถูกพามาอยู่กับครอบครัวนี้โดยบังเอิญ


พอดูไปสักพัก เราจะเห็นความสัมพันธ์ของครอบครัวนี้ที่แปลกประหลาด อยู่ด้วยกันได้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่พวกเขามาอยู่รวมกันได้อย่างไรนั้น หนังจะค่อย ๆ เล่าให้เรารับรู้อย่างใจเย็น ไม่รีบร้อน ลักษณะคล้ายดูหนังสารคดี ดิบ ๆ หน่อย เหมือนเราตามติดชีวิตคนในครอบครัวนี้


ใครใจร้อน อาจไม่ชอบหนังเรื่องนี้นะครับ แต่ถ้าดูต่อไปเรื่อย ๆ พอหนังเริ่มเฉลยที่มาที่ไปของตัวละครแต่ละตัว พอเกิดจุดเปลี่ยนของเรื่อง รับรองว่าสนุกคุ้มค่ากับการใช้เวลา 2 ชั่วโมงครับ นักแสดงทุกคนเล่นดีมาก เหมือนไม่ได้แสดง แต่เป็นคนคนนั้นอยู่แล้ว


เรื่องนี้ถือเป็นการสะท้อนสังคมญี่ปุ่นในอีกมุมที่เราไม่ค่อยเคยเห็น ผมให้ 9/10 ครับ


5.ร่างทรง (In Theatre)


หนังที่ดังที่สุด ณ ชั่วโมงนี้ ผมดูแล้วชอบมาก แนะนำครับ "ร่างทรง" ขอเอาใจช่วยให้หนังไทยเรื่องนี้โด่งดังไปทั่วโลก พล็อตเรื่องก็อย่างที่โปรโมทไว้ "เรื่องราวการสืบทอดทายาทร่างทรง ณ ภาคอีสาน จุดเปลี่ยนคือสิ่งที่เข้ามายึดครองร่าง อาจไม่ใช่เทพที่เคารพบูชาอย่างที่คิด" รู้คร่าว ๆ เท่านี้พอครับ ที่เหลือไปลุ้นเอง


หนังทำออกมาในรูปแบบของทีมงานไปถ่ายสารคดีเกี่ยวกับร่างทรง จึงต้องตามติดชีวิตครอบครัวหนึ่ง เราจึงได้เห็นภาพสั่นไหว ถ่ายซูม เสียงทีมงานถามอยู่หลังกล้อง ส่วนตัวผมมองว่าเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน จุดแข็งก็คือทำให้หนังออกมาดูเหมือนเรื่องจริง ส่วนจุดอ่อน (หรือจุดยาก) ก็คือ ต้องคอยหาเหตุผลว่ากล้องถ่ายแบบนั้นได้อย่างไร และนักแสดงทุกคนแม้แต่นักแสดงสมทบ ก็ต้องแสดงให้เหมือนไม่แสดง (ซึ่งบางฉากก็ยังดูเป็นหนังไปหน่อย)


ส่วนความหลอนระทึกนั้น ผ่านยิ่งกว่าผ่านครับ โคตรน่ากลัว สิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมของไทยเรานั้นดูน่าเกรงกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเจอกับนักแสดงทุกคนที่เก่งมาก แสดงดีมาก (หรือเรียกว่าไม่แสดงก็ยังได้ เหมือนเขาเป็นคนนั้นจริง ๆ โดยเฉพาะนักแสดงที่เล่นเป็นป้านิ่มกับมิ้ง)


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เด่นที่สุดของเรื่องนี้ ผมคิดว่าคือ "เสียง" และ "การมองไม่เห็น (หรือเห็นแบบไม่ชัดเจน)" มันทำให้จินตนาการเราเตลิดเปิดเปิงไปไกล หนังใช้ทั้งฉากภาพจากกล้องวงจรปิด ภาพที่มืดจากกล้องอินฟราเรด และแม้กระทั่งจอดำ ไม่เห็นอะไรเลย มีแต่เสียง (...ผมพิมพ์ไปยังขนลุกไป) หลายฉากเป็นที่น่าจดจำ และพร้อมจะถูกพูดถึงเมื่อดูจบ


ทิ้งท้ายไว้อีก 2 อย่างที่อยากเขียนถึง หนึ่ง ผมรู้สึกว่าแคแรกเตอร์ของผีในเรื่องนี้มีความปนเปกันอยู่หลายชาติ ทั้งไทย ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่ฝรั่ง เดาว่าน่าจะตั้งใจบุกตลาดโลก ซึ่งในมุมนี้ผ่านครับ น่ากลัวแบบเข้าใจได้หลายประเทศ (ภาพยังติดตาผมจนนาทีนี้)


และสอง หนังจบแบบปลายเปิด ปล่อยให้คนดูตีความเอาเอง ซึ่งคงมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบการจบแบบนี้ (แต่ส่วนตัวผมชอบ) เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ


6.Stuck Together (Netflix)


หนังฝรั่งเศสแนะนำครับ ตลกมาก ชื่ออังกฤษว่า Stuck Together ชื่อฝรั่งเศส 8 Rue de l'Humanite ส่วนตัวผมคิดว่าหนังตลกเป็นหนังที่ทำยาก โดยเฉพาะเมื่อต้องทำหนังตลกที่เกี่ยวกับสถานการณ์ "โควิด 19" แต่เรื่องนี้สอบผ่าน ดูแล้วไม่รู้สึกว่าเอาเรื่องจริงจังมาทำเป็นตลกไม่ดูกาลเทศะ


เรื่องราวเกิดขึ้นในปารีส ณ ช่วงที่โควิดกำลังระบาด ถนนทุกสายเงียบสงัด ไร้ผู้คน เพราะต่างต้องเก็บตัวอยู่กับบ้าน ตัวละครของเราคือกลุ่มคนที่อยู่อพาร์ทเมนต์เดียวกัน แต่ละคนก็ต่างบุคคลิก และนำมาซึ่งความตลกร้ายจนผมหัวเราะลั่นบ้าน


ตัวละครนั้นมีตั้งแต่ ป้าเจ้าของร้านอาหารที่เฝ้ารอว่าเมื่อไรจะได้เปิดขายสักที / นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องผู้พยายามคิดค้นวัคซีน / โค้ชกีฬาผู้ชอบไลฟ์สอนออกกำลังกาย และแฟนสาวของเขาที่กำลังตั้งท้อง 7 เดือน เธอกำลังพยายามแต่งเพลงเกี่ยวกับโรคระบาด / ครอบครัวที่สามีกลัวเชื้อโควิดจนระแวงเกินเหตุ ภรรยาที่กลุ้มใจกับการทำงานผ่านซูม แต่บ้านไม่สงบเงียบสักที ลูกสาวคนสวยที่ลูกชายเจ้าของอพาร์ทเมนต์พยายามจีบ / ครอบครัวเจ้าของอพาร์ทเมนต์ที่สามีกำลังง้องอนภรรยาที่เก็บข้าวของทิ้งเขาไป ลูกสาววัยรุ่นที่เอาแต่ใจ และลูกชายหนุ่มน้อยผู้พยายามจีบสาวสวย แต่เขาดันชื่อเหมือนหมาของเธอ / ชายใจดีผู้ดูแลอพาร์ทเมนต์ ตอนนี้ภรรยาสุดที่รักของเขาติดโควิดและทำการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล


ดูหนังเรื่องนี้เหมือนได้ดูซิทคอมดี ๆ สักเรื่องที่บทสนทนาตลก คมคาย เข้าใจคิด ต่อมุกกันไปมากำลังดี และอย่างที่บอกครับว่าไม่ง่ายเลยที่จะทำเรื่องตลกเกี่ยวกับโควิด แต่ปรากฏว่าหนังทำออกมาได้กำลังดีมาก ๆ มีบทเรียนงดงามตอนท้ายเรื่อง ช่วยชุบชูใจเราทุกคนที่ล้วนเจ็บปวดจากโรคระบาดครั้งนี้ และปรารถนาให้เรื่องร้าย ๆ ครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ในเร็ววัน


แนะนำมากครับ สำหรับคนที่อยากหาอะไรสนุก ๆ ผ่อนคลายเอาไว้ดูคลายเครียด เรื่องนี้ไม่มีมุกหยาบโลน ปลอดภัย เด็ก ๆ ก็ดูได้ ผมให้ 9/10 ครับ


7.Stranger from Hell (Netflix)


ซีรีส์เกาหลีแนะนำครับ ชื่อไทย "นรกคือคนอื่น" ชื่ออังกฤษ Strangers from Hell ความยาว 10 ตอน 10 ชั่วโมง ใครชอบหนังแนวจิตวิทยา บรรยากาศหลอน ๆ (ไม่มีผี) เล่นกับสภาพความคิดจิตใจตัวละคร เรื่องนี้น่าจะถูกจริต


เล่าแบบไม่สปอยล์ นี่คือเรื่องราวของชายหนุ่มวัย 27 ปี บ้านอยู่ปูซาน ฐานะไม่ค่อยดี เขาเข้ากรุงมาทำงานตามคำชวนของรุ่นพี่ที่เปิดบริษัทเล็ก ๆ อยู่ในกรุงโซล ชายหนุ่มดีใจเพราะนอกจากจะมีงานทำแล้ว ยังได้มาอยู่เมืองเดียวกับแฟนสาวของเขา


อย่างไรก็ตาม ด้วยเพราะเงินไม่ค่อยมี เขาจึงต้องหาที่พักราคาถูก ๆ ในที่สุดเขาก็เจอ "อีเดนอพาร์ทเมนท์" หอพักเก่า ๆ สกปรก ห้องแคบ และผนังบางจนได้ยินทุกเสียงของข้างห้อง ผู้คนที่นี่ก็ดูแปลก ๆ ตั้งแต่ป้าเจ้าของหอพัก ชายหนุ่มใส่แว่นท่าทางโรคจิต ฝาแฝดที่มีอยู่คนนึงสติไม่ดี ลุงนักเลงท่าทางเอาเรื่อง หมอฟันดูสะอาดหน้าตาดี แต่ทำไมมาอยู่หอพักเน่า ๆ แบบนี้


ที่อพาร์ทเมนท์แห่งนี้จะเป็นสถานที่เกิดเรื่องราวทั้งหมดของหนังต่อจากนี้ และเปลี่ยนแปลงชีวิตชายหนุ่มคนนี้ที่ดูท่าทางเงียบ ๆ เรียบร้อย ผ่านคำถามที่ว่า "จริง ๆ แล้วฉันเป็นคนอย่างไรกันแน่?"


หลังจากผมดูจบแล้ว ยอมรับว่าผิดหวังนิดหน่อย (ยาวไปหน่อย และพอคาดเดาเนื้อเรื่องได้) อาจเพราะได้ยินเสียงชื่นชมที่มีต่อซีรีส์เรื่องนี้เยอะมาก จึงคาดหวังไว้เยอะ อย่างไรก็ตาม ถ้าดูแบบไม่ตั้งความหวังไว้สูง ก็ถือเป็นเรื่องที่สนุกมาก (สร้างจากการ์ตูน บางอย่างจึงดูเว่อร์ ๆ ไปนิด) เสียงดนตรี ฉากในเรื่อง มุมกล้อง ถือว่าทำได้ถึงมาก หดหู่ กดดัน หลอน ครบเลย นักแสดงทุกคนก็ทำได้ดีมาก ๆ น่ากลัวสุด ๆ


ส่วนที่ผมชอบเป็นพิเศษคือการตัดต่อจากฉากหนึ่งไปสู่อีกฉาก ใช้วิธีการเชื่อมโยงด้วยของชิ้นเดียวกัน รูปทรงคล้ายกัน แล้วเปลี่ยนไปเป็นอีกฉาก แบบที่เรียกว่า Match Cut ถือว่าน่าชื่นชมเพราะต้องทำการบ้านล่วงหน้าหนักมาก


โดยสรุป ถือเป็นหนังแนวจิตวิทยาสำรวจจิตใจมนุษย์ ที่ทำออกมาได้หลอนมาก เท่มาก และอ้างอิงถึงงานชิ้นสำคัญของนักปรัชญาอย่าง Jean-Paul Sartre (No Exit) และนักเขียนอย่าง Franz Kafka (The Metamorphosis)


เรื่องนี้ไม่มีผี มีแต่คนที่น่ากลัวกว่าผี ผมให้ 8/10 ครับ


8.The Lighthouse (Netflix)


ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน โดยเฉพาะคนที่อยากดูอะไรง่าย ๆ บันเทิง ๆ แต่ถ้าใครอยากลองรสชาติแปลกแตกต่าง เหมือนได้ดูหนังย้อนยุค ก็ลองดูเรื่องนี้ได้ครับ


โครงเรื่องสั้น ๆ คือ ชายสองคนติดอยู่บนเกาะอันเป็นที่ตั้งของประภาคาร คนหนึ่งคือชายสูงวัย เป็นนายจ้าง อีกคนหนึ่งคือชายหนุ่ม เป็นลูกจ้างมาใหม่แทนลูกจ้างคนเก่า หน้าที่ของทั้งคู่คือดูแลบำรุงรักษาประภาคารให้เรียบร้อย วันหนึ่งเกิดพายุจนไม่สามารถออกจากเกาะได้ จากความคุ้มคลั่งของพายุ จึงกลายเป็นความคุ้มคลั่งของชายสองคนที่ไม่ลงรอยกัน


หนังค่อนข้างมีความอาร์ตสูงมาก ถ่ายเป็นขาวดำ เกรนภาพดิบหยาบ สัดส่วนจอเกือบจะจัตุรัส จังหวะการตัดต่อที่ไม่ปกติ ภาพโคลสอัพตั้งใจให้อึดอัด ดนตรีและเสียงประกอบกดดันบีบคั้น เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ให้ตีความ โครงเรื่องที่ดัดแปลงมาจากตำนานกรีกอย่าง Phometheus, Poseidon, Sisyphus ทั้งหมดนี้ปั่นรวมออกมาเป็น The Lighthouse หนังความยาวเกือบ 2 ชั่วโมง


โดยสรุป ไม่ใช่หนังเพื่อความบันเทิง เต็มไปด้วยแง่มุมทางจิตวิทยา งานด้านภาพสวย ดิบ เถื่อน เหมือนได้ดูหนัง Alfred Hitchcock ซึ่งผมไม่ค่อยถนัดทางนี้เท่าไร


ขอไม่ให้คะแนนแล้วกัน (ใน imdb ได้ 7.5 ซึ่งถือว่าสูงครับ)


9.The Trip (Netflix)


สนุกเกินคาด ตลกแบบโหด ๆ แนะนำสำหรับคนอยากหาอะไรเพลิน ๆ ดูแบบไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องการบทเรียนสอนใจ เอาแค่ได้ลุ้นแบบโหด-มัน-ฮา ลุ้นไปกับตัวละครก็พอ เรื่องนี้เลยครับ The Trip หนังตลกร้ายจากนอร์เวย์


เรื่องราวไม่ต้องรู้อะไรมากจะดีที่สุด เอาเป็นว่านี่คือเรื่องของสองสามีภรรยาที่ระหองระแหงกันมานาน ทั้งคู่ตัดสินใจไปพักบ้านตากอากาศริมทะเลสาบเพื่อปรับความเข้าใจกัน แต่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้ว่าอันที่จริงจงใจจะปลิดชีวิตอีกฝ่าย จะได้จบ ๆ กันไปเสียที


แต่ถ้าเรื่องมันง่ายแบบนั้นหนังคงไม่สนุก สุดท้ายเกิดการผิดแผน เรื่องราวไปกันใหญ่ แต่จะไปกันใหญ่แค่ไหน ต้องลองดูเอาเองครับ ใครชอบหนังแนวตลกร้ายสไตล์เควนติน พี่น้องโคเอน น่าจะชอบเรื่องนี้ หนังจะโหด ๆ หน่อยนะ เลือดเป็นเลือด มีฉากหวาดเสียวรุนแรงหลายฉากที่ทำออกมาเกินจริงไปมาก (เพื่อความสะใจ ถ้าชีวิตจริงคงตายไปนานแล้ว) ใครไม่ชอบทางนี้ บอกผ่านได้เลยครับ


ส่วนตัวผมถือว่าเซอร์ไพร์ส ไม่คิดว่าจะได้ดูหนังแอ็คชั่นทริลเลอร์ที่ตลกอย่างร้ายกาจ และตอนจบก็หาท่าร่อนลงได้อย่างสวยงาม ให้ 8/10 ครับ


10.Living with Yourself (Netflix)


ซีรีส์ไม่ยาวมาก ดูแล้วไม่เป็นภาระลูกหลาน ความยาว 8 ตอน ตอนละครึ่งชั่วโมง เรื่องราวของชายคนหนึ่ง ชื่อว่า "ไมล์ส" อาชีพก็อปปี้ไรท์เตอร์ เขากำลังเบื่อชีวิตที่ติดขัดไปหมด คิดงานไม่ออก ความสัมพันธ์กับภรรยาไม่ดี ติดเบียร์จนเริ่มลงพุง อยากเขียนนิยายให้จบก็ทำไม่ได้สักที


จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนที่ทำงานแนะนำ "สปา" แห่งหนึ่งบอกว่าให้ไปลองใช้บริการ แล้วชีวิตจะรู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ เต็มไปด้วยพลัง ไมลส์ตัดสินใจลองดู เพื่อที่จะพบว่ารู้สึกตัวอีกที ก็ถูกฝังไว้กลางป่า เขาตกใจมาก ดีที่ยังไม่ตาย จึงเดินกลับมาบ้านในสภาพทุลักทุเล


แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ เขาพบว่ามี "ตัวเขาอีกคน" อยู่ที่บ้านกับภรรยาของเขาเรียบร้อยแล้ว ไมล์สคนใหม่คนนี้ดูมีพลัง ดูหนุ่มกว่า ดูฉลาดกว่า ดูเก่งกว่าทุกอย่าง


เรื่องราวหลังจากนั้นก็คือความปั่นป่วนยุ่งเหยิง เมื่อ "ไมลส์คนเดิม" กับ "ไมล์คนใหม่" จะต้องทั้งร่วมมือ ต่อสู้ แย่งชิง บทบาทในชีวิตจริงที่มีไมลส์ได้แค่คนเดียว


สรุป ใครอยากดูซีรีส์เบาสมอง สนุก ๆ ไม่ต้องคิดมาก ได้บรรยากาศหนังฮอลลีวู้ดยุค 90s หรือต้น 2000 แนว ๆ หนังที่แสดงโดย Hugh Grant Andie MacDowell เรื่องนี้น่าจะเหมาะครับ เล่าเรื่องย้อนกลับไปมาได้มีชั้นเชิงกำลังดี


แม้ว่าตอนจบจะจบแบบเปิดช่องให้มีซีซั่น 2 ก็ตาม เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ


11.The Breadwinner (Netflix)


หนังอนิเมชั่นแนะนำ ดูจบแล้วไม่แปลกใจที่เรื่องนี้ได้เข้าชิงออสการ์เมื่อหลายปีก่อน เพราะงดงามทั้งพล็อตเรื่อง ภาพ และดนตรีประกอบ ชื่อเรื่องว่า The Breadwinner (หรืออีกชื่อคือ Parvana)


เล่าสั้น ๆ แบบไม่สปอยล์ เรื่องราวเกิดขึ้นที่กรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน หนังเล่าถึงครอบครัวของเด็กหญิงอายุ 11 ขวบชื่อ "ปาร์วานา" พ่อถูกทหารตาลีบันยัดเยียดข้อหาและจับตัวไปขังคุก ที่บ้านจึงเหลือเธอ พี่สาว แม่ และน้องชายที่ยังเล็ก


ปัญหาก็คือตาลีบันออกกฏไม่ให้ผู้หญิงออกนอกบ้านเด็ดขาด หากไม่มีผู้ชายมาด้วย แล้วครอบครัวเธอจะเอาอะไรกิน จะออกไปซื้ออาหารอย่างไร จะออกไปขายของหาเงินก็ไม่ได้


เมื่อลองแล้วทุกวิถีทาง แต่ไม่สำเร็จ จึงเหลือเพียงทางเลือกเดียวนั่นคือ ปาร์วานาต้องตัดผมแล้วปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชาย เพื่อออกไปซื้ออาหาร เพื่อนั่งขายของที่ตลาด และเพื่อหาทางช่วยพ่อออกจากคุกให้ได้ (อันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง The Breadwinner ที่แปลว่าคนหาเลี้ยงครอบครัว)


...เรื่องราวต่อจากนั้นต้องลองไปติดตามกันต่อเองครับ หนังเรื่องนี้เหนือความคาดหมายสำหรับผม ทีแรกกลัวว่าหนังจะเครียด หดหู่ แต่ปรากฏว่าไม่เลย ทีมผู้สร้างทำออกมาดีมากครับ สนุก ลุ้นกำลังดี เล่าเรื่องซีเรียสแบบไม่บีบคั้นหัวใจ (แต่ก็แตะหลายเรื่องที่สะท้อนถึงชีวิตความเป็นคนอยู่ของคนที่นั่น การถูกกดขี่ ความยากลำบาก ผลพวงของสงคราม) เด็ก ๆ ดูได้ ไม่มีฉากโหดร้ายเลือดสาด (แต่หนังจัดเรทเป็น อายุ 13 ปีขึ้นไป)


ที่ต้องชมเป็นพิเศษคืองานด้านภาพและดนตรีประกอบ งดงาม อลังการ มีสไตล์เฉพาะตัวในแบบที่หาดูไม่ได้ในงานอนิเมชั่นของอเมริกาหรือญี่ปุ่น โดยเฉพาะตอนที่ปาร์วานาเล่านิทานให้น้องชายฟัง ซึ่งจะเล่าคู่ขนานไปกับเส้นเรื่องหลัก งานด้านภาพและเสียงต้องยกนิ้วให้ศิลปินผู้สร้างงานเลยครับ แถมตอนจบของนิทานยังบาดใจชนิดที่ตราตรึงไปอีกนาน


ใครชอบดูอนิเมชั่น น่าจะถูกใจเรื่องนี้ ขนาดผมไม่ค่อยสายอนิเมชั่นเท่าไร ยังชอบมาก ผมให้ 9/10 ครับ


12.Klaus (Netflix)


ปลายปีแบบนี้เข้าสู่เทศกาลคริสต์มาส ใครกำลังมองหาหนังใส ๆ เหมาะกับผู้ใหญ่หัวใจเด็ก หรือหาหนังที่ดูกับลูก ๆ ได้แบบไม่มีพิษไม่มีภัย แนะนำเรื่องนี้ครับ กวาดรางวัลมาหลายเวที รวมถึงเข้าชิงออสการ์ด้วย ผมดูแล้วชอบมาก


เล่าสั้น ๆ แบบไม่สปอยล์ นี่คือหนังการ์ตูนที่เล่นสนุกกับการจินตนาการขึ้นมาใหม่ว่า "ตำนานซานตาคลอส" นั้นมีที่มาอย่างไร คุณลุงร่างใหญ่ใจดีในชุดสีแดงเขาเป็นใคร แล้วเด็ก ๆ ทำไมเขียนจดหมายไปหาเขา เขาเอาของเล่นมาจากไหน เหล่ากวางเรนเดียร์เหาะได้มีความเป็นมาอย่างไร แล้วคุณลุงซานต้าตัวใหญ่ขนาดนั้นจะลงไปในปล่องไฟได้อย่างไร ฯลฯ


จินตนาการในการตอบคำถามเหล่านี้ ถูกเล่าผ่านโดยตัวละครหลัก 2 คน หนึ่งคือ "เจสเปอร์" ชายหนุ่มไม่เอาไหน ลูกชายหัวหน้ากรมไปรษณีย์ เขาถูกส่งไปยังดินแดนเหน็บหนาวและห่างไกล โดยเขาจะต้องทำหน้าที่ส่งจดหมาย 6,000 ฉบับให้ได้ใน 1 ปี และสองคือ "เคลาส์" ชายลึกลับผู้อยู่โดดเดี่ยวในส่วนลึกร้างของเมือง เขาคือช่างไม้ที่ในบ้านเต็มไปด้วยของเล่นที่ทำจากไม้


โดยสรุป เป็น 90 กว่านาทีที่สนุกมาก ภาพสวยได้มาตรฐาน ไม่ได้เน้นการร้องเพลงมากนัก เล่าเรื่องฉับไว ฉลาด เข้าใจคิดหาคำอธิบายตำนานซานตาคลอสที่แต่ละอันนั้น "ขำมาก" พล็อตเรื่องเข้าใจง่าย มีฉากให้ลุ้นกำลังดี มีคติสอนใจให้เด็ก ๆ ด้วย


เหมาะมากที่จะนั่งดูกันทั้งครอบครัว เรื่องนี้ผมให้ 9/10 ครับ


13.Hellbound (Netflix)


ซีรีส์ 6 ตอน ตอนละ 50 นาที เรื่องนี้กระแสแรงมาก แต่ผมเพิ่งได้ดู สงสัยคาดหวังมากไปหน่อย เพราะความรู้สึกหลังดูจบคือ ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นครับ


พล็อตเรื่องสั้น ๆ ไม่สปอยล์ก็คือ จู่ ๆ ก็เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด เมื่อมีใครบางคนได้รับการเตือนจากวิญญาณแสนน่ากลัวว่าจะต้องเสียชีวิตในอีกกี่วัน ณ เวลาเท่าใด จากนั้นเมื่อเวลานั้นมาถึง ก็จะปรากฏปีศาจร้าย 3 ตนมาเข่นฆ่าคนผู้นั้นให้วอดวายกลายเป็นจุณตามที่ทำนายไว้


ปรากฏการณ์แปลกประหลาดดังกล่าวทำให้เกิดการก่อตั้งลัทธิที่เรียกว่า "สัจธรรมใหม่" โดยลัทธินี้เชื่อว่าเหล่าผู้ที่เสียชีวิตนั้นคือคนบาป และนี่คือการลงโทษจากพระเจ้า พวกเขาพยายามเผยแผ่ความเชื่อนี้ด้วยการถ่ายทอดสดเหตุการณ์ปลิดชีพคนบาป ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งดูเหมือนว่าลัทธินี้กำลังทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับข้อสงสัยที่เพิ่มขึ้นว่านี่คือการลงโทษจากพระเจ้าจริงหรือเปล่า?


เล่าไว้ประมาณนี้ครับ ที่เหลือลองไปดูต่อกันเอง ใครชอบหนังแนวท้าทายความคิดความเชื่อ เรื่องศาสนา ลัทธิ ความดี ความชั่ว บาป บุญ อะไรทำนองนี้น่าจะดูเรื่องนี้สนุก แต่ส่วนตัวผมอย่างที่บอกว่าคงคาดหวังมากไปหน่อย เรื่องตั้งต้นมาดี แต่ยังทำได้ไม่สะใจ ยังวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อของมนุษย์ได้ไม่ลงลึกพอ ตัวลัทธิเองยังดูไม่น่าเกรงขามขนาดนั้น รวมถึงมีความเป็นการ์ตูนมากไปหน่อย (เพราะสร้างจากการ์ตูน)


โดยสรุป ก็ยังอยากเชียร์ให้ดูนะครับ อย่างน้อย ๆ ก็จะได้เห็นเหตุการณ์ในหนังที่มันช่างทาบทับกับเรื่องจริงที่เกิดในสังคมได้อย่างพอดิบพอดีเหลือเกิน


14.True Story (Netflix)


มินิซีรีส์แนะนำ สนุกมาก ลุ้นมาก สั้นมาก (4 ชั่วโมง ใครสายแข็ง ดูรวดเดียวจบได้เลย) เล่าสั้น ๆ แบบไม่สปอยล์ หนังเล่าเรื่องของซูเปอร์สตาร์คนหนึ่ง เขาคือตลกเดี่ยวไมโครโฟนชื่อดังและดาราหนังพันล้าน นั่นคือเรื่องงานและเงินที่ไปได้สวย แต่เรื่องความสัมพันธ์นั้นตรงข้าม เขากำลังจะหย่ากับเมียที่ระหองระแหงกันมานาน


แต่นั่นยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนในชีวิตเท่ากับตอนที่เขากลับไปฟิลาเดเฟียเมืองบ้านเกิด เพื่อแสดงสแตนอัพคอมเมดี้ครั้งยิ่งใหญ่ ที่นั่นเขาได้พบกับพี่ชายแท้ ๆ ที่ไม่ค่อยได้เจอกัน และจะนำเรื่องบางอย่างมาสู่ชีวิตเขา...เรื่องที่ไม่ตลกเลย


เรื่องนี้เล่าอะไรมากไม่ได้ครับ ไม่รู้อะไรเลยจะดีที่สุด เพราะหักมุมไปมา (ซึ่งเอาจริง ๆ ใครดูหนังมาเยอะ คงเดาได้ไม่ยาก แต่ความสนุกไม่ได้อยู่ตรงนั้น) ผมชอบการแสดงของนักแสดงทุกคน แน่นอนโดยเฉพาะสองคนหลัก "เควิน ฮาร์ท" (ที่เหมือนเล่นเป็นตัวเอง เพราะเป็นตลกอยู่แล้ว) และ "เวสลีย์ สไนป์" (ที่ผมไม่ได้ดูหนังที่เขาเล่นมานานแล้ว นับตั้งแต่ Blade) ชอบที่ได้เห็นวิธีทำงานของทีมงานเดี่ยวไมโครโฟนว่าเขาทำงานอย่างไร และชอบตอนจบที่จบได้สมเหตุสมผล สะใจกำลังดี (ซึ่งหาได้ยากในหนังแนวนี้)


สรุป เป็นหนังที่ดูสนุก ใครชอบหนังทริลเลอร์แบบไม่เครียดมาก ไม่ดาร์กจนหดหู่ แต่มีเรื่องให้ลุ้นตลอด จนหยุดดูไม่ได้ น่าจะชอบเรื่องนี้ ผมให้ 9/10 ครับ


15.Wrath of Man (Netflix)


หนังแนะนำสำหรับคนอยากหาอะไรมันส์ ๆ ดูสนุกแบบไม่ต้องคิดมาก ถ้าอยากได้แบบนี้ เรื่องนี้ไม่ผิดหวังแน่ พล็อตเรื่องไม่มีอะไรแปลกใหม่ ตามชื่อเรื่องเลยครับ Wrath แปลว่าความโกรธ ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่องของชายที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น พระเอกของเราสมัครงานเข้ามาเป็นคนคุ้มกันรถขนเงิน แต่ดูเหมือนว่าจะมีจุดประสงค์ที่มากกว่านั้น หนังจะค่อย ๆ เฉลยไปทีละเปลาะ


ถึงพล็อตจะไม่แปลกใหม่ แต่ด้วยความที่หนังเล่าเรื่องรวดเร็ว มุมกล้องโดดเด่น ตื่นเต้นตั้งแต่นาทีแรก เรื่อยไปจนนาทีสุดท้ายแบบกราฟไม่มีตก แถมยังได้วิธีเล่าที่มีชั้นเชิง เล่าย้อนเหตุการณ์ก่อนหน้า ตัดไปมาจนบรรจบกับปัจจุบัน ตามสไตล์ Guy Richie (ผู้กำกับหนังที่เป็นตำนานไปแล้วอย่าง Lock, Stock and Two Smoking Barrels และ Snatch) หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังแอ็คชั่นที่ "โคตรเท่"


โดยสรุป ใครชอบหนังสไตล์ Taken, John Wick หรือล่าสุด Nobody หนังที่พระเอกคลั่งแค้น เก่งมาก โค่นไม่ลง ลุยแบบไม่ต้องกินไม่ต้องนอน เรื่องนี้น่าจะเป็นอีกเรื่องที่โดนใจ


ขนาดผมผู้ซึ่งไม่ถนัดหนังแอ็คชั่น ยังรู้สึกว่าสนุกดี เรื่องนี้ให้ 8/10 ครับ


16.7 Prisoners (Netflix)


หนังบราซิลแนะนำ ดีมาก สมแล้วที่ได้รางวัลหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมจาก Venice Film Festival 2021 เล่าสั้น ๆ แบบไม่สปอยล์ นี่คือเรื่องราวของ "มาเตอุส" หนุ่มชนบทวัย 18 ปี ฐานะยากจน วันหนึ่งมีคนแถวบ้านชวนให้เขาไปทำงานในเมืองเซาเปาลู เมืองที่ใหญ่ที่สุดในบราซิล เขาตอบตกลงด้วยหวังว่าจะได้มีเงินส่งมาให้แม่กับน้องสาว


มาเตอุสขึ้นรถตู้ไปกับหนุ่ม ๆ วัยเดียวกันอีก 3 คน เมื่อมาถึงเมืองใหญ่ ชายหนุ่มกลุ่มนี้ได้ทำงานในป่าช้ารถยนต์ หน้าที่คือแยกชิ้นส่วนเพื่อไปขายต่อ (ทองแดง อลูมิเนียม) โดยมีหัวหน้าคอยคุมคือ "ลูก้า"


ทำงานได้ไม่กี่วัน พวกเขาก็เริ่มรู้ตัวว่าไม่ได้เข้ามาทำงานรับจ้าง แต่ถูก "ขาย" ให้เป็นแรงงานในนี้ ทำงานใช้หนี้ที่ไม่มีวันหมด ไม่มีส่งเงินกลับบ้าน ไม่ได้กลับบ้าน และจะถูกขังอยู่ในนี้ตลอดไป


เล่าสั้น ๆ ไว้ประมาณนี้ครับ ที่เหลือลองไปดูต่อเอง แต่แย้มไว้นิดนึงว่า หนังไม่ได้แค่สะท้อนความโหดร้ายของกระบวนการค้ามนุษย์ หรือแค่ลุ้นว่าจะหลบหนีออกจากที่คุมขังได้หรือไม่ แต่หนังไปไกลกว่านั้น ด้วยการถามคำถามทางศีลธรรมแบบนัย ๆ เกี่ยวกับความดี ความชั่ว และทางแยกของการตัดสินใจ


โดยสรุป เป็นหนังที่ดูง่าย สะท้อนสังคม แต่ไม่หดหู่จนดูแล้วจิตตก จบแบบอาร์ต ๆ ให้คิดต่อเอาเอง ผมชอบตอนที่ตัวละครอยู่ในสถานการณ์ที่ตัดสินใจลำบาก


บอกตรง ๆ ว่าถ้าเป็นตัวเอง ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร เรื่องนี้ให้ 9/10 ครับ


17.Mitchells vs The Machines (Netflix)


ได้ยินเสียงชื่นชมมาตั้งแต่ต้นปี แต่ก็ทดไว้ในใจตลอด ไม่ดูสักที จนกระทั่งได้นั่งดูกับลูกสาว ผลคือ ชอบมาก ยกให้เป็นหนึ่งในอนิเมชั่นที่ชอบที่สุดในรอบหลายปี เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูก็ยิ่งดีครับ


เล่าสั้น ๆ แบบไม่สปอยล์ นี่คือเรื่องราวของครอบครัว "มิทเชลล์" ลูกสาวหลงใหลเทคโนโลยีและการทำหนัง เธอกำลังจะไปเรียนต่อที่ต่างเมือง แต่เกิดทะเลาะกับพ่อผู้ต่อต้านเทคโนโลยี พ่อจึงอยากคืนดีกับลูกสาว เลยตัดสินใจโดยพลการ ยกโขยงทั้งครอบครัว ขับรถเดินทางไกลเพื่อไปส่งลูกสาว (ที่ไม่เต็มใจ) ปรากฏว่าระหว่างนั้น หุ่นยนต์ AI รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกในโลก เกิดเพี้ยน ไม่ฟังคำสั่ง ออกไล่ล่าจับตัวมนุษย์ทั้งโลกขังไว้ ครอบครัวนี้เป็นเพียงไม่กี่ชีวิตที่หลุดรอดได้ จึงต้องเป็นฮีโร่จำเป็นเพื่อกอบกู้โลกใบนี้


เอาจริง ๆ พล็อตเรื่องแนวนี้ถือเป็นมาตรฐาน ไม่มีอะไรแปลกใหม่ครับ มันคือ Road Movie ที่ว่าด้วยความไม่เข้าใจกันของตัวละคร แต่ทีมสร้าง Mitchells vs The Machines พวกเขาทำได้ถึงมาก ๆ คือจะดูสนุก ๆ แบบการ์ตูนทั่วไปก็ได้ หรือจะดูให้ดราม่าแบบเจาะปัญหาพ่อแม่ลูกก็ได้ (ลูกอยากให้พ่อแม่สนับสนุนให้กำลังใจ พ่อแม่ต้องการให้ลูกฟังกันบ้าง) หรือจะดูในมุมที่เสียดสีเรื่องเทคโนโลยีก็ได้ (เราขาดไวไฟไม่ได้อีกแล้ว แต่เราไว้ใจเทคโนโลยีได้แค่ไหนล่ะ?) ที่สำคัญ งานด้านภาพ "เจ๋งมากกกก" ผสมผสานความเป็น 3 มิติเข้ากับ 2 มิติได้อย่างลงตัว มีความสติกเกอร์แบบที่คนเล่นไอจีน่าจะอินเป็นพิเศษ


สรุป เป็นหนังที่สนุกเกินคาด สารภาพว่าหลัง ๆ ผมรู้สึกเลยวัยที่จะดูหนังการ์ตูน แต่เรื่องนี้ยอมเลยครับ ดูไปก็บอกลูกสาวไปว่า โอโห หนังดีจังเลยลูก เรื่องนี้ให้ 9/10 ครับ


18.The Power of The Dog (Netflix)

หนังดีที่อาจไม่เหมาะกับทุกคน ตอนนี้กำลังเดินหน้าเข้าชิงหนังยอดเยี่ยมในหลายเวที (และมีแววว่าจะได้) แต่ถ้าใครไม่ชอบหนังช้า ๆ ค่อย ๆ นวด อาจดูแล้วปวดใจเพราะความเบื่อ แต่ถ้าไหว ก็อยากให้ลองดูครับ อย่างน้อยภาพก็สวยมาก (บอกไว้ก่อนว่าชื่อเรื่องมีคำว่า Dog ในหนังมีสุนัข แต่นี่ไม่ใช่หนังพลังหมาแต่อย่างใด)


เล่าสั้น ๆ แบบไม่สปอยล์ นี่คือชีวิตของคน 4 คนที่มาข้องเกี่ยวกัน เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1925 รัฐมอนแทนา สองพี่น้องต่างนิสัย คนพี่แมนจัดมาดโหดโกรธโมโหได้ทุกเรื่อง คนน้องสุขุมทุ้มนุ่มเนื้อ สองพี่น้องค่อนข้างมีฐานะ เป็นเจ้าของไร่ปศุสัตว์ใหญ่โต วันหนึ่งคนน้องพบรักกับแม่ม้ายลูกติด จึงแต่งงานกัน แต่ดูเหมือนคนพี่จะไม่พอใจ คิดว่าแม่ม้ายแต่งเพราะเห็นว่าผู้ชายรวย แถมยังไม่ชอบลูกชายแม่ม้ายที่ดูตุ้งติ้งอย่างกับหญิงงาม มันน่ารำคาญความเป็นชายของเขาเสียเหลือเกิน


เรื่องราวเล่าได้ประมาณนี้ครับ เอาเป็นว่ามันดูเหมือนหนังคาวบอยตะวันตก แต่กลับไม่มีปืน ไม่มีฉากยิงกัน มีแต่การปะทะกันทางอารมณ์ของตัวละคร แล้วค่อย ๆ เปิดเผยบางอย่างในช่วงท้าย ๆ และนำไปสู่จุดจบที่ถือว่าสาแก่ใจใช้ได้เลย (ซึ่งอันที่จริงหนังเฉลยไว้ตั้งแต่ประโยคแรก เพียงแต่ตอนต้นเรื่อง เรายังไม่เข้าใจว่าคืออะไร)


สรุปว่าบทเยี่ยม แสดงดี ภาพสวยมาก กำกับโดย Jane Campion ที่คอหนังยุค 90s รู้จักดีจาก The Piano เพลงประกอบงดงามบีบคั้นอารมณ์ โดย Jonny Greenwood แห่งคณะ Radiohead


แต่อย่างที่บอกครับ จุดที่ยากสำหรับหลายคนคือหนังค่อนข้างช้าเนิบ (เมื่อเทียบกับสมัยนี้) และต้องใช้เวลากว่าจะนำไปสู่จุดจบที่เด็ดขาด หลายคนจึงยอมแพ้ไปก่อน หรือบางคนทนดูจนจบเพื่อจะพบว่าไม่เห็นมีพลังหมาแต่อย่างใด (อันที่จริงชื่อเรื่องมาจากประโยคในไบเบิ้ล มีความหมายสื่อไปถึงพลังความชั่วร้ายที่คาดไม่ถึง)


ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากชวนดูครับ เรื่องนี้ให้ 8/10


215 views0 comments