หนังสือ 21 เล่มที่ชอบที่สุดในปี 2021

ตามธรรมเนียมครับ สิ้นปีเมื่อไหร่ ก็อยากจะทบทวนดูว่าปีนี้ผ่านอะไรมาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องของการอ่านหนังสือที่กลายเป็นงานหลักของผมไปแล้ว สำหรับปีนี้ 2021 พอย้อนกลับไปอ่านที่เขียนไว้ในปี 2020 พบว่ามีความใกล้เคียงกันคือ อ่านหนังสือแนว How to น้อยลง อ่านนิยาย เรื่องสั้นมากขึ้น (และดูหนัง/ซีีรีส์ เพิ่มขึ้นอย่างมาก) ส่วนนิสัยที่ยังแก้ไม่ได้เสียทีก็คือ เห็นหนังสือน่าอ่าน (หรือน่าเก็บ เช่น ปกแข็ง ลิมิเต็ด) เป็นต้องสั่งซื้อมาดองไว้ที่บ้านทุกที ยิ่งปีนี้หนักหน่วงที่สุด เท่าที่ตาเห็น ก็หลายสิบเล่มที่ยังไม่แม้แต่จะเปิดอ่านสักหน้า (ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ถ้าหาซื้อไม่ได้แล้วจะเสียใจทีหลัง) และแน่นอนครับ ผมซื้อหนังสือผ่านช่องทางออนไลน์ 100% จนแอบเอาใจช่วยอยู่ว่าร้านหนังสือจะอยู่อย่างไร


เนื่องจากปีนี้อ่านเยอะ จากที่เคยจัดอันดับ 10 เล่มที่อ่านแล้วชอบ ปีนี้ขอขยับเป็น "หนังสือ 21 เล่มที่ชอบที่สุดในปี 2021" ครับ และต่อไปนี้คือรายชื่อหนังสือดังกล่าว (ไม่ได้เรียงลำดับความชอบ) 11 เล่มแรกเป็นหนังสือในแนว Non Fiction และอีก 10 เล่มเป็น Fiction


...หวังว่าจะมีบางเล่มที่คุณน่าจะชอบเช่นกัน (ส่วนของปี 2020 อ่านได้ ที่นี่ ครับ)



1.เดินสู่อิสรภาพ (ฉบับทศวรรษใหม่)


เรื่องราวบันทึกการเดินทางของ "อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์" เมื่อปี 2548 ของชายวัย 51 ปี ผู้เป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาลาออกจากราชการ เพื่อกลับบ้านเกิดที่เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี


ฟังดูธรรมดา แต่ความไม่ธรรมดาของการเดินทางครั้งนี้ก็คือ เขา "เดิน" กลับบ้าน จากเชียงใหม่สู่เกาะสมุย มีสัมภาระคือเป้สะพายหลังใบเดียว ค่ำไหนนอนนั่น และไม่พกเงินแม้สักบาทเดียว ด้วยจุดประสงค์เพื่อเผชิญกับความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคง ความกลัวไม่ปลอดภัย เพื่อฝึกดูใจตัวเองว่าเกิดความรู้สึกใดขึ้นบ้างเมื่อหิว กระหาย เหนื่อย เจ็บเท้า และความรู้สึกอื่น ๆ ที่ผุดขึ้นภายใน


แล้วเขาจะเอาอะไรกิน? แล้วเขาจะนอนที่ไหน? แล้วเขาจะเดินไหวเหรอ? คำตอบที่น่าทึ่งก็คือ ตลอดเส้นทาง แม้ไม่ได้ร้องขออาหารสักนิด แต่กลับมีคนแปลกหน้า นำอาหาร น้ำดื่ม เงินทอง (ซึ่งเขาไม่รับ) มามอบให้อาจารย์ประมวลได้ต่อชีวิต เดินต่อไป เรียกว่าจากเหนือจรดใต้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ ๆ เช่นนี้ตลอดทั้งเล่มที่ผมอ่าน แม้แต่ที่พัก ก็ยังมีชาวบ้านชวนเขาไปนอนค้างอ้างแรม (แต่ส่วนใหญ่ อาจารย์จะนอนตามวัดต่าง ๆ)


ยอมรับว่าทีแรก ผมอ่านไปก็เริ่มเบื่อนิด ๆ เพราะเหตุการณ์ในเล่มเกิดขึ้นซ้ำเดิม เหมือนบันทึกประจำทั่ว ๆ ไป แต่พออ่านไปได้สักพัก แปลกใจตัวเองที่ความรู้สึก "ศรัทธาในเพื่อนมนุษย์" มันตื้นตันจนล้นออกมา อย่างน้อยก็น่าดีใจว่าคนเรามิอาจทนเห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันลำบาก เรามีจิตใจของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พอได้รู้ว่าอาจารย์เดินมา ยังไม่ได้กินอะไร (อาจารย์ประมวลไม่ได้เล่าให้ฟังเพื่อขอความเห็นใจ แต่คนที่เห็น เดินเข้ามาถามเอง) ก็ล้วนแต่รีบหาอาหารน้ำดื่มมาให้ ...บางช่วงบางตอน ผมน้ำตาซึม เพราะอิ่มเอมในความช่วยเหลือเกื้อกูลกันเช่นนี้


นอกจากบันทึก "การเดินทางด้านนอก" ว่าอาจารย์พบเจอใครบ้างระหว่างทาง อาจารย์ยังบันทึก "การเดินทางด้านใน" ให้เรารับรู้อีกด้วย หลายบรรทัดเป็นเรื่องปรัชญา หลายบรรทัดเป็นเรื่องพระธรรมในศาสนาพุทธ บอกเล่าผ่านภาษาที่งดงามมาก


อันที่จริง ผมเคยเห็นหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว เพราะฉบับพิมพ์ครั้งแรกออกมาเมื่อประมาณ 12 ปี แต่ไม่ได้สนใจจะอ่าน แต่ก็แปลกใจเสมอมาว่าทำไม "เดินสู่อิสรภาพ" จึงตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังได้รับรางวัลจากหลายเวที จนกระทั่งปลายปีที่แล้ว (2020) สำนักพิมพ์ได้พิมพ์เวอร์ชั่นใหม่ออกมา เรียกว่า "ฉบับทศวรรษใหม่" ปกสวย รูปเล่มงดงาม จึงได้ซื้อมาอ่านนี่แหละครับ (แต่ก็ดองไว้หลายเดือน)


หนังสือพิมพ์ดีมาก กระดาษคุณภาพ มีลูกเล่นอย่างเช่นเลขหน้าถอยหลังจากหน้า 596 ถอยไปหน้า 1 รวมถึงมีคิวอาร์โค้ดที่ใช้มือถือส่องก็จะพบกับเสียงพูดอธิบายเพิ่มเติมจากอาจารย์ประมวล ถือเป็นหนังสือดีอีกเล่ม เหมาะกับการอ่านในช่วงเริ่มต้นปีหรือจะเป็นเวลาไหนก็ได้ที่อยากออกเดินทางภายใน


"เดินสู่อิสรภาพ (ฉบับทศวรรษใหม่)" เขียนโดย ประมวล เพ็งจันทร์ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ ราคาปก 690 บาท


2.หนทางความสุข


นี่คือหนังสือชนิดที่ "อ่านทบทวนซ้ำได้ตลอดชีวิต" ข้อความในหนังสือยังคงเดิม แต่เมื่อประสบการณ์ชีวิตเพิ่ม เราจะเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น "หนทางความสุข" คืองานเขียนของปราชญ์ชาวจีนนาม "หงจื้อเฉิง" ผู้มีชีวิตอยู่เมื่อหลายร้อยปีก่อน เขารวบรวมแนวคิด 3 สายธาร คือ พุทธ เต๋า ขงจื๊อ แล้วนำมาบรรจบไว้ในหนังสือชื่อหนทางความสุข ทั้งหมดเป็นแนวคิดในการดำเนินชีวิตไม่ใช่เพื่อไปสู่ความสุข แต่เพื่ออยู่บนหนทางความสุข


ส่วนผู้แปลหนังสือเล่มนี้ให้เป็นภาษาไทยคือ นักเขียน/นักแปล ผู้มากประสบการณ์ "คุณวิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์" ผู้อาวุโสวัย 91 ปี แรกเริ่มเดิมที คุณวิวัฒน์แปลเนื้อหาในเล่มเพียงเพื่อหวังว่าได้ใช้เป็นข้อคิดสอนลูกหลานในครอบครัว แปลวันละนิดหน่อย จนกระทั่งผ่านไปเป็นปี จึงได้เนื้อหาจำนวนมาก โดยเขาไม่ได้แปลโดยตรงทั้งหมด หากแต่เสริมบทเรียนชีวิตตัวเองเข้าไปด้วย (จริง ๆ อาชีพเขาคือพ่อค้านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำประโยชน์ให้บ้านเกิดมากมาย)


ในที่สุด ลูกหลานอ่านแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ ดีเกินกว่าจะเก็บไว้อ่านเพียงในตระกูล จึงคิดร่วมกันว่าจะตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ ช่วยกันเรียบเรียงภาษา หาคนวาดภาพประกอบ จนกระทั่งจัดทำออกมาเป็นรูปเล่ม ปกแข็ง สันโค้ง เย็บกี่ไสกาวอย่างดี ความหนานั้นมากถึง 664 หน้า แบ่งเป็นบทย่อยเกือบ 350 บทสั้น ๆ แต่ทุกบรรทัดลึกซึ้ง คมคาย มีวรรณศิลป์ เต็มไปด้วยข้อคิดในการทำงาน การใช้ชีวิต การคบหาสมาคม การทำตนให้มีประโยชน์ การควบคุมจิตใจตัวเอง


ข้อดีของหนังสือเล่มนี้คือ แบ่งเป็นบทย่อย ๆ คล้ายอ่านสเตตัส เนื้อหาแต่ละบทเป็นอิสระจากกัน นี่จึงเป็นหนังสือที่ไม่จำเป็นต้องอ่านรวดเดียวจบ อ่านวันละหน้าสองหน้า ...ยิ่งจิบชาไปด้วย ยิ่งนับเป็นความรื่นรมย์ของชีวิต


มีหลายช่วงหลายตอนที่ผมชอบมาก ขอยกเป็นตัวอย่างบางบรรทัด

  • ผู้อยู่ในม่านเมฆไม่เห็นเมฆ ผู้อยู่ในที่เหม็นไม่รู้เหม็น ผู้ดูอยู่ข้าง ๆ ย่อมแจ่มแจ้ง ผู้อยู่แท้จริงเลอะเลือนเอง

  • ขณะเดินอยู่ในตรอกอันเป็นที่คับแคบ ต้องสำรวมเพื่อเหลือที่ให้คนอื่นเดินได้ เวลาได้ลิ้มรสอาหารโอชาถูกปาก ต้องเหลือไว้สามส่วน เพื่อให้คนอื่นได้รับประทาน

  • ฝาโลงปิดหน้าแล้วจึงวิจารณ์ได้ว่า ตลอดชีวิตคนผู้นี้เป็นอย่างไร

  • ยาดีขมปาก คำสัตย์ขัดหู หากทุก ๆ คำพูดล้วนเสนาะหู ทุก ๆ เรื่องล้วนชื่นใจ (คือคำประจบสอพลอ) ชีวิตเราก็เหมือนจมอยู่ในยาพิษแล้ว

บางประโยค หากมีประสบการณ์ผ่านมาแล้ว เมื่ออ่านพบจึงเข้าใจ บางประโยค หากชีวิตยังไม่ได้รับบทเรียน เมื่ออ่านพบ อาจต้องรอวันเข้าใจ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมบอกไว้ในตอนต้นว่า "นี่คือหนังสือชนิดที่อ่านทบทวนซ้ำได้ตลอดชีวิต"


หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางจำหน่ายทั่วไป พิมพ์น้อยมาก ต้องสั่งโดยตรงกับทางลูกสาวคุณวิวัฒน์ครับ ราคาเล่มละ 695 บาท (ผมไม่แน่ใจว่ามีค่าส่งด้วยหรือเปล่า) ใครสนใจ ขอให้ลองติดต่อด้วยการ "แอดไลน์" เบอร์นี้ 089 6959 445 (ใช้แอดไลน์นะครับ เพราะถ้าโทร จะส่งชื่อที่อยู่กันลำบาก)


ทักไปว่า สนใจซื้อหนังสือหนทางความสุข (ผมไม่ได้ค่าโฆษณาครับ)


3.Econonix เศรษฐกิจ สะกิดสมอง


หนังสือที่เล่าเรื่องยาก ๆ อย่างกลไกเศรษฐกิจผ่านการ์ตูนช่องขาวดำ เนื้อหาครอบคลุมช่วงเวลากว่า 200 ปีที่ผ่านมา ว่ากันตั้งแต่...

  1. ยุคก่อนปี 1820 (ทุนนิยม อดัม สมิธ The Wealth of Nations ตลาดเสรี การปฏิวัติอเมริกาและฝรั่งเศส

  2. ยุค 1820-1865 (ปฏิวัติอุตสาหกรรม สังคมนิยม ประชาธิปไตย อุปสงค์ อุปทาน)

  3. ยุค 1865-1914 (สงครามกลางเมืองสหรัฐ การเลิกทาส ทางรถไฟ บริษัทน้ำมัน ตลาดหุ้น)

  4. ยุค 1914-1945 (สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจ และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ การปฏิวัติรัสเซีย)

  5. ยุค 1945-1966 (อเมริกาเฟื่องฟู สงครามเย็น JFK ประเทศโลกที่สาม)

  6. ยุค 1966-1980 (โฆษณา การตลาด การผูกขาดทางการค้า นิกสัน การบริหารจัดการ การค้าระหว่างประเทศ)

  7. ยุค 1980-2001 (เรแกน เครื่องมือทางการเงิน FED หนี้สาธารณะ คลินตัน ประกันสุขภาพ โลกร้อน โลกาภิวัฒน์)

  8. ยุค 2001 เป็นต้นมา (สงครามเย็นครั้งใหม่ สินเชื่อบ้านที่พังทลาย โอบามา ทรัมป์)

เล่มนี้นับถือใจผู้แปล รู้เลยว่าเล่มนี้งานยาก งานหนัก เพราะถึงจะเป็นหนังสือการ์ตูน แต่เนื้อหาจัดเต็ม ข้อมูล ตัวหนังสือเพียบ แปลไม่ง่ายเลย


อย่างไรก็ตาม ต้องบอกไว้ก่อนว่าเล่มนี้เนื้อหาไม่ง่ายนะครับ คนเขียนเขาไม่ได้มาเล่น ๆ ไม่ได้ไว้ให้อ่านเพลิน ๆ เพราะนี่ไม่ใช่หนังสือวิชาเศรษฐศาสตร์ 101 เอาจริง ๆ ผมคิดว่าเล่มนี้คือประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ (เน้นไปที่อเมริกา) โดยเล่าผ่านแว่นตาของการมองภาพเศรษฐกิจ ผู้อ่านจำเป็นต้องมีความรู้ระดับหนึ่งเกี่ยวกับเหตุบ้านการเมืองรอบโลก ผมเองยอมรับว่าเข้าใจเนื้อหาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ข้อดีก็คือ มันชวนให้เราไปหาหนังสือเล่มอื่น ๆ อ่านเพิ่มเติม


"Econonix เศรษฐกิจ สะกิดสมอง" เขียนโดย Michael Goodwin แปลโดย วิรัตน์ รัตนเวชสิทธิ สำนักพิมพ์ลีฟริช ราคาปก 350 บาท


4.หนังสือชุด "เปลี่ยนชีวิตเจ็ดด้านสู่การเติบโตในพระคริสต์"


หนังสือชุดนี้มี 7 เล่ม ดีมากอยากให้อ่านครับ แต่ออกตัวไว้ก่อน 2 ข้อ หนึ่ง นี่คือหนังสือที่เขียนขึ้นตามคำสอนของศาสนาคริสต์ และสอง ผมไม่ใช่คริสเตียน ดังนั้นการเขียนถึงหนังสือชุดนี้จึงไม่ใช่การเชิญชวน และอาจมีบางส่วนที่ผมเข้าใจคลาดเคลื่อน หากผิดพลาด ต้องขออภัยครับ


ผมพบหนังสือชุดนี้จากการซื้อหนังสือเล่มหนึ่งผ่านช่องทางออนไลน์ แล้วระบบก็แนะนำหนังสือชุดนี้ ผมมาติดใจตรงชื่อหนังสือที่เป็นเหมือนคู่มือการใช้ชีวิตแต่ละด้าน พอเห็นราคาเล่ม 55 บาทเท่านั้น ก็เลยสั่งมาอ่านหนึ่งเล่มก่อน (เลี้ยงดูด้วยรัก) ปรากฏว่าชอบ จึงสั่งมาให้ครบชุดครับ


เมื่ออ่านจบก็พบว่า นี่คือหนังสือที่ดีมาก ๆ จะมองให้เป็นมุมศาสนาก็ได้ (หากคุณเชื่อ) หรือจะมองเป็นหนังสือพัฒนาตนเองก็ได้ เพราะบรรดาหนังสือพัฒนาตัวเองของฝรั่ง ก็ล้วนแต่มีรากฐานมาจากศาสนาคริสต์แทบทั้งสิ้น


หนังสือชุดนี้ใช้ชื่อว่า "เปลี่ยนชีวิตเจ็ดด้านสู่การเติบโตในพระคริสต์" โดย 7 ด้านนั้นได้แก่ จิตวิญญาณ(อยู่ในพระคริสต์) จิตใจ(ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด) สังคม(ให้โอกาส-ให้อภัย) ร่างกาย(อิสระทางกาย) การเงิน(ปลดหนี้มีเงินใช้) ชีวิตสมรส(เข้าใจชีวิตคู่) และการเลี้ยงดูบุตร(เลี้ยงดูด้วยรัก)


ถ้าคุณเป็นชาวคริสเตียนอยู่แล้ว ผมคิดว่าหนังสือชุดนี้จะเป็นคู่มือเอาไว้ทบทวนคำสอนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หากตัดประเด็นเรื่องคำสอนของศาสนาออกไป หนังสือเล่มนี้ก็ยังมีเนื้อหาที่ดีมาก อ่านแล้วหากนำไปใช้ เราจะกลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิมในหลายด้าน หลายประโยคต้องบอกว่าทำให้ผม "ตื่น" มองตัวเอง มองผู้อื่น มองโลกไปในมุมใหม่


ผมขอยกตัวอย่างบางประโยคที่ชอบมาก ปน ๆ กันไปทั้ง 7 เล่มนะครับ

  • โลกใส่ความคิดให้คุณว่า คุณจะพอใจถ้าคุณได้รับหรือได้มีสิ่งเหล่านี้ และเนื้อหนังของคุณก็เชื่ออย่างนั้น... ...ความจริงก็คือ เนื้อหนังของคุณไม่มีวันพึงพอใจแม้ว่าคุณจะมีรูปร่างหน้าตาดี หรือมีสิ่งของมากมายเพียงไร หรือมีความสุขกับความสัมพันธ์ต่าง ๆ

  • สิ่งที่ผู้อื่นทำกับคุณอาจจะผิดอย่างมหันต์ แต่สิ่งที่คุณเลือกจะตอบโต้จะบ่งบอกว่าคุณเองก็กำลังทำผิดด้วยหรือไม่

  • คุณไม่สามารถรักผู้อื่นได้ในขณะที่คุณยังคงตัดสินพวกเขา เมื่อคุณเลือกจะหยุดตัดสินผู้อื่น คุณจะเห็นความผิดของผู้อื่นน้อยลง ...จงจำไว้ว่าคุณเองก็อ่อนแอต่อการล่อลวงแบบเดียวกัน และอาจมีความเย่อหยิ่งแบบเดียวกัน

  • การยกย่องให้เกียรติคู่สมรสของคุณคือการเคารพและรักในทุก ๆ ส่วนที่เป็นตัวเขา (จิตวิญญาณ จิตใจ และร่างกาย) ซึ่งเป็นการสร้างความอุ่นใจให้กับเขา

  • วิธีการเลี้ยงลูก 4 แบบ 1.ยอมรับมาก สั่งสอนมาก (สัมฤทธิ์ผล ดีที่สุด) 2.ยอมรับมาก สั่งสอนน้อย (ตามใจ ไม่ค่อยดี) 3.ยอมรับน้อย สั่งสอนน้อย (แย่ ปล่อยปละละเลย) 4.ยอมรับน้อย สั่งสอนมาก (บงการ แย่ที่สุด) "เมื่อการยอมรับมาทีหลัง นั่นคือการบงการ เมื่อการยอมรับมาก่อน นี่แหละคือความรัก"


จุดที่ผมคิดว่า "เจ๋งมาก เต็มสิบไม่หัก" ของหนังสือทั้ง 7 เล่มนี้ก็คือ ทีมผู้เขียนสามารถแปลงเนื้อหาในแต่ละเล่มให้เป็น "แผนภาพ" ที่เข้าใจง่าย จำได้ไม่ลืม แผนภาพดังกล่าวมีแค่เส้น วงกลม สามเหลี่ยม กับตัวหนังสืออีกไม่มาก แต่กลับสรุปความทั้งหมดได้ครบถ้วนอย่างเหลือเชื่อ


สรุป ถือเป็นหนังสือที่ผมทึ่งในเนื้อหา ทึ่งในวิธีนำเสนอ หากไม่ขัดกับข้อห้ามที่คุณนับถืออยู่ อยากให้ลองหามาอ่านครับ ดีจริง ๆ ลองซื้อมาอ่านสักเล่มในหัวข้อที่คุณสนใจก่อนก็ได้


หนังสือชุด "เปลี่ยนชีวิตเจ็ดด้านสู่การเติบโตในพระคริสต์" สำนักพิมพ์กนกบรรณสาร ราคาเล่มละ 55 บาท


5.ความสัมพันธ์ (Relation)


ดีที่สุดเล่มหนึ่งตั้งแต่ผมเคยอ่านหนังสือที่ว่าด้วย "ความสัมพันธ์" ผมให้นิยามสั้น ๆ สำหรับเล่มนี้ว่า "หนังสือโคตรไม่โรแมนติก" ที่บอกแบบนี้ก็เพราะประเด็นตั้งต้นของเนื้อหา ผู้เขียนบอกว่า ความเชื่อและค่านิยมต่าง ๆ เกี่ยวกับความรักที่เรายึดถือกันอยู่ตอนนี้นั้น เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อ 250 ปีก่อน ซึ่งคือ "ยุคโรแมนติก" นั่นเอง โดยมันสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน และยังถูกเล่าขานผ่านเพลง หนัง หนังสือ


ความเชื่อที่ว่านั้นก็อย่างเช่น ความรักคือการใช้ความรู้สึกนำพาหัวใจไป โลกนี้มีคนที่ใช่สำหรับเรา เขารอเราอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง เขาคือคนที่รู้ใจ พอดีกับเราไปเสียทุกอย่าง ไม่ต้องพูดอะไร เขาก็รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร ส่วนเราเองก็ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะรักแท้คือการที่ใครสักคนยอมรับในแบบที่เราเป็น เขาจะเป็นทุกอย่างให้กับเรา และเราสองคนจะไม่มีความลับต่อกัน


ทั้งหมดนี้ผู้เขียนบอกว่า นี่คือ "หายนะของความรัก" มันทำให้เกิดความคาดหวังที่ไม่มีทางสมหวังได้ง่าย ๆ ทำให้เกิดความกดดัน และชีวิตคู่จะกลายเป็นงานที่ยากลำบาก


วิธีที่ผู้เขียนนำเสนอ ก็คือ ให้แทนที่แบบแผนของลัทธิโรแมนติกด้วยความรักที่มีวุฒิภาวะทางจิตวิทยา เช่น ยอมรับว่าเราและคู่มีข้อบกพร่อง เราไม่มีวันพบทุกอย่างที่ถูกใจในคนอีกคน และเรื่องที่ดูไม่โรแมนติกอย่างเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เรื่องการรีดผ้าและการทำงานบ้าน ก็เป็นเรื่องที่คู่รักต้องตกลงกันให้ชัดเจน


ผมชอบที่หนังสือเล่มนี้เขียนสั้น กระชับ แบ่งเป็นบทสั้น 20 บท บทนึงไม่ถึง 10 หน้า ทั้งเล่มหนา 160 หน้า เล่มเล็กมาก แต่กลับครอบคลุมประเด็นที่น่าสนใจไว้มากมาย จนผมแทบจะขีดไฮไลท์ทุกบรรทัด ที่สำคัญภาษาตลกเสียดสีอย่างร้ายกาจ เนื้อหาผสมผสานปรัชญาและจิตวิทยาไว้ได้อย่างลงตัว (แต่บางบทอ่านยากสักนิด เพราะรูปประโยคซับซ้อนตามสไตล์ภาษาอังกฤษ และผู้แปลก็อยากคงโครงสร้างภาษาแบบนี้ไว้)


ขอยกตัวอย่างบางประโยคที่ผมชอบมาก ดังนี้

  • เราผิดพลาดที่คิดไปเองว่าเรารู้วิธีที่จะรักมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก การจัดการความสัมพันธ์น่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ตามสัญชาตญาณ แต่ความรักเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้มากกว่าจะเป็นอารมณ์ที่รู้สึก

  • ไม่มีคู่ครองในอุดมคติสำหรับเราอย่างแน่นอน อะไรก็ตามที่เราชอบมาก ๆ ในตัวใครสักคน จะทำให้เขาน่าหงุดหงิดรำคาญใจในแง่อื่น ๆ ด้วย เราอาจหันไปหาคนใหม่ที่น่ารัก ทว่าความน่ารักของเขาก็จะพ่วงความด่างพร้อยมาด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • เวลาคนรักของเราทำตัวเลวร้าย สิ่งที่เขาไม่ได้พูดแต่สมควรที่จะพูดก็คือ ลึก ๆ แล้วฉันยังเป็นเด็กทารกอยู่ และในตอนนี้ฉันอยากให้คุณเป็นพ่อแม่ของฉัน ฉันอยากให้คุณเดาให้ถูกว่าจริง ๆ แล้วฉันกำลังทรมานกับเรื่องอะไรกันแน่ เหมือนที่ผู้คนทำกับฉันสมัยที่ยังเป็นเด็ก ในตอนที่ความคิดเรื่องความรักของฉันเพิ่งจะเริ่มก่อตัวขึ้น

  • เมื่อคนมีสติปัญญาและคนอารมณ์อ่อนไหวมามีความสัมพันธ์กัน พวกเขามักจะตระหนักถึงเรื่องการใช้เวลาร่วมกัน (และเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญ) แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ค่อยได้ใคร่ครวญมากนักถึงคำถามที่ว่า แล้วใครจะเป็นคนรีดผ้า?

จริง ๆ หนังสือเล่มนี้ออกมาได้ 3 ปีแล้ว และเป็นหนึ่งในซีรีส์ The School of Life ซึ่งฉบับภาษาอังกฤษนั้นค่อนข้างโด่งดัง เป็นที่พูดถึง น่าเสียดายที่พอเป็นฉบับไทยกลับเงียบหายขายไม่น่าจะดี (ในชุดที่แปลไทยมี 5 เล่ม) ทั้งที่ทีมงานไทยก็ระดับแถวหน้า (ผู้จัดการโครงการโดย ปราบดา หยุ่น) ถ้าให้ผมเดา สาเหตุคงเพราะหน้าปกที่เรียบง่ายเกินไป ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ที่จะดึงดูดให้เปิดอ่าน แถมยังเล่มเล็ก กระดาษธรรมดา คล้ายหนังสือที่อ่านจบแล้วทิ้งไว้ตามโรงแรมได้เลย ซึ่งต่างกับฉบับอังกฤษที่ทำปกแข็งอย่างดี ดูน่าสะสม (แต่ก็เข้าใจครับว่าแบบนั้นต้นทุนคงแพง และตั้งใจทำปกให้เรียบง่ายเหมือนหนังสือต้นฉบับ)


ไม่เกินไปถ้าจะบอกว่านี่คือหนึ่งในหนังสือที่ underrated หรือถูกให้คุณค่าต่ำกว่าความเป็นจริง ผมแนะนำให้หามาอ่านแบบสุด ๆ ครับ อาจหายากหน่อย เพราะออกมานานแล้ว


"ความสัมพันธ์" เขียนโดย The School of Life สำนักพิมพ์ B2S ราคาปก 215 บาท


6.โปรดโอบกอดมนุษย์ลูก


หนังสือเหมาะสำหรับคนที่มีลูก คนที่คิดจะมีลูก หรือแม้แต่คนที่ไม่มีลูก แต่อยากย้อนเวลากลับไปว่าเรานั้นผ่านอะไรมาบ้างจึงมาเป็นเราในวันนี้ เขียนโดยนักเขียนรางวัลซีไรต์ 2 สมัย "วีรพร นิติประภา" หากใครเคยอ่านงานของนักเขียนท่านนี้ ย่อมรู้ดีว่านี่ต้องไม่ใช่หนังสือหวานแหววในแนวรักลูก แม่และเด็ก อะไรทำนองนั้น ทัศนะแม่ในแบบวีรพร...ต้องไม่ธรรมดา


ที่มาของหนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากครับ ผู้เขียนเล่าว่าเธอจัดเวิร์คช็อปสอนเขียนมาเนิ่นนาน ช่วงหนึ่งของการสอน ผู้เรียนจะต้องผลัดกันเล่าถึงเรื่องที่ทำให้ตัวเองไม่มีความสุข ทุกข์ โกรธ เศร้า ปรากฏว่าเกือบทั้งหมดต่างเล่าถึงเรื่องความเจ็บปวดที่เกิดจาก "การกระทำของพ่อแม่" นั่นคือการเลี้ยงดูในวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ความกดดันจากพ่อแม่ จนคนเป็นลูกรู้สึกเครียด รู้สึกผิด ผิดที่ทำไม่ได้ตามความคาดหวัง และรู้สึกผิดเมื่อคิดได้ว่าตนเองกำลังรู้สึกไม่อยากรักพ่อแม่แล้ว ...เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้จบไว้เพียงในวัยเด็ก แต่ยังตามติดมาจนแม้เด็กคนนั้นจะกลายเป็นผู้ใหญ่ ความรู้สึกหนักอึ้งนั้นก็ยังคงไม่หายไป


ผู้เขียนบอกว่าสาเหตุที่ความสัมพันธ์อันงดงามกลายเป็นความเจ็บปวด ความหวังดีกลับกลายเป็นทำร้ายกัน อยู่คนละฟากจักรวาลทั้งที่นั่งอยู่ข้างกัน สาเหตุนั้นก็เพราะเด็กไม่ได้ถูกพ่อแม่เลี้ยงดูในฐานะ "มนุษย์คนหนึ่ง" ที่มีชีวิตจิตใจเป็นของตนเอง แต่ถูกเลี้ยงดูในฐานะ "ลูก" ที่มีหน้าที่และบทบาทกำหนดไว้แล้ว ไม่อาจมีความคิดของตัวเอง แค่ทำตามที่พ่อแม่บอกก็พอ


นั่นจึงเป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนบอกว่าเธออยากให้คนเป็นพ่อแม่ได้เห็นรายละเอียดระหว่างเส้นทางการเลี้ยงลูก มีจุดไหนบ้างที่เราอาจเผลอทำร้ายลูกโดยไม่ตั้งใจ ไม่ทันคิด จุดไหนเปราะบางสำหรับเด็กซึ่งคนเป็นพ่อแม่ต้องระวัง ในเล่มเธอจึงเขียนถึงทัศนะการเลี้ยงลูกในแบบของเธอ ว่ากันตั้งแต่วัยเด็กเล็กไปจนถึงวัยที่ลูกโตพอที่จะไปมีชีวิตของตัวเอง


ตัวอย่างบางประโยคที่ผมชอบ (ตัดต่อเพื่อความกระชับ)

  • ใช้เวลาอยู่กับลูกให้มาก ๆ ถ้าทำได้...อย่าเพิ่งห่วงงาน หรือความเป็นส่วนตัว ในไม่ช้าโลกทั้งบานจะพรากเขาไป และจะมีวันที่ลูกไม่มีที่ทางในชีวิตและเวลามากนักให้คุณได้ร่วมแบ่งปัน

  • อย่ามองปัญหาของลูกเป็นเรื่องเล็กน้อย เพียงเพราะคุณมีเรื่องใหญ่กว่า สำคัญกว่า มีมูลค่ามากกว่าต้องทำ โปรดตระหนักว่าปัญหาเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ ร้ายแรงได้เท่ากับปัญหาใหญ่ ๆ ที่เกิดกับคนโต ๆ

  • ถ้าคุณฝึกสอนลูกให้เป็นคนว่านอนสอนง่าย เขาจะต้องการการชี้นำตลอดเวลา เขาจะไม่คิด และในที่สุด...คิดเองไม่ได้ ลูกจะไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรแน่ และอาจเฉยชาไม่ต้องการอะไรเลยสักอย่าง นอกจากรอคอยโชคชะตา

  • หน้าที่เดียวของพ่อแม่คือช่วยลูกค้นหาศักยภาพ ไม่ใช่การคิดวางแผนว่าลูกจะต้องทำอะไร คิดอะไร คนคนหนึ่งมีศักยภาพได้หลายด้าน อย่าหยุดค้นหาความเป็นไปได้ของลูก คนไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งมีความสามารถด้านวิชาการ โลกเต็มไปด้วยความเป็นไปได้มากมาย การปล่อยให้ลูกค้นหาความสามารถรอบด้าน และความชอบจะช่วยให้เขามีชีวิตที่น่าตื่นใจ

  • คุณเป็นคนสอนให้เขาพูด...คุณต้องฟังเขา ถ้าคุณไม่ยอมฟัง ก็อย่าสอนเขาพูดตั้งแต่ต้น คุณเป็นคนสอนให้เขาเดิน คุณต้องปล่อยให้เขาเดินไปตามทางที่เขาต้องการ

  • อย่าให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่คาดหวัง โปรดเข้าใจว่าทุกคนทำดีที่สุดเสมอ คนที่แบกรับความคาดหวังของพ่อแม่จะคาดหวังตัวเองสูงตามไปด้วย เขาจะไม่ผ่อนคลาย เคร่งเครียดกับคนอื่นและตัวเอง และเป็นคนไม่มีความสุข

  • คำพูดของพ่อแม่สร้างสรรค์และกรีดบาดได้มากกว่าคำพูดของใครในโลก คำพูดผ่านปากออกไปแล้วเอาคืนกลับมาไม่ได้ มันจะติดอยู่ในใจของลูกไปตลอด อย่าคิดว่าคนเป็นพ่อแม่พูดอะไรก็ได้ โปรดเข้าใจว่าหลายสิ่งหลายอย่างยิ่งคนเป็นพ่อเป็นแม่ยิ่งพูดไม่ได้ คำพูดของคุณอาจทำให้ลูกกลายเป็นคนสำคัญแห่งยุคสมัย ได้มากพอ ๆ กับทำลายล้างเขาไม่เลิกราไปจนวันสุดท้าย

  • -สมมติว่าคุณรู้ว่าจะต้องเสียลูกของคุณไปในตอนเขาอายุสิบห้า ถ้าคุณรู้ว่าลูกมีเวลาน้อยแสนน้อย คุณจะปล่อยให้เขาได้สนุกสนาน ทำอะไรไร้สาระบ้า ๆ บอ ๆ ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องรองรับความกดดันไม่ว่าจะของคุณ ของสังคม หรือคุณธรรมความเชื่ออะไรเลยทั้งนั้นไหม คุณจะเลิกบ่น เลิกว่า เลิกทำเขาเสียนำ้ตาหรือเปล่า คุณจะตระหนักไหมว่าในการเป็นพ่อแม่ ...จริงแท้แล้วคุณไม่ได้ต้องการอะไรเลย นอกจากเห็นลูกมีความสุข

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความรู้สึกฟินและอินเป็นพิเศษ "ฟิน" เพราะผมเป็นแฟนหนังสือของคุณแหม่ม วีรพร ชอบทุกเล่ม และทึ่งที่เธอเขียนหนังสือ 4 เล่ม 4 แนว คือ เรื่องสั้น นิยาย วรรณกรรมเด็ก และเล่มนี้ความเรียง ที่อ่านแล้วเหมือนได้โบนัสคือ ได้อ่านหนังสือคู่มือเลี้ยงลูกที่ภาษาสวยงาม ไม่แห้งแล้งเหมือนหนังสือในแนว ๆ นี้ ...ส่วน "อิน" นั้นเพราะผมเองก็มีปมพ่อแม่ (...ว่าแต่ใครบ้างไม่มี?) พอวันนี้เป็นพ่อคน มีลูกสาว 2 คนก็ตั้งใจว่าจะเลี้ยงพวกเธอให้ดีที่สุด ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ง่าย วัยเด็กนั้นเปราะบางจนพ่อแม่อาจสร้างบาดแผลให้ลูกโดยไม่รู้ตัว


บางประโยค บางทัศนะ บางคนอ่านแล้วอาจไม่เห็นด้วย ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะคำตอบที่ถูกต้องของการเลี้ยงลูกนั้นไม่มี แต่ทัศนะของคุณวีรพรนับว่าน่าฟัง เตือนใจคนเป็นพ่อแม่ได้ดีมากครับ อยากให้อ่านหนังสือเล่มนี้จริง ๆ เนื้อหาดี ภาพประกอบสวยมาก


"โปรดโอบกอดมนุษย์ลูก" เขียนโดย วีรพร นิติประภา สำนักพิมพ์ SandClock Books ราคาปก 240 บาท


7.จิตวิทยาการลงทุน (The Psychology of Investing)


สนุกมาก อ่านแล้วได้ย้อนมองดูพฤติกรรมตัวเอง ทำไมมันตรงกับที่เขาเขียนไว้ได้ขนาดนี้? ใครไม่ได้ลงทุนก็อ่านได้ครับ (ไม่มีกราฟหรือศัพท์เทคนิคหุ้น) แต่จะอินมากกว่า ถ้าคุณเล่นหุ้นมาสักระยะ เคยเจ็บมาเยอะ เจอะมาแยะ ติดดอย ตกรถ ขายหมู ถัวขาลง กำไรนิดหน่อยขาย แต่ทนขาดทุนได้นาน ว่าจะเล่นสั้นเก็งกำไร แต่พอขาดทุน ก็เปลี่ยนเป็นนักลงทุนยาว ถ้าใครเคยมีอาการแบบนี้ เล่มนี้จะเขกกะโหลกเรียกสติเรากลับมา


ผู้เขียนเขาบอกว่า หนังสือเล่มนี้เขาโยงเรื่องจิตวิทยาเข้ากับการลงทุน เพราะสมองคนเรานั้นไม่ได้ทำงานแบบคอมพิวเตอร์ (หมายถึงเป็นเหตุเป็นผล) ในทางกลับกัน บ่อยครั้งเลยที่สมองทำงานผ่านการใช้ทางลัดและอารมณ์เพื่อย่นระยะเวลาการวิเคราะห์ ซึ่งเมื่อใดที่อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง การตัดสินใจแบบมีอคติก็ย่อมเกิดขึ้น หนังสือเล่มนี้ก็เลยแสดงให้เห็นว่าอคติทางความคิด ความผิดพลาดทางความคิด และอารมณ์นั้นมีผลอย่างไรกับการตัดสินใจของนักลงทุน


มีหลายประโยคที่ผมชอบมาก ๆ อ่านไปก็รู้สึกว่าใช่เลย ฉันน่ะสิ ฉันน่ะสิ ขอยกมาบางประโยคครับ (ตัดต่อและปรับคำเพื่อความกระชับ)

  • หากการตัดสินใจหนึ่งมีผลลัพธ์ที่ดี ความดีความชอบจะตกอยู่ที่ทักษะและความสามารถ หากการตัดสินใจนั้นได้ผลลัพธ์ออกมาไม่สู้ดีนัก โชคลางจะตกเป็นจำเลย ยิ่งคนเราได้รับความสำเร็จมากเท่าไหร่ ทักษะและความสามารถของพวกเขาจะได้รับความดีความชอบไปเท่านั้น แม้ว่าโชคลางจะมีส่วนอยู่มากก็ตาม "จงอย่าสับสนระหว่างความฉลาดและตลาดในภาวะกระทิง"

  • ความกลัวผิดหวังและการมองหาความภูมิใจ ส่งผลให้นักลงทุนมีแนวโน้มขายหุ้นที่ดีเร็วเกินไป และยึดอยู่กับหุ้นที่ไม่ดีนานเกินไป หากซื้อหุ้นที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจะมีแนวโน้มขายออกอย่างรวดเร็วด้วย หากซื้อหุ้นที่ปรับตัวลดลงหรือไม่เปลี่ยนแปลง เราจะมีแนวโน้มถือเพื่อรอให้มันขึ้น ดังนั้นหุ้นที่ถือในช่วงเวลาอันสั้น ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นดี ส่วนหุ้นที่ถือนานกว่า โดยมากจะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า

  • นักลงทุนที่รู้สึกยินดีกับผลลัพธ์ของการเทรด จะอยากได้รับความยินดีแบบเดียวกันอีกครั้ง และเลือกทำเช่นนั้นผ่านการซื้อหุ้นตัวเดิม ส่วนความรู้สึกไม่ดีจากการเทรด จะถูกหลีกเลี่ยงในอนาคต ดังนั้นหุ้นที่จะทำให้หวนนึกถึงความเศร้า จะไม่ถูกซื้อกลับ เวลาที่ขายหุ้นตัวนึงไปแบบขาดทุน อารมณ์ความเศร้านั้นเจ็บปวดมากพอที่จะทำให้ปราศจากความสนใจที่จะซื้อหุ้นตัวดังกล่าวอีก

  • เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทางความคิด คนเรามักเลือกมองข้าม ปฏิเสธหรือปรับลดข้อมูลที่ย้อนแย้งต่อภาพพจน์ที่ดีของตนเอง ความเชื่อของคนนั้นเปลี่ยนแปลงได้เพื่อให้สอดคล้องต่อการตัดสินใจในอดีต เราต้องการรู้สึกว่าได้ตัดสินใจอย่างถูกต้อง เรามองตัวเองเป็นนักลงทุนที่ดี ดังนั้นความทรงจำเกี่ยวกับการลงทุนในอดีตจะถูกปรับให้เข้าหาภาพพจน์ที่ดีของตัวเอง เราจะจำได้ว่าที่ผ่านมาฉันทำได้ดี ไม่ว่าผลการดำเนินการที่แท้จริงจะเป็นเช่นไร

  • อุปทานหมู่ของนักลงทุนนั้นไม่ได้ต่างไปจากละมั่งซึ่งอยู่รวมกันเป็นหมู่ เพื่อป้องกันภัยจากนักล่า นาทีนึง กลุ่มละมั่งอาจไม่ทำอะไรเลย แต่นาทีถัดมา พวกมันอาจพากันกระโดดสุดตัว นักลงทุนที่มีการเทรดบ่อยจะมีการตรวจสอบพอร์ตทุกวัน ดังนั้นเมื่อมีบางสิ่งเริ่มเคลื่อนไหว นักลงทุนจากทุกหนแห่งก็จะรู้ (และตัดสินใจเหมือนกัน) ปัญหาของการทำตามคนหมู่มากก็คือ มันเป็นการเร่งขยายผลของอคติทางความคิด มันทำให้คนคนนึงตัดสินใจบนพื้นฐานความรู้สึกของกลุ่ม แทนที่จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างจริงจัง

  • ความทุกข์นั้นชอบมีคนเป็นเพื่อน ความรู้สึกผิดหวังจากการเลือกหุ้นผิดนั้นจะน้อยลง เมื่อเรารู้ว่ามีคนอีกมากที่เลือกผิดแบบเดียวกัน

แนะนำเลยครับ เล่มนี้มีประโยชน์มาก จะมีข้อตินิดนึงก็คือการแปลภาษาอ่านแล้วเก้งก้างไปหน่อย คำแบบอังกฤษ ๆ เช่น สามารถ/ที่จะ/มันทำให้ มีอยู่เยอะ เวลาอ่านก็เลยไม่ราบรื่นเท่าไร แต่โดยรวมถือว่าคุ้มค่าน่าอ่านครับ


"จิตวิทยาการลงทุน (The Psychology of Investing)" เขียนโดย John R. Nofsinger แปลโดย พิริยะ พาณิชย์ชะวงศ์ สำนักพิมพ์ FP Edition ราคาปก 258 บาท


8.The Righteous Mind (ความถูกต้องอยู่ข้างใคร)


อ่านแล้วเปิดโลกความคิด ผมจัดเข้าลิสต์ my favourite books of all time เรียบร้อย และจะต้องติดอยู่ในหนังสือที่ผมชอบที่สุดปีนี้อย่างแน่นอน เล่มหนาสาระหนักสไตล์ brainy book แต่รับรองว่าคุ้มค่ากับเวลาและพลังสมองที่ใช้ไป (ต้องขอบคุณผู้แปลคือ พี่อ๋อง วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ ที่แปลดีมาก ๆ ผมรู้เลยว่าถ้าอ่านฉบับอังกฤษ ผมคงไม่รอด เพราะต้องใช้ความรู้หลายแขนง)


ต้นฉบับภาษาอังกฤษเขียนขึ้นในปี 2012 แต่เนื้อหายังทันสมัยใช้ได้กับสถานการณ์ปัจจุบัน (และน่าจะในอนาคตด้วย) แค่คำโปรยของหนังสือก็น่าสนใจแล้วครับ "ทำไมคนดีจึงแตกแยกกันด้วยเรื่องการเมืองและศาสนา" เป็นคำถามที่น่าคิดและหนังสือเล่มนี้ตอบคำถามได้อย่างน่าสนใจในแง่มุมของ "รากฐานศีลธรรม" ที่แต่ละฝ่ายมีกว้างขวางแตกต่างกัน


เล่าแบบสั้น ๆ เท่าที่ผมเข้าใจ (เพราะเนื้อหาแน่นมาก และบางส่วนผมยังต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ) ผู้เขียนค่อย ๆ พาเราไปค้นหาจุดกำเนิดของศีลธรรม (Morality) ว่าคนเราได้ศีลธรรมมาจากไหน ทำไมเรารู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ถูกต้องไม่สมควรทำ คำตอบนั้นน่าทึ่งมากครับเพราะดูเหมือนว่าคนเราจะมี "ความรู้สึกลึก ๆ" ตามสัญชาตญาณว่าสิ่งนั้นนี้ไม่ควรทำ (แน่นอนว่าบวกกับประสบการณ์เพิ่มเติมและวัฒนธรรมด้วย) จากนั้นจึงค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุนความรู้สึกตัวเอง ซึ่งหลายครั้งก็เป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล (เรียกว่า "แถ" ก็พอได้) ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อให้รู้สึกว่าฉันนั้นมี The Righteous Mind หรือที่ฉบับภาษาไทยใช้คำว่า "ใจถือดี" (ในความหมายว่าใจเรามีทั้งศีลธรรม มีทั้งการวิจารณ์ และการตัดสิน)


จากจุดกำเนิดศีลธรรม ผู้เขียนพาลงลึกไปอีกว่า จริง ๆ แล้วศีลธรรมนั้นมีรากฐาน (Foundation) อยู่ 6 อย่างที่ต่างกัน มันเป็นเหมือนระบบที่เรามีติดตัวมาก่อนมีประสบการณ์ชีวิตเสียอีก ศีลธรรมเหล่านี้ค่อย ๆ ได้รับการปรับปรุงตอนที่เราเป็นเด็ก และทำให้แต่ละคนมีศีลธรรมที่หลายหลากแตกต่างกัน (ประมาณว่ายึดถือคุณค่าไม่เหมือนกัน อันนี้ผมตีความเอง) โดยรากฐานศีลธรรมทั้ง 6 อย่างได้แก่ การดูแล เสรีภาพ ความเป็นธรรม ความภักดี อำนาจ ความศักดิ์สิทธิ์


ผมเชื่อว่าเพียงอ่านชื่อรากฐานศีลธรรมทั้ง 6 นี้คงยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ต้องไปอ่านเองครับ ผมเล่าได้แต่เพียงว่ารากฐานศีลธรรมทั้ง 6 อย่างนี้ ถ้าแบ่งแค่ 2 ขั้วคือ "เสรีนิยม" กับ "อนุรักษ์นิยม" ทั้งสองขั้วนี้จะให้น้ำหนักกับรากฐานศีลธรรมที่แตกต่างกัน (หรืออาจพูดได้ว่าใช้ไม้บรรทัดคนละอัน) จึงทำให้ใจ "ถือดี" แตกต่างกัน


จริง ๆ เนื้อหายังมีส่วนที่สามอีก ว่าด้วยเรื่องคนเรานั้นแปลก เราไม่ได้เห็นแก่ตัวตลอดเวลา แต่เราเห็นแก่กลุ่มได้ด้วย (แม้ว่าต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตัวก็ตาม) จุดนี้ผู้เขียนอธิบายด้วยความรู้ในหลายแขนง ซึ่งคงจะยาวเกินไปที่ผมจะเขียนถึง แต่โดยรวมผมชอบวิธีที่ผู้เขียนเขียน เขารู้ว่าเนื้อหามันยาก เขาจึงประคองคนอ่านไปตลอดทาง ตั้งแต่เกริ่นนำว่าจะพูดอะไร พูดสักพักก็บอกว่ากำลังอยู่ตรงไหน พอพูดจบก็สรุปให้ฟังอีกที เป็นอย่างนี้ไปตลอดเล่ม เจ๋งมาก


เขียนมายืดยาว แต่ผมก็ยังรู้สึกผิดที่อธิบายถึงความดีงามของหนังสือเล่มนี้ได้ไม่ดีพอ เอาเป็นว่าอยากให้ลองหามาอ่านกันครับ แม้ว่าผู้เขียนจะยกตัวอย่างการเมืองอเมริกาเป็นหลัก แต่ก็ทำให้เห็นภาพรวมของมนุษย์ว่าเรายึดถือศีลธรรมอะไรกันอยู่ แตกต่างกันอย่างไร น้ำหนักเทไปทางไหน และเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร


ผมชอบย่อหน้าสุดท้ายของเล่มนี้ เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับ "ในครั้งต่อไปที่พบว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ข้างใครบางคนที่มาจากอีกเมทริกซ์หนึ่ง อย่าเพิ่งกระโจนเข้าสู่เมทริกซ์ของคุณ และอย่าเพิ่งหยิบยกศีลธรรมของคุณขึ้นมาจนกว่าคุณจะได้พบว่ามีหลายจุดที่เราร่วมกัน ...เราติดอยู่ตรงนี้กันมาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว เรามาลองหาทางออกร่วมกันเถอะ


"The Righteous Mind ความถูกต้องอยู่ข้างใคร" เขียนโดย Jonathan Haidt แปลโดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ สำนักพิมพ์ Be(ing) ราคาปก 439 บาท


9.Tiny Habits (เปลี่ยนน้อยนิด เพื่อพิชิตทุกเป้าหมาย)


"หนังสือเล่มหนา ๆ" ว่าด้วยการสร้าง "นิสัยเล็ก ๆ" เขียนโดย BJ Fogg เนื้อหาในเล่มก็ตามชื่อเลยครับ ว่าด้วยวิธีการสร้างนิสัยใหม่ ๆ (หรือกำจัดนิสัยเก่า ๆ ที่เราไม่ต้องการ) โดยเริ่มจากนิสัยเล็ก ๆ ทำง่าย ๆ ทำได้ประจำ แล้วความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ นี้จะค่อย ๆ นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ขึ้น


สิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ก็คือ คนเขียนมีวิธีคิดวิธีเขียนที่เป็นระบบระเบียบมาก เขาอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยกราฟ ตาราง โฟลว์ชาร์ต รูปภาพ มีสรุปท้ายทุกบท มีภาคผนวกที่สาระแน่นมาก พูดง่าย ๆ ว่าเขาทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องนามธรรมอย่างกำลังใจ แรงบันดาลใจ ให้ออกมาในรูปของทฤษฎีที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม เข้าใจง่าย ทำตามได้จริง


สมแล้วที่ผู้เขียนเป็น Behavior Scientist อยู่ที่ Standford และทำวิจัยเรื่องพฤติกรรมมนุษย์มากว่า 20 ปี อ่านเล่มนี้แล้วจึงไม่ต่างกับการลงคอร์สว่าด้วยการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ครับ จริงจังมาก


หัวใจของเล่มนี้ ผู้เขียนเขาบอกว่า พฤติกรรมของคนเราเกิดขึ้นจากองค์ประกอบ 3 อย่างมาบรรจบกัน ได้แก่ แรงจูงใจ ความสามารถ และสัญญาณ หรือพูดอีกแบบก็คือ เราทำพฤติกรรมนั้น ๆ เพราะมีความต้องการบางอย่าง เรามีความสามารถทำมันได้จริง และเราก็ถูกกระตุ้นให้ทำสิ่งนั้น ๆ ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งนึงไป พฤติกรรมก็อาจไม่เกิดขึ้น เช่น อยาก แต่ไม่มีความสามารถ / มีความสามารถ แต่ไม่อยาก / อยากนะ มีความสามารถอยู่นะ แต่ไม่มีอะไรมากระตุ้นให้ลงมือทำ


เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากสร้างนิสัยหรือพฤติกรรมใหม่ ๆ ก็จะต้องรู้จักจัดการกับ 3 องค์ประกอบนี้ โดยวิธีที่เขานำเสนอไว้ในเล่มก็คือ ให้เริ่มจากนิสัยเล็ก ๆ พฤติกรรมง่าย ๆ และแทรกเข้าไปหลังกิจวัตรประจำวันของเรา สมมติว่าถ้าอยากออกกำลังกาย ก็อย่าเพิ่งเล่นใหญ่จัดเต็ม ให้เริ่มจากเล็ก ๆ ก่อน เช่น หลังจากฉี่เสร็จ ออกมาจากห้องน้ำ ฉันจะวิดพื้น 2 ที จากนั้นให้ฉลองชัยชนะเล็ก ๆ นี้เพื่อให้นิสัยใหม่ติดทนนานในสมอง เช่น ตบมือหนึ่งที ร้องเยส หรืออะไรก็ได้ ...นิสัยวิดพื้น 2 ทีนี้เองที่จะค่อย ๆ นำไปสู่การออกกำลังที่จริงจังขึ้น และนำไปสู่นิสัยดี ๆ ด้านอื่น ๆ ได้ด้วย


หนังสือมีรายละเอียดมากกว่าที่ผมเขียนไว้อีกเยอะครับ เขาเล่าเคสต่าง ๆ ของคนที่เคยมาเรียนกับเขา รวมถึงภาคผนวกก็มีเทคนิคเด็ด ๆ อีกเยอะ เช่น 100 วิธีฉลองให้กับชัยชนะเล็ก ๆ ของเรา สูตรสร้างนิสัยเล็ก ๆ สำหรับการนอน การทำงาน การลดความเครียด การสร้างสัมพันธ์ที่ดี


"Tiny Habits เปลี่ยนน้อยนิด เพื่อพิชิตทุกเป้าหมาย" เขียนโดย BJ Fogg แปลโดย พอหทัย อภิรัชฎาพร สำนักพิมพ์อมรินทร์ ราคาปก 395 บาท


10.The Basic Laws of Human Stupidity (โง่ศาสตร์)


หนังสือเล่มบางมาก ตัวเนื้อหาจริง ๆ แค่ 50 หน้าเท่านั้น เข้มข้น มีสาระ จริงจัง แต่อ่านแล้วต้องหัวเราะให้กับความตลกร้าย (ย้ำอีกทีว่าเขียนแบบจริงจัง คนเขียนเป็นศาสตราจารย์)


The Basic Laws of Human Stupidity เป็นความเรียงที่เขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1976 ตอนนั้นผู้เขียนพิมพ์ออกมาแค่ 100 เล่มแล้วแจกจ่ายในวงเพื่อนฝูง แต่กลายเป็นว่าหลายปีต่อมามีคนติดต่อขอไปพิมพ์และกลายเป็นหนังสือขายดีในหลายประเทศ ซึ่งก็มีคนถกเถียงกันไม่รู้จบว่าตกลงหนังสือเล่มนี้มีสาระหรือไร้สาระ คนเขียนจริงจังหรือแค่ตลกร้ายกันแน่?


ผู้เขียนเปิดประเด็นด้วยการบอกว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนมีทุกข์ให้แบกกันทั้งนั้น แต่มนุษย์เรานั้นมีภาระเพิ่มเป็นพิเศษอีกอย่างคือ มีคนโง่ที่ทำให้คนอื่นเสียหายเดือดร้อน (และตนเองก็ไม่ได้รับประโยชน์ แถมยังเดือดร้อนตามไปด้วย)


จากนั้นก็บอกว่ามีกฏพื้นฐานอยู่ 5 ข้อเกี่ยวกับคนโง่ ได้แก่ คนโง่คือคนที่สร้างความเสียหายให้คนอื่น โดยตัวเองไม่ได้ประโยชน์, เราประเมินจำนวนคนโง่ที่มีอยู่ในสังคมน้อยเกินไป, โอกาสที่ใครสักคนจะเป็นคนโง่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะของเขาคนนั้นเลย (เพศ ประเทศ​ อาชีพ หรือชนชั้นก็ไม่เกี่ยว), คนไม่โง่ประเมินอำนาจการทำลายล้างของคนโง่ต่ำเกินไป และสุดท้าย คนโง่นั้นอันตรายที่สุด


ฟังดูเหมือนดูถูกเหยียดหยามกล่าวหาคนโง่ แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินครับ ลองหามาอ่านก่อน ผมชอบวิธีการอธิบายของเขา มีการแบ่งประเภทคนด้วยแกน X แกน Y ออกเป็น 4 กลุ่ม มีการแจกแจงความถี่ที่ทำให้ซอยย่อยประเภทของผู้คนได้ละเอียดขึ้น เรียกว่าเนื้อหามีส่วนผสมทั้งคณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ปรัชญา สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เขียนในรูปแบบสั้น เข้าใจง่าย ไม่มีศัพท์แสงให้ยุ่งยาก และมีอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจจนผมอดหัวเราะไม่ได้ (ที่ชอบอีกอย่างคือศิลปกรรมของเล่มนี้ ภาพประกอบเรียบง่าย แต่คิดมาอย่างดี)


"โง่ศาสตร์" เขียนโดย Carlo M.Cipolla แปลโดย สุนันทา วรรณสินธ์ สำนักพิมพ์ Bookscape ราคาปก 165 บาท


11.The Power of Bad ชนะพลังลบ


หนึ่งในหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับ "อคติการคิดลบ" ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่าน เสียดายที่ปกไม่ค่อยดึงดูด (ปกต้นฉบับ ก็ประมาณนี้) เลยทำให้หลายคนมองข้ามไป แต่ส่วนตัวผมยกให้เป็นหนึ่งในเล่มที่ชอบที่สุดในปีนี้ เขียนโดย John Tierney และ Roy Baumeister คนแรกคือนักเขียน คนหลังคือนักจิตวิทยา สองคนนี้เคยร่วมกันเขียนหนังสือระดับตำนานมาแล้ว นั่นคือหนังสือที่ชื่อ Willpower


ส่วนเนื้อหาในเล่มนี้ เขาพูดถึงประเด็นที่ว่า ความไม่ดี (Bad) นั่นทรงพลังกว่าความดี (Good) ในความหมายว่าเรื่องร้าย ๆ ลบ ๆ นั้น แพร่กระจายเร็วกว่า เป็นที่สนใจกว่า เป็นสัญชาตญาณของคนเรามากกว่า ดังนั้นมันจึงส่งผลกระทบกับเรามากกว่าเรื่องดี ๆ สิ่งดี ๆ


ในหลายครั้งจึงทำให้เราตัดสินใจไม่สมเหตุสมผล (มองแง่ร้ายไป ก็ไม่ลงมือทำอะไรเลย) แต่ก็แน่นอนว่า Bad ก็มีความ Good ในแบบของมัน (มองแง่ดีไป ก็ไม่ระวังตัวเลย) ปัญหาจึงอยู่ที่เราจะรู้เท่าทันได้อย่างไร จะใช้ประโยชน์จากเรื่องลบ ๆ ได้อย่างไร หนังสือเล่มนี้จะบอกวิธีครับ


ผมชอบที่หนังสือค่อย ๆ เล่าให้เราฟังว่าคนเรานั้นให้น้ำหนักกับเรื่องลบ ๆ มากแค่ไหน (เกิดเรื่องร้าย 1 ครั้ง ต้องใช้เรื่องดี ๆ มาคานน้ำหนักถึง 4 เรื่อง ไม่อย่างนั้นจะยังรู้สึกแย่อยู่) จากนั้นก็พาเราไปสำรวจพื้นที่ต่าง ๆ ของชีวิตที่ "พลังลบ" จะตามไปถึง พร้อม "คำแนะนำที่ดีมาก ๆ" เช่น


ความสัมพันธ์ (อารมณ์เชิงบวกที่มีให้กันทั้งสองฝ่าย มีผลต่ออนาคตการแต่งงานเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย แต่วิธีการที่แต่ละฝ่ายตอบสนองต่อความคิดติดลบของกันและกัน เป็นเรื่องสำคัญ) / ความกลัว ความกังวล ที่มีแต่กำเนิด (เมื่อคุณมองโลก ความสนใจของคุณจะถูกดึงไปที่ภัยอันตรายโดยอัตโนมัติ ทารกเห็นภาพงูไวกว่ากบ เห็นใบหน้าเศร้าเร็วกว่าหน้าสุข สมองจะจดจ่ออยู่กับภาพที่ทำให้เกิดความกลัวหรือรังเกียจนานกว่า) / คำวิพากษ์วิจารณ์ (การแทนที่คำเชิงบวกแต่ละคำด้วยคำตรงข้าม ส่งผลต่อชื่อเสียงของนักวิจารณ์อย่างน่าประหลาดใจ)


นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจมาก เขียนไปเดี๋ยวจะยาวกว่านี้ครับ เช่น รางวัลกับการลงโทษ แบบไหนขับเคลื่อนคนได้ดีกว่ากันแน่? ถ้ามีคนที่มีพลังลบอยู่ในบริษัทจะมีวิธีรับมืออย่างไร? การทำธุรกิจกับการรับมือรีวิวในโลกออนไลน์ เมื่อ Bad กำลังเฟื่องฟู เราจะมีวิธีต้านทานอย่างไร อนาคตของเรื่องดี ๆ ยังมีอยู่มั้ย? โอโห ต้องบอกว่าแต่ละประเด็นเขียนดี เขียนสุด เขียนเก่งมาก


สรุป อยากให้อ่านมาก ๆ ครับ อาจมิข้อติหน่อยก็คือ ตัวหนังสือค่อนข้างเยอะ ต้องทยอยอ่าน เนื้อหาประมาณ​ 300 หน้าแบบไม่มีน้ำ


"ชนะพลังลบ : The Power of Bad" เขียนโดย John Tierney และ Roy Baumeister แปลโดย ไอริสา ชั้นสิริ สำนักพิมพ์ Cactus (ในเครือ B2S) ราคาปก 369 บาท


12.ดั่งใจปรารถนา


เห็นหน้าปกหวานแบบนี้ ชื่อเรียบร้อยแบบนี้ แต่เนื้อหาข้างในบาดลึก คมคาย เข้าใจชีวิต ผมขอนิยามว่านี่คือหนังสือ "เล่มเล็ก แต่เล่นใหญ่ในความรู้สึก"


"ดั่งใจปรารถนา" คือหนังสือภาษาอิตาลีที่ขายดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 ผมอ่านแล้วได้ทั้งความสนุกแบบนิยาย ได้ทั้งปรัชญาชีวิต และยังได้เรียนรู้ว่าความสัมพันธ์นั้นช่างเปราะบางเหลือเกิน หนังสือเล่าเรื่องผ่านตัวละครคุณยายผู้โดดเดี่ยววัย 80 กว่าปี เกือบทุกวันยายเขียนจดหมายหาหลานสาวซึ่งไปเรียนต่อที่อเมริกา เป็นจดหมายที่ไม่มีวันไปถึงปลายทาง เพราะยายไม่ได้ส่ง เนื่องจากไม่รู้ที่อยู่หลาน นี่จึงเป็นเพียงบันทึกที่ใกล้เคียงกับการสารภาพบาปในชีวิตที่ผ่านมาของยาย


เรื่องพ่อแม่ของยายที่เข้มงวดจนทำให้ยายไม่กล้าทำผิดพลาด ขาดความมั่นใจ เรื่องยายกับความรักที่จืดชืดและความรักที่กลายเป็นความลับ เรื่องลูกสาวยายที่เกลียดยายจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต และรวมถึงเรื่องหลานสาวที่ครั้งหนึ่งเคยรักยายมาก ...ทั้งหมดเต็มไปอารมณ์ทั้งรักทั้งเกลียด ความผิดพลาดทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจให้เกิด


ความเก่งของคนเขียน (และรวมถึงผู้แปลที่แปลได้สละสลวยมาก) ก็คือ ทั้งเล่มเล่าผ่านความคิดของยายที่เขียนจดหมายหาหลาน ตัวอักษรเต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิตของคนผ่านร้อนหนาวมานาน ทั้งที่ตอนเขียนนิยายเรื่องนี้ ผู้เขียนอายุ 35 ปีเท่านั้น


มีหลายประโยคที่ผมชอบ ขอยกมาบางช่วงบางตอน

  • ที่คนตายมีค่า มิใช่เพราะเขาจากไปดอก แต่เพราะเรามีเรื่องซึ่งยังไม่มีโอกาสได้พูดกับเขามากกว่า

  • ถ้าอยากให้ตนเองเข้มแข็ง เราต้องรักตัวเองเสียก่อน และจะรักตัวเองได้ก็ต้องรู้จักตนเองให้ถ่องแท้ ต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเอง รู้จักไปถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกสุด และยากที่สุดที่จะยอมรับ

  • ถ้ามองจากภายนอก หลายชีวิตดูเหมือนผิดพลาดไม่มีเหตุผล บ้าบอ ตราบเท่าที่เรายังมองจากภายนอก เราก็เข้าใจผู้คนและสัมพันธ์ของพวกเขาผิดได้ง่าย ต่อเมื่อมาเป็นตัวเขาเอง ต่อเมื่อได้เผชิญสถานการณ์เดียวกับเขานานสักสามเดือนสิ เราจึงจะเข้าใจแรงจูงใจ อารมณ์ ความรู้สึก สิ่งซึ่งทำให้คนเราทำอย่างหนึ่งแทนที่จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ความเข้าใจนั้นเกิดขึ้นได้จากการข่มตัวตน มิใช่ด้วยหยิ่งยโสอวดรู้


ถือเป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมอ่านแล้วซึมลึกเข้าไปในความรู้สึก เชื่อว่าใครก็ตามที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เมื่อได้สัมผัสชีวิตของตัวละครในเล่ม จะต้องหวนนึกถึงใครบางคนในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน คนรู้จัก คนรัก หรือแม้แต่ตัวเอง


"ดั่งใจปรารถนา" เขียนโดย Susanna Tamaro แปลโดย สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์ สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ราคาปกอ่อน 365 บาท ราคาปกแข็ง 610 บาท


13.จดหมายจากฆาตกร


อ่านเพลิน สนุกดี มีข้อคิด ชื่อหนังสือเหมือนจะโหด นิยายฆาตก