หนังสือที่อ่านแล้วชอบ Q1 2022

เป็นประจำทุกสัปดาห์ ผมจะแนะนำหนังสือที่อ่านแล้วชอบไว้ในแฟนเพจ boy's thought อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบของ facebook ทำให้การสืบค้นโพสต์เก่า ๆ ทำได้ยาก ผมจึงนำมารวบรวมไว้ในเว็บไซต์ เผื่อว่าใครจะลองไปหามาอ่านบ้าง โดยครั้งนี้จะเป็นหนังสือที่ผมอ่านในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2022 ครับ มาเริ่มกันเลย

ภาพถ่ายโดย Ricardo Esquivel จาก Pexels

1.When

เขียนโดย Daniel H.Pink นักเขียนในวัยใกล้ 60 ปี เจ้าของผลงานหนังสือขายดีหลายเล่ม หลายคนน่าจะรู้จักเขาจากสองเล่มนี้ Drive และ To Sell is Human เพราะมีแปลภาษาไทย ส่วนเล่มนี้ When ฉบับอังกฤษตีพิมพ์ปี 2018 ฉบับแปลไทยเพิ่งออกเมื่อปี 2021 นี่เองครับ คำโปรยภาษาอังกฤษบอกไว้ว่า The Scientific Secrets of Timing ซึ่งก็คือธีมของเล่มนี้ที่ว่า "Timing" หรือ "จังหวะเวลา" ที่เหมาะสมในเรื่องต่าง ๆ ของชีวิตนั่นเอง


โครงสร้างของเล่ม ผู้เขียนแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก [เกี่ยวกับเรื่องรูปแบบเวลาของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน บางคนเป็นนกตื่นเช้า บางคนเป็นนกฮูกอยู่ดึก และคนส่วนใหญ่เราอยู่กลางระหว่างนกกับนกฮูก ประเด็นคือเรามีช่วงเวลาทองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าเรารู้จักธรรมชาติของนาฬิกาในตัวเรา เราก็ใช้เวลาได้เหมาะกับกับกิจกรรมแต่ละอย่างครับ] ส่วนที่สอง [เกี่ยวกับวิธีจัดการกับการเริ่มต้น ตรงกลาง และตอนจบของหลาย ๆ อย่างในชีวิตให้มีประสิทธิภาพ เช่น เริ่มต้นโดยใช้ช่วงเวลาสำคัญอย่างปีใหม่เป็นพลังผลักดัน ประคองช่วงตรงกลางอย่างมีสติเพราะเรามักขี้เกียจหมดพลัง และใช้ช่วงเวลาสิ้นสุดเป็นเดดไลน์ให้เราตั้งใจยิ่งขึ้น] และส่วนที่สาม [เกี่ยวกับเรื่องของ Synching การสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว ภาษาไทยมักทับศัพท์ว่า "ซิงค์" กัน ส่วนนี้ว่าด้วยเรื่องการทำงานเป็นทีมให้อยู่ในจังหวะเดียวกัน สอดรับกันอย่างลงตัว]


เมื่ออ่านจบ ผมพบว่าส่วนที่ชอบคือพาร์ทแรกที่ว่าด้วยการใช้เวลาให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเรา (เช่นผมชอบอ่าน/เขียนตอนกลางคืน) การงีบหลับช่วงกลางวันสัก 20 นาที (ผมทำมานาน และคิดว่าได้ผล) นอกจากนี้ที่ชอบอีกอย่างก็คือ ในท้ายแต่ละบท เขาจะมีเคล็ดลับวิธีการต่าง ๆ ให้เราไปลองทำดู (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Time Hacker's Handbook ภาษาไทยใช้คำว่า คู่มือนักเจาะเวลา ซึ่งผมว่าเข้าใจยากและไม่ค่อยตรงความหมาย) เช่น ออกกำลังกายตอนไหนดีที่สุด วิธีหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมของเราในแต่ละวัน วิธีหลับอย่างมีประสิทธิภาพ วิธีเริ่มต้นทำงานที่ใหม่ แต่งงานช่วงเวลาไหนเหมาะสมที่สุด)


อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่ามีส่วนที่ผมไม่ชอบอยู่บ้าง นั่นคือ ผมรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยโจทย์ที่ว่า ฉันจะทำรายงานส่งอาจารย์ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ "จังหวะเวลา" เพราะฉะนั้นมีเรื่องอะไรบ้างนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ฉันจะได้อ่านค้นคว้ามันในห้องสมุดและอินเทอร์เน็ต จากนั้นจะได้นำมารวมแล้วเขียนให้เป็นเล่มในแบบที่อ่านง่าย พร้อมตัวอย่างที่ฉันหามาประกอบ


พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ผมรู้สึกว่าหนังสือน่าจะจบตั้งแต่พาร์ทแรกแล้ว เพราะพาร์ทสองเหมือนผู้เขียนพยายามหาเรื่องมาเขียนต่อ และในพาร์ทที่สามนั้นแทบไม่จำเป็นเลย แต่ก็นั่นแหละครับ หนังสือคงจะบางมาก ถ้ามีแค่พาร์ทเดียว และคงไม่มีใครซื้อหนังสือเล่มบาง ๆ แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ไม่ได้บอกว่าหนังสือไม่ดี ถ้าคิดในมุมว่ามีคนรวมเรื่องเกี่ยวกับจังหวะเวลามาให้เราอ่าน รวมเคล็ดลับหลากหลายมาก ๆ มาให้เราลองไปทำดู แบบนี้ก็ถือว่าเล่มนี้คุ้มที่จะอ่าน


ที่แน่ ๆ ผมเห็นด้วยมาก ๆ เลยครับว่าช่วงปีใหม่แบบนี้ ถือเป็นจังหวะเวลาที่ดีมาก ๆ ที่เราจะเริ่มต้นใหม่กับเป้าหมายเดิมที่ยังไม่บรรลุและเป้าหมายใหม่ที่มุ่งหวังไว้ นี่คือเวลาที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นนกตื่นเช้าหรือนกฮูกนอนดึกก็ตาม


When วิทยาศาสตร์บนเข็มนาฬิกา สำนักพิมพ์ We Learn เขียนโดย Daniel H.Pink แปลโดย วิโรจน์ ภัทรทีปกร ราคาปก 325 บาท


2.Humankind : A Hopeful History

หนังสือแนะนำมาก ๆ น่าจะติดลิสต์หนังสือที่ชอบที่สุดของผมในปี 2022 ตั้งแต่ต้นปีเลยครับ ชื่อหนังสือภาษาไทยว่า "ที่ผ่านมา มนุษย์ไม่เคยไร้หัวใจ" หนา 500 กว่าหน้า แต่คุ้มค่าที่จะอ่าน


ชื่อไทยฟังดูโรแมนติกราวกับนิยายสักเรื่อง แต่อันที่จริงเป็นหนังสือที่มีส่วนผสมของปรัชญา ประวัติศาสตร์ พฤติกรรมมนุษย์ จริยธรรม การเมืองการปกครอง ทั้งหมดนี้ฟังดูเครียด ถ้าเขียนออกมาไม่ดี แต่ผู้เขียนเก่งมากครับ ร้อยเรียงเรื่องราวออกมาอย่างเป็นระบบ อ่านสนุก ชวนฉุกคิดในหลายประเด็น ความรู้สึกหลังอ่านจบ คล้ายกับตอนที่ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง Sapiens : A Brief History of Humankind คือ สนุก น่าทึ่ง ประทับใจ ชวนคิดต่อได้อีกหลายประเด็น


ผู้เขียนท้าทายความคิดเราตั้งแต่ต้นเล่มว่า นี่คือหนังสือที่เขาจะนำเสนอ "ความคิดแบบสุดโต่ง" แบบที่ยากจะเชื่อ แบบที่คนจะเถียงเขา แบบที่คนจะบอกว่าเขานั้นไร้เดียงสาเหลือเกิน เพราะความคิดสุดโต่งที่ว่านี้ก็คือ "ลึกลงไป คนส่วนใหญ่เป็นคนดี"


ถ้าไม่โกหกตัวเอง แค่เราอ่านประโยคนี้ "ลึกลงไป คนส่วนใหญ่เป็นคนดี" มันก็ยากที่จะเชื่อแล้วใช่มั้ยล่ะครับ เราเห็นความโหดร้ายในข่าวเต็มไปหมด เลื่อน news feed ก็เจอคลิปคนกระทำตำบอน อ่านประวัติศาสตร์ก็เจอความโหดร้ายของสงคราม เศรษฐศาสตร์ก็บอกว่าคนเราหาประโยชน์ใส่ตัว แม้แต่ศาสนาก็ยังบอกว่าเรามีบาปติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด


นั่นแหละครับ ผู้เขียนจึงบอกว่าหนังสือเล่มนี้นำเสนอความคิดสุดโต่งที่ยากจะเชื่อ แต่เขาก็จะพยายามหาหลักฐานมาโน้มนำเราให้ได้ว่า มนุษย์ไม่ได้เห็นแก่ตัว ยิ่งในยามวิกฤต เรายิ่งช่วยเหลือกัน หายนะดึงด้านที่ดีที่สุดของมนุษย์ออกมา ไม่ใช่การแก่งแย่งเอาตัวรอดแบบในหนังที่เราคุ้นเคย


ความเจ๋งของหนังสือเล่มนี้ก็คือผู้เขียนเริ่มจากคำถามว่าที่ว่า "ทำไมคนเราจึงเชื่อว่ามนุษย์นั้นเลวร้าย? อะไรทำให้เราเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์คือความชั่วร้าย?" จากนั้นเขาจึงพาเรา "เลาะตะเข็บ" กระบวนการต่าง ๆ ที่สร้างความคิดให้เราเชื่อว่ามนุษย์นั้นโหดร้าย จนในที่สุดเราจะเริ่มตระหนักได้ว่า "มีบางอย่างผิด มีคนตั้งใจทำให้ความคิดของเราติดลบ"


หรือจะพูดให้แรงและตรงกว่านั้นก็คือ นี่คือ "การเปิดโปง" สิ่งที่เราเคยชินและเชื่อ เช่น หนังสือเล่มดัง (เช่น หนังสือวรรณกรรมเอกของโลก อย่าง "วัยเยาว์อันสิ้นสูญ LORD OF THE FLIES" ที่เล่าถึงความป่าเถื่อนภายในจิตใจของเหล่าเด็กชายติดเกาะ ซึ่งโอเวอร์เกินความจริงไปมาก) ผลงานวิจัยที่ถ้าใครเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมนุษย์ จะต้องคุ้นเคยกับการทดลองเหล่านี้ (เช่น การทดลองสวมบทผู้คุมกับนักโทษของสแตนฟอร์ดที่กลายเป็นความป่าเถื่อน การทดลองช็อตไฟฟ้าของมิลแกรมที่เชื่อผู้เชี่ยวชาญจนกล้าเพิ่มกระแสไฟช็อตใส่คนอื่น) งานวิจัยเหล่านี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังว่า "ก็ฉันอยากได้ผลลัพธ์แบบนี้ เพราะฉะนั้นฉันก็จะทำทุกอย่างให้มันออกมาได้ผลลัพธ์แบบนี้ ไม่มีใครรู้หรอก"


...ต้องบอกว่าเนื้อหาในส่วนนี้ผมอ่านแบบตื่นตาตื่นใจ เพราะเคยคิดมานานแล้วว่าผมไม่เชื่องานวิจัยพวกนี้เท่าไร มันต้องมีเงื่อนงำแน่ ๆ แล้วก็มีจริง ๆ


แน่นอนครับ นี่ไม่ใช่หนังสือโลกสวยที่บอกว่าทุกคนเป็นคนดี และผู้เขียนก็เข้าใจดี เขาจึงชวนเราไปสำรวจเหตุการณ์หนัก ๆ อย่างเหตุการณ์ที่เอาชวิตช์ (นาซีกำจัดชาวยิว 6 ล้านคน) ว่าแล้วถ้ามนุษย์มีจิตใจดี เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? รวมถึงพาเราไปสำรวจประเด็นที่ "โคตรน่าสนใจ" อย่างเช่น แล้วทำไมคนดีจึงกลายเป็นคนไม่ดี อำนาจทำให้คนฉ้อฉลได้อย่างไร และอีกหลายประเด็นที่สำหรับผมนั้น "สนุกมาก"


ประเด็นหนึ่งที่ผมชอบมาก ๆ ผู้เขียนบอกไว้อย่างนี้ครับว่า หากเราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไว้ใจไม่ได้ เราก็จะปฏิบัติต่อกันและกันแบบนั้น ซึ่งจะนำความเสียหายมาสู่ทุกคน เพราะในที่สุดแล้วเราจะได้ในสิ่งที่เราคาดหวัง ประเด็นก็คือมนุษย์เรานั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน มีทั้งด้านดีและไม่ค่อยจะดี คำถามก็คือ เราจะหันความเชื่อไปที่ด้านไหน?


และข้อเสนอของผู้เขียนก็คือ เขาอยากเสนอมุมมองใหม่ที่เราน่าจะมีต่อมนุษยชาติ (ซึ่งคือพวกเราเอง) มุมมองใหม่นั้นก็คือ "ลึกลงไป คนส่วนใหญ่เป็นคนดี" "เวลาเกิดวิกฤต เราไม่ได้แก่งแย่งเอาตัวรอด แต่เราช่วยเหลือกัน" "เราไว้ใจซึ่งกันและกันได้มากกว่าที่คิด"


สุดท้าย ท้ายสุด ที่ชอบอีกอย่างคือชื่อหนังสือครับ humankind นั้นแปลว่ามนุษย์ชาติ แต่ถ้าแยกเป็นสองคำ Human กับ Kind นั้นก็คล้ายคำนี้จะบอกเราว่า "มนุษย์นั้นมีเมตตาต่อกัน" ...ไม่มากก็น้อย ในภาวะโรคระบาดช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ผมคิดว่าเราคงเห็นแล้วว่า ประโยคดังกล่าวเป็นความจริง


"Humankind : A Hopeful History" ชื่อไทย "ที่ผ่านมา มนุษย์ไม่เคยไร้หัวใจ" สำนักพิมพ์​ Being เขียนโดย Rutger Bregman แปลโดย ไอริสา ชั้นศิริ ราคาปก 559 บาท


3.ความจริงไม่ได้มีหนึ่งเดียว

หนังสือที่เขียนถึงหนังสืออีกนับสิบเล่ม หน้าปกสวยมาก ที่เห็นในรูปคือฉบับปกแข็งที่ผมซื้อมาดองครบเดือนจึงได้อ่าน ส่วนที่ขายตามร้านน่าจะเป็นปกอ่อน


ในบทนำของเล่ม นิ้วกลมเขียนไว้ว่า บทความหลายชิ้นในเล่มนี้คัดมาจากคอลัมน์ "มิตรสหายเล่มหนึ่ง" (ลองอ่าน ที่นี่ ) ดังนั้นจึงอาจพูดได้ว่านี่คือหนังสือรวมฮิตความคิดที่นิ้วกลมมีต่อหนังสือที่เขาอ่าน เหมือนเราได้แอบอ่านบันทึกที่เขาทดความคิดเอาไว้เกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น ๆ โดยทั้งหมดอยู่ในคอนเส็ปต์ว่าด้วยเรื่องของ "การรู้เท่าทันอคติที่เรามีต่อกัน เพื่อจะได้เข้าอกเข้าใจกัน ในยุคที่มนุษย์สื่อสารถึงกันได้ใกล้ชิดที่สุด แต่กลับแตกแยกกันมากที่สุด"


ผมเองไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ "เอ๋ นิ้วกลม" ติดตามอ่านหนังสือของเขาอยู่บ้างบางเล่ม สำหรับเล่มนี้ผมรู้สึก "รสชาติแปลกไปจากที่คุ้นเคย" (นี่ก็อคติแบบหนึ่ง) ขอนิยามมั่ว ๆ ในแบบผมว่าเล่มนี้เหมือน "นิ้วกลมใส่สูท" เขาเขียนถึงเรื่องที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์ (คนเราต่างกันตั้งแต่ดีเอ็นเอ กรอบความคิด สมองส่วนหน้า ประสาทวิทยา) เขาพูดถึงการบรรยายบนเวที TED Talks ของนักเขียน นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา ซึ่งเป็นรสชาติใหม่สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้อย่างผม ที่ยังติดคิดไปเองว่านิ้วกลมมักเขียนถึงปรัชญาตะวันออก และมักเขียนถึงประสบการณ์ตรงที่ได้ประสบพบด้วยตัวเอง


อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคงเป็นเพราะช่วงโควิดที่ผ่านมา เขาน่าจะแทบไม่ได้เดินทาง จึงมีเวลาอ่านหนังสือเยอะขึ้น หลากหลายขึ้น และเป็นที่มาของบทความเหล่านี้ซึ่งกลายมาเป็นหนังสือเล่มนี้ในที่สุด


ที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ได้หมายถึงว่าจะมีแต่พาร์ท "นิ้วกลมใส่สูท" เท่านั้นนะครับ เพราะส่วนอื่น ๆ ของเนื้อหาในเล่มยังคงมีความสนใจในแบบเดิมของเขาอยู่ นั่นคือเรื่องการทำความเข้าใจผู้คนผ่านประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา ปรัชญา จิตวิญญาณ โดยเฉพาะช่วงนี้เขาน่าจะได้รับอิทธิพลทางความคิดไม่น้อยจาก "ธเนศ วงศ์ยานนาวา" ที่เขาอ้างถึงอยู่บ่อย ๆ ในเล่มนี้ (หลังจากที่ก่อนหน้านั้น เขาได้รับอิทธิพลจากอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์)


โดยสรุป ส่วนที่ผมชอบของเล่มนี้คือ หนังสือสวยมาก เนื้อหาแน่นมาก (อย่าหวังจะเอาไว้อ่านเล่น ๆ ผ่อนคลาย เล่มนี้สาระล้วน ๆ) และได้รายชื่อหนังสือที่น่าสนใจอีกหลายเล่ม (เกือบทุกเล่มมีแปลไทย เสียดายที่เขาไม่ได้ให้ชื่อภาษาไทยไว้ ใครอยากหามาอ่าน เวลา google ให้ใส่ชื่อหนังสือภาษาอังกฤษ แล้วตามด้วยคำว่า หนังสือ จะเจอครับ)


ส่วนข้อที่ผมยังไม่ชอบของเล่มนี้คือ รู้สึกว่าเนื้อหาในเล่มเป็นการบอกเล่าสรุปถึงสิ่งที่เขาเพิ่งอ่าน หากมีเวลาทิ้งช่วงไว้อีกสักนิด ให้ความรู้เหล่านี้ตกผลึกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขา ผมเชื่อว่านิ้วกลมจะเล่าได้เข้าปากกว่านี้


แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังอยากให้หามาอ่านกัน ผมเองดูรายชื่อหนังสือแต่ละเล่มที่เขาเขียนถึงแล้ว สารภาพว่าจนปัญญาทำความเข้าใจด้วยตัวเอง คงต้องพึ่งพาการเล่าของเขาจากหนังสือเล่มนี้แทน


"ความจริงไม่ได้มีหนึ่งเดียว" เขียนโดย "นิ้วกลม" สนพ.KOOB หนา 464 หน้า ราคาปกอ่อน 395 บาท


4.เทคนิคการอ่านให้เอามาใช้งานได้เลย

หน้าปกเท่มาก เนื้อหาก็มีประโยชน์ ผมเคยอ่านงานของผู้เขียนท่านนี้ (Mentalist DaiGO) มาบ้างบางเล่ม ยังสงสัยที่เขาบอกว่าเขาอ่านหนังสือปีละเป็นพันเล่ม เขาทำได้อย่างไร? สุดท้ายมาได้คำตอบในเล่มนี้


หลัก ๆ คือเขาไม่ได้อ่านทั้งเล่ม แต่เลือกเฉพาะจุดที่สนใจ ไม่ได้เน้นการอ่านเร็ว แต่เน้นอ่านจุดสำคัญ ตั้งเป้าไว้ล่วงหน้าว่าอยากได้อะไรจากการอ่านครั้งนี้ อ่านเสร็จตั้งคำถามกับตัวเองว่าได้อะไรบ้าง จะนำไปใช้อย่างไร จะนำไปถ่ายทอดต่ออย่างไร


สารภาพว่าก่อนอ่านผมมีอคติว่าคนเราจะอ่านเยอะไปทำไมขนาดนั้น สงสัยอ่านแบบผ่าน ๆ เน้นจำนวนเอามาโชว์หรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาอธิบายในเล่มนั้นเข้าท่า สมเหตุสมผลครับ


ผมชอบตรงที่เขาไม่ได้ให้เน้นอ่านเร็ว เพราะแบบนั้นมันจะเป็นแค่ความรู้สึกว่าได้อ่าน อ่านข้ามแบบลวก ๆ ซึ่งไม่มีประโยชน์เลย แต่ทักษะการอ่านที่สำคัญคือการ Skimming (อ่านปก อ่านสารบัญ เปิดผ่านทั้งเล่มอย่างรวดเร็ว ดูโครงสร้าง แล้วเลือกอ่านเฉพาะจุดที่สนใจ) ซึ่งจะทำให้เราเก็บความรู้ได้เยอะ (หากต้องการ)


ผมชอบตรงที่เขาทำให้เราไม่รู้สึกผิดที่ไม่ต้องอ่านหนังสือทั้งเล่ม (เพราะหากเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาในแนวที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว จะมีเนื้อหาที่จำเป็นจริง ๆ แค่ 10% เท่านั้น อันนี้เห็นด้วยมาก ๆ ผมรู้สึกบ่อย ๆ ว่าหนังสือแต่ละเล่มเขียนให้สั้นลงได้ถึง 80% แต่แค่ไม่มีใครยอมซื้อหนังสือเล่มบาง ๆ) หรือเล่มที่อ่านแล้วไม่ใช่ ก็หยุดอ่านได้ (หรือถ้าจะให้เป็นประโยชน์ จะเอามาวิเคราะห์ก็ได้ว่าหนังสือควรต้องปรับปรุงตรงไหนจึงจะน่าอ่าน)


และผมชอบตรงที่เขาสอนให้เราอ่านหนังสือแบบ "ตั้งคำถาม" ไปด้วยระหว่างอ่าน (ซึ่งผมทำแบบนี้อยู่แล้ว) ความหมายคืออ่านแบบเหมือนคุยกับคนเขียน ทำไมเขาเขียนแบบนี้ เขาวางโครงอย่างไร ทำไมเขาเล่าแบบนี้ ต้องการสื่ออะไร อันนี้เห็นด้วย อันนี้มั่วว่ะ อันนี้ต้องจด วิธีแบบนี้นอกจากจะสนุกกับการอ่านมากขึ้นแล้ว เรายังมีสติไม่ไหลหลงไปตามสิ่งที่ผู้เขียนเขียนอย่างเดียว พูดง่าย ๆ ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เกิดปัญญาและจดจำได้ในเนื้อหา


"เทคนิคการอ่านให้เอามาใช้งานได้เลย" เขียนโดย Mentalist DaiGO แปลโดย ธาลินี โพธิ์อุบล สำนักพิมพ์​Amarin HOW-TO ราคาปก 225 บาท


5.Switch

หน้าปกสวยดี เข้าใจตั้งชื่อหนังสือ ผมจำได้ว่าเคยอ่านเล่ม Made to Stick ของผู้เขียนเดียวกันเมื่อหลายปีก่อนแล้วประทับใจ พอเห็นเล่มนี้ก็เลยไม่ลังเลที่จะอ่าน ฉบับภาษาอังกฤษออกมาตั้งแต่ปี 2010 แต่ภาษาไทยเพิ่งถูกแปลเมื่อปี 2021 เนื้อหาสาระในเล่มบางส่วนก็เลยถูกพูดถึงในหนังสือเล่มอื่น ๆ ไปแล้วจนรู้สึกเชยไปนิด (ทั้งที่จริง เขาเขียนมาตั้ง 10 ปีที่แล้ว)


เล่าแบบสั้น ๆ Switch ผู้เขียนพูดถึงพูดถึงวิธีการเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ด้วยการเข้าถึงองค์ประกอบพื้นฐานทั้ง 3 อย่างที่จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นง่ายราวกับกดปุ่มเปิดสวิชท์ ได้แก่ หนึ่ง การเข้าถึงสมองส่วนที่ใช้เหตุผล (ผ่านการหาตัวอย่าง กำหนดเป้าหมาย และสร้างขั้นตอน) สอง การเข้าถึงสมองส่วนที่ใช้อารมณ์ (ผ่านทางการกระตุ้นความรู้สึก ลดทอนความยุ่งยาก และสร้างกำลังใจ) และสาม การเข้าถึงการออกแบบสิ่งแวดล้อมให้เป็นใจ (ผ่านทางการปรับแต่งสภาพแวดล้อม การสร้างนิสัยเล็ก ๆ และการใช้คนจำนวนมากมาสร้างพฤติกรรมเลียนแบบในทางที่ดี)


จุดเด่นของเล่มนี้คือ Chip Heath กับ Dan Heath สองพี่น้องนักเขียน พวกเขาเขียนหนังสืออ่านง่าย อ่านสนุกเมื่อเทียบกับหนังสือในแนวเดียวกัน เราจึงอ่านตัวอย่างที่ยกมาประกอบได้อย่างไหลลื่น โครงสร้างหนังสือก็ชัดเจน แบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ แล้วซอยย่อยเป็นหัวข้อเล็ก (เหมาะกับการสรุปเป็น mind map บนกระดาษแผ่นเดียว)


อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของเล่มนี้ก็คล้ายกับหลายเล่มที่ผมเคยเขียนไว้ นี่คือหนังสือที่ผมเรียกเอาเองว่า "หนังสือที่สามารถเขียนให้จบได้ใน 10 หน้า แต่จำเป็นต้องเขียนให้ยาวถึง 300 กว่าหน้า เพราะถ้าเขียนสั้นเกินไป แล้วใครจะซื้ออ่าน" หนังสือเล่มนี้จึงเต็มไปด้วยตัวอย่างที่สนับสนุนแนวคิดที่ผู้เขียนอยากนำเสนอ ตัวอย่างที่ว่านั้นก็หลากหลายวงการ ทั้งธุรกิจ การศึกษา การแพทย์ ฯลฯ ซึ่งในแง่ดีก็คือทำให้เราเห็นกรณีศึกษาเยอะ ๆ แต่ในแง่ไม่ดีก็คือ เนื้อหาซ้ำไปซ้ำมา คล้ายถูกสะกดจิตให้เชื่อผู้เขียนสักที


อีกอย่างที่ผมสงสัยมานาน (และยังคิดไม่ออกว่าจะหาคำตอบได้จากที่ไหน) ก็คือ ทำไมหนังสือแนว ๆ นี้ (จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ธุรกิจ) จึงถูกเขียนออกมาใน "วิธี" เดียวกันหมด เหมือนเรียนมาจากสำนักเดียวกัน นั่นคือ เปิดด้วยเรื่องเล่าบางอย่าง ค้างไว้ให้สงสัย เปลี่ยนไปเล่าเรื่องอื่น ดึงเข้าแนวคิดที่อยากนำเสนอ เล่าเรื่องใหม่อีกเรื่องที่สนับสนุนแนวคิด แล้วปิดท้ายด้วยเรื่องที่เล่าค้างไว้ จากนั้นก็จะเป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ไปทุกบทจนจบเล่ม (และมักอ้างถึงหนังสือหรืองานวิจัยเดียวกัน เช่น หนังสือ Mindset : Carol S. Dweck หนังสือ Thinking, Fast and Slow : Daniel Kahneman เป็นต้น) ถ้าเป็นวงการเพลง จะเรียกอาการแบบนี้ว่า "ร้อยเนื้อ ทำนองเดียว" แต่วงการหนังสือ ไม่รู้เรียกอะไรเหมือนกัน แต่ยอมรับว่าทำให้ผมอ่านหนังสือแนวนี้น้อยลงมาก (เพราะเดาได้ อ่านแล้วไม่สนุก)


เขียนมายืดยาว เหมือนจะติจนไม่มีดี แต่ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นหนังสือที่ดีครับ ได้คะแนนเยอะมากในเว็บ amazon ผมอ่านจบใน 2-3 วัน อ่านง่าย เข้าใจง่าย มีหลายอย่างที่นำไปปรับใช้กับชีวิตเราได้ ลองหามาอ่านกันดูครับ


"Switch กดปุ่มเปลี่ยนแปลง" เขียนโดย Chip Heath กับ Dan Heath แปลโดย วิโรจน์ ภัทรทีปกร สำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคาปก 325 บาท


6.อย่าไปไหน

หนังสือนิยายแนะนำมาก ๆ เต็ม 10 ให้ 100 ภาษาเด็ดขาดบาดใจ ผมอ่าน 2 รอบติดต่อกัน ยังอยากอ่านอีกรอบและอีกรอบ ชื่อหนังสือ "อย่าไปไหน" เป็นนิยายอิตาลี ต้นฉบับออกมาตั้งแต่ปี 2001 ถูกสร้างเป็นหนังชื่อเดียวกันในปี 2004 (non ti muovere แปลว่า Don't Move) ฉบับแปลไทยออกมาในปี 2014 และผมเพิ่งเคยอ่านในปี 2022


พล็อตสั้น ๆ แบบไม่สปอยล์ นี่คือนิยายที่เขียนถึงเรื่องราวของ "ติโม" ศัลยแพทย์ชาวอิตาเลียนในวัย 50 กว่าปี วันหนึ่ง "อันเจลา" ลูกสาวเขาประสบอุบัติเหตุ เป็นตายเท่ากัน ที่หน้าห้องผ่าตัดนั้นเอง ระหว่างรอด้วยใจกระวนกระวาย ติโมได้เล่าเรื่องราวในซอกหลืบความทรงจำให้ลูกสาวฟัง มันเป็นการเล่าแต่เพียงในความคิด ความคิดถึงช่วงชีวิตหนึ่งเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน ช่วงเวลาที่เขาใช้ทั้งหัวใจไปกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ภรรยา ไม่ใช่แม่ของลูกสาว เธอมีนามว่า "อิตาเลีย"


เล่าไว้เท่านี้ครับ ใครชอบอ่านนิยายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แนะนำมาก ไม่ผิดหวัง เรื่องราวไม่หวือหวา แต่ภาษาไม่ธรรมดา เป็นนิยายที่ผมต้องขีดไฮไลท์เน้นย้ำหลายบรรทัด (ขอคารวะผู้แปลที่แปลได้ดีงาม ราวกับนิยายเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นเป็นภาษาไทยตั้งแต่แรก "คุณ นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ")


ส่วนใครไม่เคยอ่านนิยาย อาจต้องใช้สมองส่วนที่ไม่ถนัดหน่อย นิยายไม่ใช่หนังสือประเภทที่จะสรุปสั้น ๆ เป็นข้อ ๆ หรืออ่านผ่าน ๆ อย่างรวดเร็ว เล่มนี้ต้องใช้สมาธิ ค่อย ๆ ละเลียดทีละประโยค ทำความเข้าใจความรู้สึกตัวละคร แต่รับรองว่าคุ้มค่าที่จะอ่านช้า ๆ ผมอ่านแล้วจมหายไปในหน้ากระดาษ ไร้กาลเวลาและสถานที่ไปเป็นชั่วโมง


ส่วนตัวผมคิดว่านอกจากนิยายจะเปิดโอกาสให้เราลองเป็นคนอื่นแล้ว ยังสอนให้เรามองโลกละเอียดละออขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะเล่มนี้ ผู้เขียนบรรยายฉากต่าง ๆ และความรู้สึกของผู้คนได้เห็นภาพมาก มากจนทำให้ผมตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาไม่เคยมองสิ่งรอบ ๆ อย่างพินิจพิจารณา จึงตั้งใจหลังอ่านจบว่าผมจะฝึกมองฝึกสังเกตผู้คนและสิ่งรอบข้างให้ละเอียดขึ้น


สรุป นี่คือนิยายที่ถ้าเปรียบเป็นหนัง ก็คือ The Bridges of Madison County แต่เป็นภาคที่ไม่นุ่มนวลชวนฝัน ดิบเถื่อนกว่า เศร้าสร้อยกว่า แต่ทว่างดงามไม่แพ้กัน (ต้องขอบคุณพี่อ๋อง วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ ที่เขียนถึงเล่มนี้ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่มีวันได้อ่าน เพราะชื่อและหน้าปกหนังสือนั้นไม่ได้บอกอะไรเลย เล่มนี้ถือเป็นหนึ่งในความประทับใจแห่งโลกการอ่านหนังสือของผมครับ ชอบมาก)


"อย่าไปไหน" เขียนโดย Margaret Mazzantini แปลโดย นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ สำนักพิมพ์กำมะหยี่ ราคาปก 240 บาท


7.The Click Moment

แม้จะเข้าข่ายหนังสือประเภท "หนา 300 หน้า ทั้งที่เขียนให้จบได้ใน 30 หน้า" แต่ถึงอย่างนั้นสาระในเล่มก็ยังน่าสนใจ มีประโยชน์ ชวนฉุกคิด และเต็มไปด้วยตัวอย่างประกอบ หน้าปกไม่สะดุดตา แต่เนื้อหาสะดุดใจครับ


ต้นฉบับภาษาอังกฤษเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 2012 ฉบับภาษาไทยเพิ่งแปลเมื่อปี 2021 พูดถึงเรื่องของความสำเร็จว่าแท้จริงแล้วไม่มีแบบแผน ไม่มีสูตร ไม่มีเคล็ดลับอะไรอย่างที่เราชอบอ่านกัน สูตรสำเร็จทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากที่สิ่งนั้นสำเร็จไปแล้ว เราเหล่ามนุษย์จึงพยายามหาเหตุมาสนับสนุนผลนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตัวออกมาพูดเอง หรือหนังสือฮาวทูธุรกิจต่าง ๆ ก็ล้วนแล้วแต่สร้างทฤษฎีขึ้นมาทีหลัง


ที่สำคัญต่อให้เอาหลักการนี้ไปลองทำอีกครั้ง คราวนี้ก็จะไม่สำเร็จเหมือนเดิมแล้วครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกยุคปัจจุบันที่ปั่นป่วน คาดการณ์ไม่ได้ ความสำเร็จยิ่งไม่มีแบบแผนเข้าไปใหญ่ ยิ่งใช้เหตุผลมาก ยิ่งวิเคราะห์ละเอียดยิบ ยิ่งมีแต่จะพาออกห่างจากผลลัพธ์ที่ต้องการ


คำถามคือแล้วจะทำอย่างไร? หนังสือเล่มนี้พยายามให้คำตอบเอาไว้แบบกว้าง ๆ ผู้เขียนบอกว่า จุดประสงค์ของกลยุทธ์ต่าง ๆ นั้นไม่ใช่เพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง ทำแล้วสำเร็จแน่ เพราะมันไม่มีอยู่จริง แต่จุดประสงค์ของกลยุทธ์นั้นคือต้องกระตุ้นให้เราลงมือทำ ทำทั้งที่มันไม่แน่นอน ไม่มีอะไรรับประกันความสำเร็จ เพียงแต่แค่ต้องเพิ่มความเป็นไปได้ให้กับมัน ผ่าน 3 ปัจจัยดังต่อไปนี้ คือ


หนึ่ง สร้างความแปลกใหม่ ความหลากหลาย ความสร้างสรรค์ให้ตัวเอง (เพื่อให้เกิด Click Moment ตามชื่อหนังสือที่แปลไทยคงประมาณว่า ช่วงเวลา โป๊ะเชะ ใช่เลย) สอง กล้าที่จะลงมือลงทุนเสี่ยงกับไอเดียที่ได้มา (ทดลองหลายไอเดีย แต่ละไอเดียใช้เงินและเวลาไม่มาก ถ้าพลาดก็ไม่ถึงกับหมดตัว) และสาม ใช้ประโยชน์จากความไร้แบบแผน (เช่น สายตาต้องไวเมื่อเห็นไอเดียติดตลาด หรือไม่เป็นอย่างคิด แต่ได้ผลอีกแบบซึ่งดีกว่าที่ตั้งใจอีก)


หลักใหญ่ใจความก็ประมาณนี้ครับ ข้อดีคือเขียนอ่านง่าย ตัวอย่างหลายอันใกล้ตัวเรา เช่น หนัง เพลง ธุรกิจที่เรารู้จักดี ส่วนข้อเสียก็อย่างที่บอก ค่อนข้างวนเวียนอยู่กับประเด็นเดียวประเด็นเดิม นั่นคือ โลกไร้แบบแผน ไม่มีสูตรสำเร็จ เราแค่ต้องคิดให้แปลก ลองเสี่ยงทำแบบเหวี่ยงแห ถ้ามาถูกทาง ให้จัดหนัก ถ้าผิดทางก็เลิก แต่ต้องไม่หมดตัว


The Click Moment เมื่อความสำเร็จ ไม่มีแบบแผน (แล้วคุณจะทำยังไง?) เขียนโดย Frans Johansson แปลโดย อัญชลี ชัยชนะวิจิตร สำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคาปก 280 บาท


8.Yes to Life : In Spite of Everything

เล่มไม่หนา ร้อยกว่าหน้า แต่เนื้อหาปรัชญาสาระจัดเต็มแบบจุก ๆ ไม่ได้มาเล่น ๆ เหมาะทั้งกับคนที่ชีวิตสบายดี (แต่อยากค้นหาความหมายแห่งชีวิต เราเกิดมาทำไม เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร) และเหมาะทั้งกับคนที่ชีวิตกำลังไม่สบาย (ทุกข์กายทุกข์ใจ หมดหวังกับชีวิต มีคำถามทำนองว่าชีวิตคืออะไร คุณค่าของฉันคืออะไร) ทั้งหมดทั้งปวงหนังสือเล่มนี้จะชวนให้เรา "ตอบรับกับชีวิต ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม" เหมือนกับชื่อหนังสือเล่มนี้ครับ "Yes to Life : In Spite of Everything"


เนื้อหาเรียบเรียงจากปาฐกถาในปี ค.ศ.1946 ของ Viktor E. Frankl ผู้เขียนหนังสือเล่มอมตะของโลกอย่าง Man's Search for Meaning (มีแปลไทยชื่อ ชีวิตไม่ไร้ความหมาย แต่ปัจจุบันหาซื้อยากแล้วครับ) เขาคือจิตแพทย์ชาวออสเตรียที่เคยถูกจับไปเป็นแรงงานในค่ายกักกันของนาซี เขาเกือบไม่มีชีวิตรอด สูญเสียครอบครัวไปทั้งหมด แต่กลับกลายเป็นคนที่พูดและเขียนเรื่อง "ความหมายและคุณค่าของชีวิต" ไว้ในปาฐกถาดังกล่าว (ซึ่งเป็นเสมือนต้นความคิดของหนังสือ Man's Search for Meaning อีกที) และสร้างแรงใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหมายให้กับผู้คนมากมายทั่วโลก


อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่าเนื้อหาปรัชญาสาระจัดเต็มแบบจุก ๆ ไม่ได้มาเล่น ๆ พูดถึงความหมายและคุณค่าของชีวิต โดยยกทั้งกรณีคนที่คิดจบชีวิตตัวเอง คนที่เจ็บป่วยทุกข์ทรมาน ผู้เขียนยกเหตุผลต่าง ๆ มาค้านคนที่มองไม่เห็นว่าชีวิตจะมีความหมายอะไรอีกแล้ว พวกเขาเหล่านั้นเข้าใจผิด เพราะชีวิตยังมีเหลี่ยมมุมให้พิจารณามากกว่านั้น


เล่าแบบสั้นที่สุด Viktor E. Frankl บอกว่าคนเราสามารถเติมเต็มคุณค่าและความหมายให้ชีวิตได้ 3 ทางครับ หนึ่งคือ คุณค่าจากการกระทำ (สร้างสรรค์ผลงาน ทำงานที่รัก) สองคือ คุณค่าจากประสบการณ์ (ชื่นชมธรรมชาติ ชื่นชมศิลปะ และได้รักใครสักคน) และสาม สำคัญที่สุด คือคุณค่าจากทัศนคติ (เมื่อต้องพบเจอความทุกข์ เมื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมไม่ได้ จึงต้องยอมรับด้วยความยินดี)


ยอมรับว่าหลายประโยค หลายย่อหน้าผมยังเข้าไม่ถึง ทั้งที่อ่านสองรอบแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น หน้ากระดาษก็เต็มไปด้วยไฮไลต์ที่ผมขีดไว้หลายประโยค ขอยกมาบางประโยค (ตัดต่อเพื่อความกระชับ)

  • ความสุขไม่ควรจะเป็น จะต้องไม่เป็น และไม่มีวันจะเป็นเป้าหมาย แต่เป็นได้เพียงผลลัพธ์ ผลลัพธ์จากการเติมเต็มหน้าที่ ชีวิตนี้คือหน้าที่

  • คำถามของเราไม่ใช่ถามว่า "ฉันสามารถคาดหวังอะไรจากชีวิตนี้ได้บ้าง" แต่เราจะถามได้เพียงว่า "ชีวิตนี้คาดหวังอะไรจากฉันบ้าง" ในชีวิตนี้ยังมีภาระอะไรที่กำลังรอคอยฉันอยู่อีกบ้าง

  • เราให้ความหมายกับชีวิต ไม่เพียงด้วยการกระทำของเรา แต่ยังด้วยความรัก และท้ายที่สุดคือด้วยความทุกข์ เพราะวิธีที่มนุษย์จัดการกับข้อจำกัดของความเป็นไปได้ ก็คือวิธีการที่พวกเขาประพฤติตนภายใต้ข้อจำกัด วิธีที่เราจัดการกับความยากลำบากจึงแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเราคือใคร

  • ถ้าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเรา เราก็จำเป็นต้องยอมรับมันด้วยความยินดี ไม่ว่าจะเป็นในกรณีใด เราก็จะได้รับประสบการณ์การเติบโตภายในผ่านเรื่องร้ายๆ เหล่านั้น

  • ชีวิตของเราจบสิ้นได้ เวลาของเราจึงมีไม่มากไม่มาย และความเป็นไปได้ของเราจึงมีจำกัด ข้อเท็จจริงนี้คือสิ่งที่ทำให้การกระทำบางอย่างมีความหมายขึ้นมา

  • สิ่งที่เหลือไว้ สิ่งที่เราจะทิ้งไว้ให้ สิ่งที่สามารถอยู่ยั้งยืนยงต่อจากเราไป คือสิ่งที่เราได้ทำสำเร็จในระหว่างที่เราดำรงอยู่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไป สูงส่งกว่าตัวเราขึ้นไป และต่อยอดขยายออกไปพ้นจากตัวเรา

"Yes to Life : In Spite of Everything" อย่าสญสิ้นความหวัง เพราะชีวิตยังมีความหมาย เขียนโดย Viktor E. Frankl แปลโดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ ราคาปก 235 บาท


9.ยืมชื่อฆ่า

หนังสือนิยายสืบสวนญี่ปุ่น สนุกมาก เนื้อหาทันยุคสมัย ว่าด้วยเรื่องของอคติ เหมารวม ด่วนสรุปของคนเรา โดยเฉพาะในยุคออนไลน์ที่ "ชาวเน็ต" ชอบทำตัวเป็นศาลเตี้ย ตัดสินคนอื่น ทัวร์ลง ดราม่ากันรายวัน ชื่อหนังสือญี่ปุ่น 同姓同名 (แปลว่าชื่อเหมือนกัน นามสกุลเหมือนกัน) ชื่อไทย "ยืมชื่อฆ่า"


พล็อตเรื่องสั้น ๆ แบบไม่สปอยล์ เรื่องราวของคดีฆาตกรรมที่โด่งดังไปทั่วญี่ปุ่น คนร้ายคือเยาวชน จึงไม่มีการเปิดเผยชื่อและหน้าตา แต่กระแสเกลียดชังในโลกออนไลน์รุนแรงมาก นิตยสารเล่มหนึ่งจึงตัดสินใจเปิดเผยชื่อคนร้ายว่าชื่อ "โอยามะ มาซาโนริ" แต่เนื่องจากที่ญี่ปุ่นมีคนที่ชื่อและนามสกุลซ้ำกันพอสมควร เรื่องนี้จึงเดือดร้อนถึง "โอยามะ มาซาโนริ" คนอื่น ๆ ที่ถูกทำให้ "รู้สึกระแวง" ไปกับชื่อ ๆ นี้ บ้างถูกไม่รับเข้าทำงาน บ้างเสียโอกาสในชีวิต บ้างถูกบูลลี่ เพราะคนสมัยนี้เวลาอยากรู้จักใครสักคน ก็มัก google ดูประวัติ นั่นจึงกลายเป็นว่า "โอยามะ มาซาโนริ" ต้องซวยเพราะมีชื่อซ้ำกับฆาตกรซึ่งไม่มีการเปิดเผยหน้าตา


เล่าได้แค่นี้จริง ๆ ครับ เป็นแค่ 10% ของทั้งเรื่อง ที่เหลือต้องอ่านเอง แต่รับรองว่าสนุกกว่าที่ผมเล่าพล็อตคร่าว ๆ ไว้เยอะมาก ความเจ๋งของเรื่องนี้คือนอกจากจะลุ้นว่าใครคือคนร้าย (เดาไม่ถูกแน่นอน หักมุมแบบสุด ๆ ผมโดนคนเขียนหลอกเพราะความอคติ เหมารวม ด่วนสรุป) ยังสะท้อนพฤติกรรมของคนยุคออนไลน์ได้อย่างแสบ ๆ คัน ๆ ขอยกมาบางประโยคครับ (ไม่สปอยล์)

  • คนที่พูดจาไม่ไว้หน้าใคร พอได้ของเล่นที่เผยแพร่ความยึดมั่นถือมั่นได้อย่างง่ายดาย (หมายถึงโซเชียลมีเดีย) จะกลายร่างเป็นปีศาจกระหายการยอมรับ

  • เพราะการโจมตีคนเลวมันสะใจดี สมองหลั่งฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน ปักใจเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้ชอบธรรมและบริสุทธิ์ ไม่มีใครรู้ตัวเลยว่าจริง ๆ แล้วกำลังเปิดเผยความต่ำช้าในใจ

  • ความถูกต้องไม่ได้เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยเสมอไป พวกเขาปักใจเชื่อว่าความโกรธเกลียดที่ตนมีในตอนนั้นอยู่เหนือกฎหมาย นั่นคือการยึดมั่นในตนเองและลำพองตน

  • สมัยนี้ความเกลียดชังของตัวเองกลายเป็นความชอบธรรมของสังคม ใครๆก็อยากจะพิพากษาและประชาทัณฑ์คนอื่น

  • ทุกวันนี้คนเราก็ยังทำร้ายจิตใจกันในโซเชียลมีเดีย โดยอ้างเหตุผลสร้างความชอบธรรมว่าตัวเองเสียใจบ้างล่ะ ไม่พอใจบ้างล่ะ โมโหบ้างล่ะ ไม่สงสัยความชอบธรรมของตัวเองเลยสักนิด ไม่นึกถึงความเป็นไปได้ว่าความชอบธรรมของตนจะไปสาปแช่งคนอื่น ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์แล้วทำร้ายความรู้สึก

  • ยุคนี้การใช้โซเชียลมีเดียกลายเป็นเรื่องปกติ พลั้งปากแค่ครั้งเดียวก็โดนด่ายับ แม้จะเคยทำความดีมามากแค่ไหน ถ้าพูดผิดหูแค่ครั้งเดียว ก็โดนรุมด่าว่าเป็นคนเลว

  • เป็นยุคที่ไม่ให้อภัยเรื่องที่ให้อภัยกันได้


โดยสรุป อ่านสนุก วางไม่ลง สะท้อนด้านมืดในใจผู้คน ตามสไตล์หนังสือสืบสวนของญี่ปุ่นครับ เชื่อว่าตอนอ่านเล่มนี้ คุณจะลอง google ชื่อของตัวเอง ดูสิคนที่ชื่อเหมือนฉัน เขาคือใคร ทำอะไร มีประวัติดีเลวอย่างไร? สนุกจริงครับเล่มนี้ แนะนำมาก


"ยืมชื่อฆ่า" เขียนโดย ชิโมมุระ อัตสึชิ แปลโดย ดนูรัตน์ ทุ่งบูรพา สำนักพิมพ์ไดฟุกุ ราคาปก 290 บาท


10.Smart Thinking

หน้าปกสวย เนื้อหาดีมีสาระ แต่อ่านไม่ค่อยสนุกเท่าไร (ภาษาสไตล์นักวิชาการไปหน่อย) รวมถึงเมื่อแปลเป็นภาษาไทย เหมือนจะอ่านยาก ต้องการการเรียบเรียงที่สละสลวยกว่านี้ (และบางคำทับศัพท์ไปเลยจะเข้าใจง่ายกว่า)


ต้นฉบับภาษาอังกฤษตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2012 ฉบับแปลไทยออกปี 2021 แม้ต้นฉบับจะออกมานานแล้ว แต่ก็ไม่เป็นปัญหาครับ เพราะเนื้อหาในเล่มพูดถึงหลักการที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา นั่นคือ "วิธีคิดอย่างฉลาด"


เนื้อหาในเล่มเขาพูดถึงวิธีการสร้างทักษะที่เรียกว่า Smart Thinking ซึ่งมีความหมายคนละอย่างกับ Intelligence ที่แปลว่าความฉลาดทางไอคิว เรียนเก่ง ในขณะที่ Smart Thinking คือความสามารถในการแก้ไขปัญหาใหม่ ๆ ด้วยความรู้ปัจจุบันที่เรามีอยู่แล้ว (หรือจะเรียกว่าความสามารถในการมองปัญหาด้วยมุมมองใหม่ แล้วหาวิธีแก้ไขโดยใช้ความรู้จากสาขาวิชาอื่น ๆ ก็ได้)


ผู้เขียนบอกว่ามีองค์ประกอบ 3 อย่างด้วยกันที่จะทำให้คนคนหนึ่งคิดอย่างฉลาด (Smart Thinking) ได้ นั่นคือ หนึ่ง พัฒนานิสัยฉลาดให้กับตัวเอง (เพื่อประหยัดพลังสมอง เอาไว้ใช้คิดเรื่องสำคัญ) สอง สั่งสมความรู้คุณภาพสูงใส่สมอง (ความรู้คุณภาพสูงหมายถึงความเข้าใจว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไรบ้าง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และรู้วิธีเก็บข้อมูลให้จดจำเรื่องสำคัญได้ดี) และสาม รู้จักประยุกต์ใช้ความรู้เหล่านั้น (หาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ ด้วยการใช้ความรู้ต่างสาขา ต่างมุมมองมาคิด) เมื่อผ่านการคิดอย่างฉลาด สุดท้ายผลลัพธ์ที่เราได้ก็มีตั้งแต่ ทำงานชิ้นนั้นได้สำเร็จ แก้ไขปัญหาได้ลุล่วง ไปจนถึงสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ


ถือเป็นหนึ่งในเล่มที่ไม่น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง (หลัง ๆ ผมเจอแต่หนังสือหนา 300 หน้า ทั้งที่เขียน 30 หน้าก็พอ) เนื้อหาแน่น จนผมต้องอ่าน 2-3 รอบจึงพอเข้าใจมากขึ้น


แต่อย่างที่บอกครับว่าพอแปลไทยแล้วกลายเป็นอ่านยาก การเชื่อมต่อคำในประโยคดูรุ่มร่าม การแปลศัพท์เทคนิคเป็นไทยที่ทำให้งงกว่าเดิม (ผมอ่านฉบับไทยจบหนึ่งรอบ แล้วอ่านฉบับอังกฤษอีกรอบ จึงเห็นความต่างตรงนี้) รวมถึงบางจุดที่ผมคิดว่าแปลไม่ถูก (มั้งครับ) เช่น การทดลองของนักจิตวิทยาที่ชื่อ Lewis Terman เขาศึกษาเด็กที่ไอคิวสูงเกิน 140 และเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า Termite ซึ่ง(ผมเดาว่าน่าจะ)มีรากศัพท์มาจากชื่อของเขา (Terman) แต่ฉบับแปลไทยเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า "ปลวก" (ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า termite แปลว่าปลวก) เลยคิดว่าไม่น่าจะใช่ (ใครรู้เรื่องนี้ อธิบายเพิ่มได้)


อย่างไรก็ตาม โดยสรุป ถือเป็นหนังสือที่ดี อ่านแล้วไม่เสียเวลา ซื้อแล้วไม่เสียดายเงิน ผู้เขียนให้วิธีคิดที่นำไปปรับใช้ได้กับทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เพราะอย่างไรเสียเราคงต้องใช้ความคิดไปทั้งชีวิต ถ้าฝึกคิดอย่างฉลาด ก็น่าจะเป็นเรื่องดี เล่มนี้จึงนับว่าคุ้มที่จะอ่าน


"Smart Thinking วิธีคิดเหนือชั้นของคนธรรมดา" เขียนโดย Art Markman แปลโดย พรรณี ชูจิรวงศ์ สำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคาปก 250 บาท


11.สะพรึง

วรรณกรรมเยอรมัน อ่านง่าย สนุก ชวนคิด ใช้เวลาอ่านไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงจบ แต่ติดอยู่ในความคิดไปอีกนาน ชื่อหนังสือว่า "สะพรึง" เป็นอีกเล่มที่ชอบมากในปีนี้ (และน่าจะติดลิสต์เล่มที่ชอบที่สุดแห่งปี)


อันที่จริงผมเคยได้ยินเสียงชื่นชมที่มีต่อเล่มนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว จึงซื้อมาดองไว้หลายเดือน ไม่กล้าอ่าน เหมือนจะอ่านยาก หน้าปกไม่บอกอะไรมาก ชื่อหนังสือดูน่ากลัว (สะพรึง) คำโปรยดูเครียด (จากความเกรี้ยวโกรธสู่กระบวนการยุติธรรม) หลังปกยิ่งเครียดไปใหญ่ (มีคำว่านิติปรัชญา นิติจริยศาสตร์ มันคืออะไร?) สรุปคือน่าจะจริงจังจนอ่านแล้วคิ้วขมวด ...แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่ผมคิดไปเอง เพราะเมื่อได้หยิบมาอ่าน ปรากฏว่าอ่านรวดเดียวจบ อ่านง่าย สนุก ลุ้น ชวนคิด และใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ประทับใจมากจนต้องมาชวนหลาย ๆ คนให้อ่านบ้าง


เล่าสั้น ๆ แบบไม่สปอยล์ นี่คือหนังสือที่เขียนในรูปแบบ "บทละครเวที" (มีบทสนทนาของตัวละคร ฉากคือในห้องพิจารณาคดี ตัวละครคือผู้พิพากษา อัยการ ทนาย จำเลย และเราคนอ่านคือคณะลูกขุน)


เรื่องราวแบบย่อ ๆ ก็คือกำลังมีการพิจารณาคดีครั้งสำคัญ ทหารนักบินคนหนึ่งตัดสินใจยิงจรวดใส่เครื่องบินที่ถูกผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน ในนั้นมีผู้โดยสาร 164 คน สาเหตุที่เขายิงเพราะผู้ก่อการร้ายกำลังนำเครื่องบินมุ่งหน้าไปพุ่งชนสนามฟุตบอลที่มีผู้ชมอยู่ถึง 70,000 คน ฟังดูเผิน ๆ ก็เหมือนนักบินทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ตอนนี้เขากลับถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา


ประเด็นของละครเวทีเรื่องนี้ (หรือหนังสือเล่มนี้) ก็คือ "การสละชีวิตของคนจำนวนน้อยเพื่อรักษาชีวิตของคนจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?" ดังนั้นระหว่างที่อ่าน เราจึงได้เห็นหลากหลายแง่มุมของประเด็นนี้ และได้คำตอบที่แล้วแต่จะเอาอะไรมาจับ กฏหมาย ศีลธรรม เรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนรวม ...และอื่น ๆ อีกมากมาย


เล่มนี้คนเขียนและคนแปลเป็นนักกฏหมาย คนอ่านอย่างเราก็เลยโชคดี ได้เรียนรู้หลักการของกฏหมายไปด้วยครับ


สรุป ใครชอบอ่านวรรณกรรม ใครชอบอ่านปรัชญา พฤติกรรมมนุษย์ กำลังศึกษากฏหมาย ใครชอบอ่านเรื่องที่ไม่มีคำตอบถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว ใครชอบอ่านหนังสือที่ชวนให้คิด เล่มนี้น่าจะเหมาะกับคุณ


สะพรึง เขียนโดย แฟร์ดินันด์ ฟอน ซีรัค แปลโดย ศศิภา พฤกษฎาจันทร์ สำนักพิมพ์ Illuminations Editions ราคาปก 240 บาท


12.Post Corona

จำได้ว่าต้นปีที่แล้ว (2021) หลายคนได้อ่านฉบับภาษาอังกฤษแล้วบอกว่าดีมาก ฉบับไทยเพิ่งแปลเสร็จ วางแผงมกราคม 2022 ผมเพิ่งได้อ่านจนจบ และพบว่าดี เนื้อหายังไม่ตกยุค (มากนัก) แถมฉบับแปลไทยยังมีคำอธิบายบางอย่างเพิ่มเติม มีผลลัพธ์ที่ผู้เขียนทำนายไว้ด้วย (ตอนเขียนฉบับอังกฤษ ผลลัพธ์ยังไม่ออก)


เนื้อหาในเล่มพูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก โดยจะเน้นไปที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของอเมริกาว่าโควิดทำให้บริษัทเหล่านี้เติบโต แผ่ขยายอิทธิพล และดิสรัปต์ธุรกิจไปทั่วโลก (ยักษ์ใหญ่ได้แก่ Google Facebook Apple Amazon และพ่วงด้วย Microsoft) ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อที่น่าเป็นห่วง นอกจากนี้หนังสือยังเชื่อมโยงเรื่องของธุรกิจเข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไป อันได้แก่ ภาคการศึกษา ระบบทุนนิยม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดนี้แม้ว่าจะพูดถึงอเมริกาเป็นหลัก แต่เพราะความเป็นมหาอำนาจของอเมริกา ดังนั้นไม่มากก็น้อยย่อมกระทบกับคนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเราด้วยครับ


สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ก็คือ Scott Galloway ผู้เขียน เขาเป็นทั้งศาสตราจารย์ด้านธุรกิจที่มีชื่อเสียงและยังเป็นนักลงทุนในธุรกิจตัวจริง จึงไม่ได้มีความรู้แค่เพียงในตำรา แต่รู้จักและเข้าใจธุรกิจจริง ๆ ดังนั้นสิ่งที่เขาเขียนจึงมอบมุมมองความรู้ให้กับผมไม่น้อยเลยครับ ทั้งวิธีของ Amazon ที่เปลี่ยนค่าใช้จ่ายให้เป็นรายได้ ทั้งวิธีต้นทุนแปรผันของ Uber ทั้งได้เข้าใจว่าทำ Apple ทุ่มทุนกับ Apple TV+ ด้วยการสร้างซีรีส์ของตัวเองทั้งหมด และอื่น ๆ อีกมากมายที่ผมขีดไฮไลท์ไว้แทบทุกหน้า


Scott Galloway เขียนหนังสือได้สนุกมากครับ เข้าใจง่าย เห็นภาพตาม ปากจัด มีอารมณ์ขันแบบตลกร้าย และแสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมา ทั้งหมดนี้ย้ำอีกว่า "อ่านง่ายมาก" ถ้าใครเคยอ่านหนังสือชื่อ The Four ของเขามาก่อน [มีแปลไทย สนพ.ซีเอ็ด แต่แปลไม่ดีเท่าเล่มนี้] เล่มนี้ก็เสมือนภาคขยายหรือภาคอัพเดทจากเล่มนั้น


สรุป เล่มนี้ฉายให้เห็นภาพกว้างว่าบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นกำลังคืบคลานไปทางไหน ธุรกิจกลุ่มใดที่พวกเขาเล็งไว้ว่าจะดิสรัปต์ต่อ พวกเรานั้นจะต้องได้รับผลกระทบในเร็ววัน และเร็วขึ้นอีกเมื่อโควิด-19 ทำให้สิ่งที่ต้องใช้เวลาอีก 10 ปี กลับเกิดขึ้นในตอนนี้ปีนี้แล้ว


Post Corona โอกาสของชีวิตและธุรกิจ เมื่อโควิดเปลี่ยนทุกสิ่ง" เขียนโดย Scott Galloway แปลโดย สุวิชชา จันทร สำนักพิมพ์ Amarin HOW-TO ราคาปก 275 บาท


13."The Why Axis

หนังสือแนะนำครับ ถือเป็นเล่มที่มีสาระและอ่านสนุกที่สุดเล่มหนึ่งที่มีเนื้อหาว่าด้วย "เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม" ซึ่งหลัง ๆ สำนักพิมพ์วีเลิร์น นิยมแปลออกมาหลายเล่ม เล่มนี้หน้าปกแหวกแนว ดูเหมือนนิยายผจญภัย (หน้าปกสวยกว่าต้นฉบับอีก)


เนื้อหาในเล่มพูดถึงแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของมนุษย์ว่าเราทำแบบนั้นเพราะอะไร เมื่อหาแรงจูงใจพบแล้ว จะได้ออกแบบวิธีการชักจูงพฤติกรรมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในที่สุด ฟังดูเผิน ๆ ถ้าใครอ่านหนังสือทำนองนี้ก็จะรู้สึกคุ้น ๆ ในเนื้อหา แต่ผมคิดว่ามีอยู่สองจุดที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจครับ


จุดที่หนึ่ง หัวข้อที่เขาเลือกมาศึกษานั้นน่าสนใจมาก และค่อนข้างเป็นประเด็นใหญ่ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเพศและการศึกษา ตัวอย่างประเด็นเช่น ทำไมผู้หญิงมักมีรายได้น้อยกว่าผู้ชายทั้งที่ทำงานเดียวกัน ทำไมคนเราเลือกปฏิบัติต่อกัน (เชื้อชาติ สีผิว รสนิยมทางเพศ) จะกำจัดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างไร ต้องใช้สิ่งจูงใจแบบไหนให้เด็กที่มีผลการเรียนไม่ดีประสบผลสำเร็จในโรงเรียน ทำไมคนบางกลุ่มถูกคิดค่าสินค้าและบริการแพงกว่าคนอื่น ๆ รวมถึงจะใช้วิธีอย่างไรให้คนบริจาคเพื่อการกุศลมากขึ้น


จุดที่สอง ปกติแล้วบ่อยครั้งที่หนังสือแนวนี้ (เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม) มักใช้การอ้างอิงจากการทดลองเดิม ๆ การทดลองของคนอื่น พูดง่าย ๆ คือ "อ่านมาจากหลายที่ แล้วเรียบเรียงเป็นหนังสือให้เราอ่านอีกที" แต่กับเล่มนี้ ผู้เขียน "ออกไปทดลองภาคสนามจริง ๆ" เขาเดินทางไปหลายที่ (อินเดีย อิสราเอล จีน แทนซาเนีย อเมริกา) เพื่อทำการทดลองและศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น ดูว่าเงินรางวัลมีผลอย่างไร การวางกรอบแบบให้ประโยชน์กับแบบสูญเสียกระตุ้นคนเราต่างกันแค่ไหน เพศชายหญิงชอบแข่งขันต่างกันมั้ย ถ้าต่างกัน เป็นตั้งแต่กำเนิดหรือเพราะเลี้ยงดู บางการทดลอง เขาทำกับคนเป็นหมื่นคน บางการทดลองถึงกับเปิดโรงเรียนเตรียมอนุบาล (เขาได้รับทุนวิจัย 10 ล้านดอลลาร์)


โดยสรุปคือ หนังสือเล่าประเด็นใหญ่ ๆ ที่น่าสนใจ เล่าจากการทดลองจริงของตัวเอง ไม่ใช่การอ่านมา ทั้งหมดนี้เล่าออกมาด้วยภาษาที่อ่านง่าย เล่มนี้จึงถือว่าเพลิดเพลินในการอ่านสำหรับสายวิชาการ (แต่ไม่สนุกขนาดอ่านนิยายนะครับ)


"The Why Axis : คู่มือสำรวจโลกฉบับนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม" เขียนโดย Uri Gneezy และ John A. List แปลโดย วิโรจน์ ภัทรทีปกร สำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคาปก 320 บาท


14.Best of Luck

งดงามทั้งภาพสี่สีและตัวอักษร น่าจะติดหนึ่งในเล่มที่ชอบที่สุดในปีนี้ของผม ชื่อหนังสือ "Best of Luck โชคดีที่เจอกัน" สนพ.ใจดีมีตัวอย่างให้ดู 20 หน้า กด ที่นี่


ผลงานเล่มใหม่ของ "จิมมี่ เลี่ยว" นักวาดหนังสือภาพชาวไต้หวันที่ผลงานเป็นที่ยอมรับระดับโลก บ้านเรารู้จักเขาจากผลงานที่ชื่อ "ดวงตะวันส่องฉาย (ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา)" หลายปีก่อน สนพ. a book แปลผลงานของเขาออกมาหลายเล่ม ปัจจุบันรับช่วงต่อโดย สนพ. Piccolo Publishing ผมไม่เชิงเป็นแฟนพันธุ์แท้ แต่ก็ตามเก็บแทบทุกเล่มครับ


จิมมี่ เลี่ยว เขียนหนังสือภาพสำหรับผู้ใหญ่ (เด็กก็อ่านได้) เนื้อหาหลากหลาย บางครั้งเกี่ยวกับความรัก ความเหงา การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งก็เปิดช่องว่างให้เราจินตนาการเองว่าเขาหมายถึงอะไร แต่เล่มนี้ "โชคดีที่เจอกัน" อ่านง่าย ตรงไปตรงมา แก่นชัดเจนว่ากำลังพูดถึง มุมมองที่เรามีต่อทุกเรื่องและทุกผู้คนที่ผ่านพบ บางคนมองว่าดี บางคนมองว่าร้าย คล้ายน้ำเหลือตั้งครึ่งแก้ว หรือนำ้เหลือแค่ครึ่งแก้ว แล้วแต่จะมอง


เล่มนี้จึงเหมือนบทกวีปรัชญาจีน อารมณ์ดี มีภาพประกอบแสนงดงาม หลายประโยคผมอ่านแล้วชอบมาก ขอยกมาบางประโยคครับ

  • โชคดีจังที่เจอเธอไม่ใช่เขา ไม่แน่หากเจอเขาอาจโชคดีกว่านี้ แต่บังเอิญคนที่ฉันเจอคือเธอไง ดังนั้นเธอต้องรักฉันอย่างหมดใจ

  • อะไรคือรูปทรง สี กลิ่นและความรู้สึกของความสุข ของพวกนี้ล้วนไม่สำคัญและบอกเล่าไม่ได้ แต่ถ้าคุณเชื่อว่าถัดจากโชคดีจะมีโชคร้ายคุณก็ไม่ใช่ผู้โชคดี / เหตุใดจึงมีโชคร้าย มันดำเนินไปแบบไหน สิ้นสุดเมื่อไร จะเกิดซ้ำอีกไหม ของพวกนี้ล้วนไม่สำคัญและบอกเล่าไม่ได้ แต่ถ้าคุณเชื่อว่าถัดจากโชคร้ายจะมีโชคดี คุณก็คือผู้โชคดี

  • ความโชคดีคือคนที่ชอบเฮฮาได้เฮฮา คนที่รักสันโดษได้สันโดษ คนที่อยากขึ้นสูงได้ขึ้นสูง คนที่ขอร่วงหล่นได้ร่วงหล่น ความโชคร้ายคือคนที่ชอบเฮฮาได้สันโดษ คนที่รักสันโดษได้เฮฮา คนที่อยากขึ้นสูงได้ร่วงหล่นคนที่ขอร่วงหล่นได้ขึ้น

  • คนคนเดียวครอบครองทิวทัศน์งามผืนใหญ่ ไม่นับเป็นโชคดี คนทุกคนได้เสพความดีงามร่วมกัน จึงเป็นโชคดี แต่การได้ครอบครองโลกทั้งใบไว้คนเดียวช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นความโชคดีจริงๆนั่นแหละ


สรุป เป็นหนังสือที่เหมาะกับการอ่านเมื่ออยากผ่อนคลาย อยากถูกปลอบประโลม และอยากค้นพบคำตอบของชีวิต "ไม่มีคำว่าโชคดี ไม่มีคำว่าโชคร้าย ...นี่ก็คือชีวิต" จิมมี่ เลี่ยว กล่าวไว้อย่างนั้นครับ


"Best of Luck โชคดีที่เจอกัน" เรื่องและภาพโดย "จิมมี่ เลี่ยว" แปลโดย อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี สนพ.picolo ราคาปก 295 บาท (แถมที่คั่นหนังสือและโปสการ์ดอีก 5 ใบ)