หนัง/ซีรีส์ที่ดูแล้วชอบ Q3 2021

Updated: Dec 19, 2021

เป็นประจำแทบทุกสัปดาห์ ผมจะแนะนำหนัง/ซีรีส์ที่ดูแล้วชอบไว้ในแฟนเพจ boy's thought อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบของ facebook ทำให้การสืบค้นโพสต์เก่า ๆ ทำได้ยาก ผมจึงนำมารวบรวมไว้ในเว็บไซต์ เผื่อว่าใครจะลองไปหามาดูบ้าง โดยครั้งนี้จะเป็นหนัง/ซีรีส์ที่ผมดูในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2021 (ส่วนที่ดูเมื่อมกราคมถึงมีนาคม 2021 กดอ่านได้ ที่นี่ และที่ดูเมื่อเมษายนถึงมิถุนายน กดอ่านได้ ที่นี่) มาเริ่มกันเลยครับ

ภาพถ่ายโดย Anete Lusina จาก Pexels

1.Luca (disney+)

ผมประเดิม disney+ ด้วยเรื่องนี้ครับ Luca ผลงานของ Pixar เลือกเรื่องนี้เพราะคิดว่าน่าจะเป็นตัวแทนของความเป็นดิสนีย์ได้ดี ในความหมายว่า "ใส ๆ ดูได้ทั้งครอบครัว" ซึ่งพอดูจบก็รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ

อนิเมชั่นเรื่องนี้อาจไม่มีเนื้อหาปรัชญาลึกซึ้งแบบ Soul ไม่มีตัวละครโดดเด่นเยอะแยะแบบ Toy Story และเอาจริงก็ต้องบอกว่าเนื้อหาไม่มีอะไรใหม่ เรื่องราวคล้ายเคยดูมาก่อนแล้ว ว่าด้วยการกล้าออกจากคอมฟอร์ตโซน มิตรภาพ ความขัดแย้ง การกลับมาคืนดี รวมถึงความกล้าเป็นตัวของตัวเอง (ซึ่งในเรื่องนี้ชวนให้คิดถึงประเด็น LGBT หรือความหลากหลายทางเพศ) แต่ถึงพล็อตจะธรรมดาแค่ไหน ระดับ Pixar เขาก็ทำได้มาตรฐานอยู่แล้วล่ะ งานภาพไม่ต้องพูดถึง ใครดูทีวีจอใหญ่ ๆ จะรู้สึกเหมือนได้เที่ยวทิพย์


เพราะฉะนั้นเรื่องนี้แนะนำให้ดูแบบไม่คาดหวังครับ ดูเพื่อพักผ่อนวันหยุดกับตัวเองหรือครอบครัว ปล่อยใจไปกับภาพสวย ๆ (ตอนขึ้นเครดิตตอนท้าย อย่าเพิ่งรีบปิด เพลงเพราะมาก และภาพยังคงเล่าเรื่องเหตุการณ์ในหนังต่อไปอีก)


2.Better call Saul (Netflix)

อาจช้าไปหน่อยที่ชวนดูซีรีส์เรื่องนี้ แต่ของเขาดีจริง ผมเพิ่งได้ดู ก็เลยอยากมาชวนดูครับ นี่คือซีรีส์ที่ spin off ตัวละครออกมาจากสุดยอดซีรีส์ที่ดีมาก ๆ อย่าง Breaking Bad


เล่าแบบสั้นๆ ไม่สปอยล์ พล็อตว่าด้วยเรื่องราวของชาย 2 คน คนนึงชื่อ จิมมี่ (ที่ต่อมาจะชื่อ ซอล ตามชื่อเรื่อง) เขาคือทนายความเจ้าเล่ห์ที่แต่ละวันต้องดิ้นรนหาคดีว่าความ เพื่อจะได้รับค่าทนายมาใช้จ่ายประจำวัน นอกจากดูแลตัวเองแล้ว จิมมี่ยังต้องคอยแวะมาดูแลพี่ชายของเขาที่เป็นถึงทนายความระดับตำนาน เป็นเจ้าของบริษัททนายใหญ่โต แต่ปัจจุบันป่วยเป็นโรคแพ้สนามแม่เหล็กไฟฟ้า ต้องเก็บตัวอยู่กับบ้านที่ห้ามมีเครื่องใช้ไฟฟ้า


ชายอีกคนชื่อ ไมค์ เป็นคนเก็บเงินที่จอดรถหน้าศาลาว่าความ ซึ่งจิมมี่ต้องมาจอดรถเป็นประจำ ไมค์เคยเป็นตำรวจมาก่อน แต่เขามีอดีตบางอย่างที่ทำให้ชีวิตต้องผกผันย้ายเมือง และมาทำงานเป็นคนเก็บเงิน


หนังเล่าเรื่องราวของชายสองคนนี้สลับไปมา ทั้งอดีตและปัจจุบัน โดยที่ในเวลาต่อมาเส้นเรื่องของคนทั้งคู่จะค่อย ๆ มาบรรจบพบกัน คล้ายหยดหมึกสองหยดที่หยดกันคนละที่ แต่แผ่กระจายจนพบกันในที่สุด


ความสนุกของซีรีส์เรื่องนี้คือ มันไม่รีบเล่าเรื่อง แต่ค่อย ๆ ลงรายละเอียดในพัฒนาการของตัวละครแต่ละตัว ทำไมคิดแบบนั้น ทำไมทำแบบนั้น ถ้าใครชอบหนังตัดต่อเร็ว ๆ ลุ้นหนักมาก เรื่องนี้อาจไม่เหมาะ แต่ถ้าใครชอบดราม่า สายลึก แต่ไม่เครียดมาก กวนบ้าง ฮาบ้าง มีลุ้นขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องนี้เหมาะครับ ผมดูไปก็ทึ่งไปกับความช่างคิดของคนเขียนบทที่ฉลาดในการจับชีวิตตัวละครนั้นนี้ให้ตัดสินใจถูกบ้างผิดบ้าง...เหมือน ๆ กับชีวิตเรา


ตอนแรกผมไม่อยากดูซีรีส์นี้ เพราะโปสเตอร์ไม่โดนใจ แถมยังยาวมาก มี 5 ซีซั่น (และยังไม่จบ) ซีซั่นละ 10 ตอน ตอนละเกือบชั่วโมง ปรากฏว่าไป ๆ มา ๆ นั่งดูทุกวัน วันละตอนสองตอนมาเป็นเดือนแล้ว ยิ่งดูยิ่งชอบ ชอบไม่แพ้ที่เคยชอบ Breaking Bad ใครยังไม่เคยดู แนะนำครับ สนุกมาก


3.Memories of Murder (Netflix)

หนังเก่าเกาหลีตั้งแต่ปี 2003 แต่เพราะเป็นผลงานของผู้กำกับออสการ์ บงจุนโฮ (Parasite) ผู้คนจึงสนใจ เมื่อปลายปีที่แล้วบ้านเราถึงกับเข้าฉายในโรง แต่วันนี้เรานั่งดูอยู่ที่บ้านได้สบาย ๆ ครับ


หนังสร้างอ้างอิงจากเหตุการณ์จริงในปี 1986 เกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องที่ก่อคดีฆ่าหญิงสาวไว้มากมาย เส้นเรื่องจึงว่าด้วยตำรวจตามหาว่าใครคือผู้ร้ายตัวจริง พร้อมกันนั้นก็วิพากษ์วิจารณ์วิธีสืบสวนของตำรวจไปด้วย


ความรู้สึกหลังดูจบ คือ ชอบสไตล์ภาพของหนังที่มืดดำ เฉอะแฉะ เก่า ดูสกปรก แต่อาร์ตมาก เหมือนดูหนังคลาสสิก ชอบวิธีเล่าเรื่อง ทั้งที่บรรยากาศเครียด จริงจัง แต่กลับแทรกมุกตลกแบบฮาลั่นได้ด้วย ชอบตอนจบที่ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าทำไมภาพสุดท้ายตัวละครต้องมองกล้อง มารู้ทีหลังว่าผู้กำกับต้องการสื่อสารกับใครบางคนนั่นเอง


ถือเป็นหนังที่ดูสนุกมาก เพียงแต่อาจมีบางฉากที่ไม่เหมาะจะดูตอนเช้า ๆ แนะนำว่าดูจบแล้วลองหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าคดีจริง ๆ นั้นเป็นอย่างไรครับ


4.เอหิปัสสิโก (Netflix)

สารคดีเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้มีความน่าสนใจที่จะนำมาทำเป็นสารคดีมาก ๆ เพราะเต็มไปด้วยความขัดแย้งให้โต้เถียงได้ไม่รู้จบ แถมงานภาพของสิ่งก่อสร้างในวัดยังยิ่งใหญ่สะดุดตา ถ้าเป็นชาวต่างชาติที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ผมคิดว่าจะต้องทึ่งว่านี่คือเรื่องจริงหรือนี่?


อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกหลังดูจบ พบว่าถ้าเป็นคนที่ติดตามเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็อาจไม่มีประเด็นหรือภาพอะไรใหม่ ๆ ในสารคดีเรื่องนี้ ซึ่งก็เข้าใจได้ครับว่าคงได้ประมาณเท่านี้ นั่นคือ เปิดโอกาสให้สองฝั่งได้พูดในน้ำหนักเท่า ๆ กัน แล้วที่เหลือก็ให้คนดูอย่างเรา Come and See ตามชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ


แต่ถ้าใครยังไม่จุใจ ลองย้อนดูรายการ เปิดปม ของ ThaiPBS ที่นี่ ทำไว้ค่อนข้างละเอียด หลายคนที่ปรากฏในสารคดีก็ถูกสัมภาษณ์ในรายการนี้ หรือใครอยากฟังประเด็นน่าคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างศาสนากับรัฐ ก็ลองฟังคลิปสัมภาษณ์ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ แบบเต็ม ๆ ไม่ตัด ที่นี่ น่าจะเป็นการปิดท้ายการดูสารคดีเรื่องนี้ได้อย่างลงตัว


5.A Fortunate Man (Netflix)

อันที่จริงผมไม่ค่อยถนัดหนังแนวนี้เท่าไร (ดราม่าย้อนยุค) แต่เรื่องนี้ผมดูจนจบ แม้จะยาวเกือบ 3 ชั่วโมง ตอนแรกก็เฉย ๆ แต่พอผ่านไปหลายวัน ได้ขบคิดประเด็นในหนัง ปรากฏว่าชอบมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ


สร้างจากนิยายของนักเขียนรางวัลโนเบลชาวแดนิช หนังเคยถูกส่งเป็นตัวแทนประเทศเดนมาร์กเข้าชิงออสการ์ด้วย เรื่องราวเกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 เล่าถึงชีวิตชายหนุ่มผู้ทะเยอทะยาน มั่นใจในตัวเองสูง ไม่ลงรอยกับพ่อผู้เคร่งศาสนา เขาพาตัวเองจากคนยากจนในชนบท ไปเรียนต่อวิศวกรรมในเมืองหลวง พร้อมไอเดียยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนพลังน้ำและลมให้เป็นกระแสไฟฟ้า ไอเดียไปเข้าตาตระกูลผู้มั่งคั่ง ชายหนุ่มได้เข้าไปสู่สังคมชั้นสูง พบรักกับลูกสาวของตระกูล ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้เขาเป็น A Fortunate Man หรือชายผู้โชคดี


...ซึ่งเรื่องนี้ทั้งหมดคงไม่ง่ายแบบนั้น ไม่งั้นหนังคงจบเพียงเท่านี้ เรื่องราวขึ้นลงของชีวิตจึงเกิดให้เราได้ติดตาม ผมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่หนังรักโรแมนติกแบบในโปสเตอร์ แต่เป็นหนังที่เล่าถึงชีวิตชายคนหนึ่งที่เลือกตัดสินใจในแบบที่ใครอาจมองว่าผิด ...แต่ใครจะรู้ ถ้าเป็นเรา เราอาจตัดสินใจแบบเขาก็ได้


ใครชอบหนังโทนความขัดแย้งเกี่ยวกับครอบครัว ศาสนา ชนชั้น ชอบหนังที่เล่าช่วงชีวิตยาว ๆ ของคนหนึ่ง ชอบภาพสวย ๆ เน้นอารมณ์ เล่าเรื่องช้า ๆ แต่บาดลึก เรื่องนี้น่าจะเข้าทาง


6.Good Boys (Netflix)

ฮามากกกก จำได้ว่า 2 ปีที่แล้วตอนที่หนังเข้าโรง มีคนดูแล้วชอบกันเยอะมาก วันนี้มีให้ดูใน netflix เรียบร้อย ผมไม่เคยดูหนังแล้วหัวเราะลั่นบ้านแบบนี้มานานแล้ว


Good Boys เล่าเรื่องราวของเพื่อนซี้ 3 คน เรียนอยู่เกรด 6 พวกเขาอยู่ในวัยที่ "พยายาม" ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ คุยโวกับเพื่อนในกลุ่มว่าฉันรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้แบบที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน ไม่ว่าจะเป็นการดื่มเบียร์หรือเรื่องเซ็กซ์ (แต่อันที่จริงรู้แบบมั่วมาก) วันนึงพวกเขาได้รับเชิญให้ไปงานปาร์ตี้จูบ แต่ปัญหาก็คือพวกเขายังไม่รู้เลยว่าตกลงแล้วหนุ่มสาวเขาจูบกันยังไงนะ จึงต้องออกหาข้อมูลและนำไปสู่เรื่องวุ่น ๆ สนุก ๆ ให้เราได้ฮาไปจนจบ


บอกไว้ก่อนว่านี่ไม่ใช่หนังเด็กนะครับ (ในโรงได้เรท R ใน netflix ให้ 18+) เพราะมันเป็นหนังตลกห่าม ๆ สไตล์ American Pie ดังนั้นมุกสัปดนทั้งหลายก็เลยมีให้เห็นอยู่บ้าง รวมถึงบางฉากอาจรุนแรงไปหน่อย ถ้าเด็กดูแล้วไปทำตามอาจจะอันตราย


แต่สำหรับผู้ใหญ่อย่างเรา (โดยเฉพาะผู้ชาย) ผมคิดว่าน่าจะฮากลิ้ง ได้ย้อนนึกไปถึงวัยเด็กว่าใช่เลย วัยนั้นเรามันช่างละอ่อนเหลือเกิน ทำเป็นว่ารู้นั่นนี่ กลัวไม่เท่ กลัวเพื่อนล้อจึงต้องทำอะไรที่จริง ๆ แล้วไม่ได้อยากทำ ด้วยเพราะวัยนั้นคือวัยที่เรากำลังจะสร้างตัวตนของเราขึ้นมานั่นเอง เราจึงเปราะบางเป็นพิเศษ ซึ่งประเด็นนี้ผมถือว่าเป็นความดีงามของหนังเรื่องนี้ที่ไม่ได้มีดีแค่ตลกไปเรื่อย ๆ แต่หนังแทรกเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว เรื่องอิทธิพลที่พ่อแม่มีต่อลูก บางฉากนี่ทั้งฮาทั้งซึ้งในคราวเดียวกัน


สรุปว่าเรื่องนี้เจ๋งสมคำร่ำลือ คือดีมาก หนังแค่ 90 นาทีเท่านั้น เหมาะกับผ่อนคลายในวันหยุด แนะนำมาก ๆ


7. The Ballad of Buster Scruggs (Netflix)

อีกหนึ่งผลงานชิ้นเยี่ยมของสองผู้กำกับพี่น้องตระกูล Coen ผู้สร้างหนังเจ๋ง ๆ อย่าง Fargo, No Country for old Man และอีกหลายเรื่อง เรื่องนี้ได้เข้าชิง ได้รางวัล และได้รับคำชมจากหลายเวที


The Ballad of Buster Scruggs คือหนังสั้น ๆ จำนวน 6 เรื่องที่นำมาเล่าต่อ ๆ กัน โดยแต่ละเรื่องไม่มีความเกี่ยวข้องในเนื้อหา แต่เกี่ยวข้องในบรรยากาศที่เซ็ตโทนให้อยู่ในยุค Wild West (อเมริกาประมาณปี ค.ศ.1865–1920) ลองนึกถึงคาวบอยพกปืน ร้านเหล้า คาราวานรถม้า อินเดียนแดง อะไรประมาณนั้น


ความเจ๋งของหนังสั้นทั้ง 6 เรื่องคือ สนุกมากกกกก เต็มไปด้วยพลังของการเล่าเรื่อง (หนังมีภาพความรุนแรงตลกร้ายอยู่บ้างตามสไตล์ผู้กำกับนะครับ เลือดเป็นเลือด) ผมดูแล้วนึกถึงวัยเด็กตอนที่ได้อ่านเรื่องเล่ามหัศจรรย์ต่าง ๆ ในหนังสือ ที่เราก็ไม่รู้ว่ามันจริงไหม แต่ที่แน่ ๆ สนุกจนวางไม่ลง คาดเดาตอนจบไม่ได้ (หรือคาดเดาได้ก็ยังน่าทึ่ง)


ทั้ง 6 เรื่องนั้นมีตัวละครที่แตกต่างกัน ได้แก่ คาวบอยนักแม่นปืน คาวบอยโจรปล้นธนาคาร ผู้จัดละครเร่ไปตามชุมชนห่างไกล นักขุดทอง หญิงสาวที่เดินทางไกลไปกับกองคาราวาน และกลุ่มคนเดินทางกลางดึกด้วยรถม้าที่ไม่มีวันจอดพักระหว่างทาง แต่ละตอนนั้นหลากอารมณ์ ทั้งขำขัน น่าคิด น่าเศร้า ไปจนถึงช็อคในตอนจบ ผมนี่ถึงกับลุกขึ้นยืน


แนะนำสุด ๆ ครับเรื่องนี้ 2 ชั่วโมงกว่าผ่านไปเร็วมาก พี่น้องตระกูล Coen เล่าเรื่องเก่งจริง ๆ ขอคารวะ


8.Russian Doll (Netflix)

แนะนำครับ ซีรีส์สั้น ๆ 3 ชั่วโมงจบ เรื่องนี้เหมาะกับคนชอบหนังประเภทที่ซ่อนบางสิ่งไว้ให้ตีความตามหา ประมาณที่เขาเรียกกันว่า Easter Eggs คือถ้าดูแบบชั้นเดียวสนุก ๆ ก็พอได้ แต่ถ้าอยากสนุกกว่านั้นต้องดูสองรอบ แล้วจะเจอนู่นนั่นนี่ เรื่องนี้ได้เข้าชิงและได้รางวัลจากหลายเวที นักวิจารณ์ชมเยอะ คะแนนดีมากทั้ง imdb และ rotten tomatoes


เรื่องราวเล่าได้ไม่มาก หญิงสาวนิวยอร์คเกอร์วัย 36 อาชีพเขียนโปรแกรมเกม เธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในวันเกิด แต่กลายเป็นว่าเธอย้อนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ยืนอยู่ในห้องน้ำในงานปาร์ตี้วันเกิด เธอจึงออกตามหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ซึ่งในระหว่างนั้นเธอก็ตายอีกครั้งและอีกครั้ง แล้วก็วนเวียนกลับมาเริ่มใหม่ที่เดิมในห้องน้ำ


ฟังแล้วอาจซ้ำซาก เพราะมันคือพล็อตของ Groundhog Day (1993) หนังในตำนาน (ใครไม่เคยดูเรื่องนี้ ต้องหามาดูครับ เต็มสิบให้ร้อย) ที่ว่าด้วยการติดอยู่ใน Loop วนไปมา แต่ปรากฏว่า Russian Doll ทำได้ดี ทำได้ถึง ทำได้ลึกแบบเก็บไปตีความได้หลายมุม (ซึ่งอาจต้องพึ่งพาการหาข้อมูลเพิ่มเติมหลังดูจบ) ผมดูรอบที่สองแบบเร็ว ๆ อีกครั้ง ก็เห็นถึงสิ่งที่คนทำหนังวางซ่อนเอาไว้อย่างชาญฉลาด


ใครชอบหนังแนวใช้ความคิด ปรัชญา มีปริศนา ตลกร้าย เพลงประกอบอินดี้เท่ ๆ ต้องลองเรื่องนี้ครับ ซีรีส์นี้ไม่เป็นภาระชีวิต มี 8 ตอน ตอนละ 25 นาที จะมีจุดอ่อนนิดหน่อยก็คือ 2-3 ตอนแรกอืดอาดไปหน่อย ต้องอดทนจนเครื่องมาติดที่ปลายตอน 3 เพื่อเจอกับตัวละครลับ แล้วจะไปพีกตอนสุดท้าย


9.Andhadhun (Netflix)

หนังอินเดีย สนุกดี ติดอันดับ 200 หนังที่ได้รับคะแนนสูงสุดตลอดกาลของ imdb ชื่อไทยว่า "บทเพลงในโลกมืด"


พล็อตเรื่องนั้นไม่ต้องรู้เลยจะดีที่สุด เอาเป็นว่าสนุกมาก ๆ หนังหักมุมแล้วหักมุมอีก (แต่ต้องดูแบบเอาสนุกครับ อย่าคิดมาก) ที่เจ๋งก็คือเป็นหนังที่ครบรสจริง ๆ ทั้งตลก ตื่นเต้น แอ็คชั่น เพลงก็เพราะ (แต่ไม่มีฉากเต้นรำ) หนังอินเดียยุคใหม่เขาไม่ธรรมดา


10.Words Bubble Up Like Soda Pop (Netflix)

อนิเมะใส ๆ วัยรุ่น ดูแล้วชุ่มชื่นหัวใจดีครับ ชื่ออังกฤษ "Words Bubble Up Like Soda Pop" ชื่อไทย "ถ้อยคำเอ่อล้นด้วยหัวใจรัก"


เนื้อเรื่องว่าด้วยสองหนุ่มสาว หนุ่มขี้อายชอบเขียนกลอนไฮกุแล้วโพสต์ลงโซเชียล (แต่ไม่มีใครกดถูกใจเลย) สาวไม่มั่นใจ จัดฟันแล้วต้องใส่แมสก์ปิดปากตลอด (ทั้งที่มีคนติดตามเธอในออนไลน์เป็นแสน) สองคนพบกันในห้างสรรพสินค้า พร้อมภารกิจตามหาแผ่นเสียงที่หายไปของคุณตาผู้กอดซองแผ่นเสียงติดตัวไว้ตลอดเวลา


เรื่องราวไม่มีอะไรตื่นเต้น ไม่ยิ่งใหญ่ ธรรมดา ๆ แต่เชื่อว่าถ้าเกิดกับเราในวัยนั้น จะเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม เรื่องนี้ภาพสวย สีสันสดใส ตลกน่ารักสไตล์อนิเมะ ที่ชอบสุดคือเพลงฉากจบที่เป็นเหมือนหัวใจของเรื่อง


11.Clickbait (Netflix)

ซีรีส์ที่ให้ 10/10 ไปเลย ไม่ยาวมาก มีแค่ 8 ตอน ตอนละ 50 นาที เข้มข้นทุกตอน เรื่องราวของ "นิค" ชายหนุ่มสุดแสนจะเพอร์เฟ็ค รักลูกรักเมีย การงานไม่เคยบกพร่อง แต่จู่ ๆ วันหนึ่งถูกจับตัวไป คนร้ายปล่อยคลิปวิดีโอเป็นภาพเขาถือป้ายว่า "ผมทำร้ายผู้หญิง" "ถ้าคลิปนี้มีคนดูถึง 5 ล้านวิว ผมจะต้องตาย"


ปรากฏว่าคลิปนี้ไวรัล โด่งดังอย่างรวดเร็วและกลายเป็นข่าวใหญ่ พร้อม ๆ กับการขุดข้อมูลของนิคและครอบครัวออกมาแฉต่อสาธารณะ (แบบที่คนตกเป็นข่าวต้องเจอ) และยิ่งขุดก็ยิ่งพบความลับลวงพรางบางอย่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ...ซึ่งผมเล่าได้เท่านี้ครับ ที่เหลือต้องดูเอง


บอกไว้ก่อนว่าไม่ทางเดาถูกว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร ตกลงใครคือคนดี ใครคือคนร้าย หนังหักมุมไปมา แต่พอเฉลยออกมาก็สมเหตุสมผลมาก ๆ ซึ่งนับเป็นเรื่องหาได้ยากในซีรีส์แนวนี้ที่มักตกม้าตายตอนเฉลย แต่เรื่องนี้สมบูรณ์แบบครับ แถมยังมีความดราม่าเข้มข้นบนความสัมพันธ์ชีวิตคู่ ครอบครัว และพี่น้อง (รวมถึงแทรกเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของสีผิวและเชื้อชาติในสังคมอเมริกันอีกด้วย) นักแสดงได้รับบทบาทเข้มข้นทุกคน เพราะแต่ละตอนจะผลัดกันให้แต่ละตัวละครเป็นตัวเดินเรื่อง


ใครชอบซีรีส์กระชับฉับไว เปิดเรื่องไม่กี่นาทีก็พีค แล้วนำไปสู่การตามล่าหาความจริง พอเฉลยแล้วน่าทึ่ง ภาพสวย เพลงประกอบเพราะ โทนหนังไม่โหด ไม่รุนแรง ไม่ดาร์ค และฉลาดในการเล่าเรื่อง แนะนำเรื่องนี้เลยครับ


12.Cruella (Disney+)

สนุกกว่าที่คิดไว้มาก มิน่าเสียงวิจารณ์จากทั่วโลกชื่นชมกันเยอะ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ เราคงได้ดูหนังฟอร์มใหญ่เรื่องนี้ในโรง คงได้เห็นโปสเตอร์ยักษ์ ลายบนถังป็อปคอร์นใหญ่ วัยรุ่นและครอบครัวจูงมือกันไปดู แต่พอเจอโควิด ก็เลยได้ดูอยู่กับบ้าน ซึ่งสะดวกดี แต่ความอลังการลดลงไปพอสมควร


เรื่องราวเล่าถึงตัวละครชื่อ Cruella ที่หลายคนรู้จักดีในหนังดังแห่งยุค 90s เรื่อง 101 dalmatians (เวอร์ชั่นแสดงโดย Glenn Close ที่จุดกระแสความอยากเลี้ยงหมาลายจุด) โดยครั้งนี้หนังเล่าถึง "จุดกำเนิด" ของ Cruella ว่าจากพนักงานนักออกแบบเสื้อผ้าที่ชื่อ Estella เธอกลายมาเป็น Cruella ผู้หญิงที่ดูมืดดำ ใจร้าย และขโมยลูกหมาดัลเมเชียนไปเพื่อทำเสื้อขนสัตว์ได้อย่างไร


ปกติผมไม่ค่อยได้ดูหนังเรต PG สไตล์ดิสนีย์สักเท่าไร (มันน่ารักเกินไป) แต่เรื่องนี้สนุกครับ ตลกด้วย ผมชอบการเคลื่อนที่ของกล้องที่สวิงสวาย ลีลาเยอะจนน่าติดตามตลอดเวลา เรียกว่าไม่มีช่วงกราฟตก สองชั่วโมงนิด ๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ภาพสวยงามอลังการทั้งเสื้อผ้าหน้าผม เพลงดัง ๆ คุ้นหูเพียบ (ร็อค พังก์ อังกฤษยุค 70s) น้องหมาน่ารักมาก Emma Stone เธอเล่นเป็นนางเอก มีเสน่ห์เหมือนเช่นเคย Emma Thompson เล่นเป็นตัวร้ายได้สมบทบาท น่าหมั่นไส้ หลงตัวเองได้ที่สุดในโลก


สรุปว่าชอบมากครับ แนะนำเลย


13.Mindhorn (Netflix)

ชอบมาก สนุกมาก ตลกมาก รักมาก เหมือนเจอไอเท็มลับ เป็นหนังเก่าตั้งแต่ปี 2016 แต่ผมยังไม่เคยเห็นใครรีวิวเรื่องนี้เลย


เรื่องราวเล่าถึง "ริชาร์ด" อดีตดาราทีวีที่เคยโด่งดังในยุค 80s จากการรับบทเป็น "นักสืบไมน์ฮอร์น" ตัวละครสุดเท่ในซีรีส์ยอดฮิต เหตุการณ์ตัดฉับมาที่ 25 ปีต่อมา ปัจจุบันริชาร์ดกลายเป็นดาราตกอับ รับงานโฆษณาสินค้าบ้าน ๆ ความหล่อเหลาไม่มีเหลือ หัวล้าน ลงพุง แต่ก็ยังรอคอยโอกาสจะกลับมาดังอีกครั้ง จนกระทั่งวันนึง เขาได้รับการติดต่อจากตำรวจว่ามีผู้ร้ายโรคจิตคนนึงจับหญิงสาวเป็นตัวประกัน และยื่นเงื่อนไขว่าคนเดียวที่คนร้ายจะเจรจาต่อรองด้วยก็คือ "นักสืบไมน์ฮอร์น" (ซึ่งไม่มีอยู่จริง แต่คนร้ายสติไม่ดี จึงเชื่อว่ามีจริง) ริชาร์ดเล็งเห็นว่านี่อาจเป็นโอกาสที่ทำให้เขากลับมาดัง เขาจึงตกลงรับบทเป็นนักสืบไมน์ฮอร์นอีกครั้ง


เนื้อเรื่องต่อจากนี้ ต้องลองไปดูกันเองครับ รับรองว่าสนุกสนาน ไม่เครียด เขียนบทได้ดี ตลกร้ายประชดประชันหน้าตายตามสไตล์อังกฤษ ไม่โฉ่งฉ่างแบบอเมริกันชน


นานมากแล้วที่ผมไม่ได้ดูหนังตลกที่ "สะอาด" แบบนี้ ในความหมายว่าไม่มีฉากลามก ตลกหยาบคาย เล่นใหญ่โตบ้านพังเป็นแถบอะไรแบบนั้น เพราะหนังเรื่องนี้ตลกแบบชาญฉลาดด้วยเนื้อเรื่อง คำพูด และแคแรกเตอร์ของตัวละคร โดยทั้งหมดนี้ไม่ต้องมีดาราดัง ไม่ต้องมีนักแสดงหนุ่มสาวเลย


14.Bad Trip (Netflix)

ตลกมาก แนะนำครับ แต่อาจไม่เหมาะกับทุกคน ปกติผมไม่ค่อยได้กดดูหนังตลกเท่าไร ยิ่งโดยเฉพาะโปสเตอร์ที่ดูตั้งใจฮาขนาดนี้ ยิ่งแทบไม่เคยดู แต่พอไปอ่านรีวิว ปรากฏว่าคนชมเยอะมาก ๆ ว่าตลกจริง เลยกดดูสักหน่อย ผลคือ "ตลกมากกกก" ผมนี่ฮาลั่นบ้าน


ที่ผมบอกว่าอาจไม่เหมาะกับทุกคน ก็เพราะหนังเรื่องนี้เป็นแนวที่เรียกว่า Hidden Camera Prank ครับ (แกล้งผู้คน แล้วซ่อนกล้องแอบถ่ายเอาไว้เพื่อดูปฏิกิริยา...ซึ่งแน่นอนว่าถ่ายเสร็จแล้วก็ต้องขออนุญาตเผยแพร่) ดังนั้นถ้าใครไม่ชอบวิธีแบบนี้ ไม่ชอบมุกของเสียจากร่างกายทั้งหลายแหล่ ก็ขอให้ผ่านหนังเรื่องนี้ไปได้เลยครับ แต่ถ้าใครรับได้ (ซึ่งเอาจริง ในเรื่องนี้ไม่ได้แกล้งอะไรหนักหนาขนาดนั้น แถมบางฉากยังแอบซึ้งดราม่า) ก็เตรียมตัวฮาได้เลย


ความเจ๋งของเรื่องนี้ก็คือ หนังไม่ได้แค่รวมคลิปวิดีโอซ่อนกล้องแกล้งคนไว้แล้วเอามาต่อ ๆ กัน แต่หนังมีพล็อตเรื่องที่เดินไปข้างหน้า แล้วจึงค่อย ๆ หยอดวิดีโอแกล้งคนไว้ระหว่างทางให้เข้ากับเนื้อเรื่อง


โดยพล็อตเรื่องก็คือ สองหนุ่มเพื่อนรัก "คริส" กับ "บั๊ด" เดินทางจากฟลอริด้าไปนิวยอร์ค เพื่อต้องการไปสารภาพรักกับหญิงสาวที่เป็นเพื่อนสมัยเรียน โดยทั้งคู่ขโมยรถพี่สาวของบั๊ดซึ่งเป็นนักโทษหญิงจอมโหดไปใช้ เมื่อพี่สาวออกจากคุก จึงออกตามล่ารถคืนมา


พล็อตมีเท่านี้เองครับ แต่ความสนุกคือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง เราจะได้เห็นคลิปที่นักแสดงแกล้งทดสอบผู้คนต่าง ๆ นานาเพื่อดูสิว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เช่น อยู่ดี ๆ ก็เต้นรำดีใจเกินเหตุ เติมน้ำมันแล้วน้ำมันไม่หยุดไหล เมาอ้วกพุ่ง หลุดเข้าไปในกรงกอริลล่าแล้วโดนกอริลล่าปล้ำ และอื่น ๆ อีกมากมายที่บ้าบอเหลือเกิน


เรื่องนี้ต้องดูแบบไม่คิดมาก อย่าจับผิด อย่าไปหาสาระ แล้วจะตลกมากครับ


15.Us and Them (Netflix)

หนังไต้หวันแนะนำมาก ๆๆ ครับ เต็ม 10 ให้ 100 นี่คือหนึ่งในหนังชอบที่สุดในปีนี้ ประทับใจจนต้องเก็บเข้าลิสต์ My Favorite Movies of All Time ชื่อเรื่องว่า "后来的我们" ชื่ออังกฤษ "Us and Them" ชื่อไทย "ความรักแปลกหน้าของสองเรา"


หากคิดว่านี่เป็นแค่หนังรักวัยรุ่นวุ่นรักอีกเรื่องหนึ่ง ก็แปลว่าคุณเข้าใจผิดเหมือนผมผู้ซึ่งเห็นโปสเตอร์หนังเรื่องนี้สักพักแล้ว แต่ไม่คิดจะดู ไปอ่านรีวิวใน imdb เห็นได้คะแนนเยอะมาก แต่ก็ยังไม่ดู ด้วยคิดว่าหนังโรแมนติกกับฉันมันคงพ้นวัยไปแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งไม่รู้จะดูอะไร หนังเรื่องนี้ก็ผ่านเข้ามา สุดท้ายกลายเป็นว่าชอบมาก เป็นหนังเรื่องแรกที่นั่งดูอยู่บ้านแล้วน้ำตาไหล ร้องไห้ออกมา ดูจนจบเครดิต ก็ยังอินอยู่ในอารมณ์ นี่ถ้าดูอยู่ในโรงหนัง คงเช็ดน้ำตาไม่ทันตอนเขาเปิดไฟ


Us and Them เล่าตัดสลับระหว่างปี 2007 และปี 2018 โดยในปี 2007 สองหนุ่มสาววัย 20 ต้น ๆ พบกันโดยบังเอิญบนรถไฟ ในวันที่คนจำนวนมากกลับไปเยี่ยมบ้านที่ชนบทในเทศกาลตรุษจีน ปรากฏว่าวันนั้นรถไฟต้องหยุดวิ่งเนื่องจากหิมะตกหนัก สองคนจึงนั่งคุยฆ่าเวลาเพื่อจะพบว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน เข้าเมืองหลวงไปหาอนาคตที่ปักกิ่งเหมือน ๆ กัน


ฝ่ายชายดูเป็นคนจริงจัง เพิ่งจบมหาวิทยาลัย ความฝันคืออยากเป็นนักสร้างเกมออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จ ฝ่ายหญิงดูห้าว ๆ ดื่มเก่ง เล่นไพ่เป็น หัวเราะเสียงดัง เรียนจบแค่มัธยม ทำงานพนักงานรับจ้างทั่วไปในเมือง ความฝันคือเจอผู้ชายสักคนที่หน้าที่การงานดีพอจะเลี้ยงดูเธอให้อยู่ในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งได้ เธอเคยมีแฟนมาบ้าง แต่ก็ผิดหวังทุกครั้งไป


เดาได้ไม่ยาก ในเวลาต่อมาสองคนนี้ย่อมต้องตกลงหลุมรักกันในที่สุด อย่างไรก็ตาม หนังเล่าข้ามไปในปี 2018 ภาพหนังกลายเป็นขาวดำ บนเครื่องบินที่กำลังเตรียมมุ่งหน้าปักกิ่ง สองชายหญิงในวัย 30 กว่า ๆ บังเอิญได้พบกันอีกครั้ง ในสถานะที่ดูก็รู้ว่าไม่ได้เป็นคนรักกัน และไม่ได้พบกันนานแล้ว


เหตุการณ์เหมือนเกิดซ้ำ วันนั้นเครื่องบินต้องยกเลิกเที่ยวบินเนื่องจากหิมะตกหนัก สองคนรักเก่าจึงติดอยู่ในโรงแรม พร้อมกับโอกาสทบทวนว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นนะ ทำไมเราจึงเลิกกัน? ...จากนั้นหนังก็ค่อย ๆ เล่าย้อนกลับไปในปี 2007 2008 2009 2010 เรื่อยมาจนบรรจบกับปัจจุบัน


ถ้าอ่านเพียงเท่านี้ ก็ยังอาจนึกว่าเป็นเพียงหนังรักของคนเหงา ซึ่งก็มีส่วนถูกไม่น้อยครับ เรื่องราวความรักนั้นหนังทำได้ "ถึง" มาก ในความหมายว่าเป็นความรักที่เราเห็นพัฒนาการ จากรักแบบวัยรุ่นไปสู่รักแบบผู้ใหญ่ รายละเอียดความรู้สึกที่ซ่อนไว้ ภาษาภาพที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใด ๆ การให้คุณค่าที่แตกต่างกันระหว่างชายหญิง (ผู้ชายอยากสร้าง House ผู้หญิงอยากได้ Home) สำหรับผมนี่คือหนังรักที่สมบูรณ์แบบ


แต่มากไปกว่านั้น มากกว่าเรื่องราวความรักหนุ่มสาว พื้นหลังของหนังยังฉายภาพให้เห็นถึงความยากลำบากของการสร้างเนื้อสร้างตัวในเมืองหลวง คนชนบทที่อพยพเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ แต่ต้องอยู่ห้องเช่ารูหนู หรือในบางกรณีคือห้องที่อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นดิน ทั้งหมดก็ด้วยความหวังว่าสักวันฉันจะสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นเศรษฐีให้ได้ ในยุคที่ทุนนิยมไหลทะลักเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่


เท่านั้นไม่พอ มากของมากไปกว่านั้น พล็อตรองของหนังยังเล่าถึงความรักระหว่างพ่อกับลูกชาย พ่อพระเอกเป็นเจ้าของร้านอาหารเล็ก ๆ ในชนบท พ่อผู้แก่ชราลงทุกปี ๆ รอคอยการกลับมาเพียงปีละครั้งของลูกชาย เป็นห่วงลูกว่าทำเกมออนไลน์จะเป็นอาชีพได้จริงหรือ ส่วนลูกชายนั้นเล่าก็เฝ้าแต่รำคาญที่พ่อใช้รีโมทกดทีวีรุ่นใหม่ไม่เป็นสักที เมนูอาหารก็ทำซ้ำเดิมทุกปี และเขาเองก็ไม่กล้าบอกพ่อว่าความฝันที่จะสร้างฐานะในเมืองใหญ่แล้วพาพ่อไปอยู่ด้วยนั้น...เขายังทำไม่ได้สักที


สรุปว่าเรื่องนี้แนะนำขั้นสูงสุด ภาพสวย เพลงเพราะมาก ดูไปจนจบเครดิตนะครับ เพราะระหว่างนั้นยังมีเซอร์ไพรซ์อีก 2 อัน อันแรกดูแล้วยิ้ม หัวเราะ อันที่สองนี่คือซึ้งจนน้ำตาไหลอีกรอบ เรียกว่ากะไม่ให้ทันได้เช็ดน้ำตากันเลยทีเดียว ถ้ามีเวลา ถ้าชอบมาก ผมอยากให้ลองดูซ้ำอีกรอบ จะเก็บรายละเอียดได้อีกมาก หนังเรื่องนี้ไม่ธรรมดา ส่วนตัวผมคิดว่าระดับน้อง ๆ "เถียนมีมี่ 3,650 วัน...รักเธอคนเดียว" ได้เลย


16.Mirage (Netflix)

หนังสเปนแนะนำครับ สนุกมาก ชื่อเรื่องภาษาสเปน Durante la tormenta ชื่ออังกฤษ Mirage และชื่อไทย ภาพลวงตา เรื่องราวเล่าได้ไม่มาก ไม่ต้องรู้เลยจะดีที่สุด ผมเองก็ดูแบบไม่รู้อะไรเลย ตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็นหนังทริลเลอร์ระทึกขวัญ ดูไปสักพักคิดว่าหนังผี วิญญาณอาฆาต แต่พอดูไปเรื่อย ๆ ได้ข้อสรุปว่านี่คือหนังโรแมนติกที่มีความลุ้นอยู่ในตัว เกี่ยวข้องฆาตกรรม ปริศนาที่รอการเฉลย โลกคู่ขนาน ไซไฟ และความรัก


ผมชอบที่ผู้กำกับคุมบรรยากาศหนังได้ดี ชอบที่เลือกเพลง Time After Time เชื่อมตัวละครเข้าไว้ด้วยกัน ชอบบทที่เขียนดีมีเหตุผล ตอนเฉลยแล้วไม่รู้สึกผิดหวัง และสุดท้ายชอบเสน่ห์ของนักแสดงสเปน ชายหล่อหญิงสวยน่ามองแบบละสายตาไม่ได้เลย ใครดูแล้วชอบเรื่องนี้ แนะนำอีกเรื่อง ผู้กำกับคนเดียวกัน โทนหนังใกล้เคียงกัน ชื่อเรื่อง The Invisble Guest (2017) ดูได้ใน netflix เช่นกัน


17.Sheherazade (Netflix)

หนังฝรั่งเศสแนะนำ ชื่ออ่านยากหน่อย เป็นหนังปี 2018 เรื่องนี้ค่อนข้างอินดี้หน่อย เข้าชิงและกวาดรางวัลมาหลายเวที แต่คนรีวิวน้อย (ส่วนใหญ่ชื่นชม) ผมดูแล้วชอบกว่าที่คาดไว้มาก Sheherazade คือชื่อของนางเอกในเรื่อง (ซึ่งน่าจะตั้งใจให้เหมือนกับชื่อของตัวละครหลักในเรื่องอาหรับราตรี) แต่แกนกลางของเรื่องดำเนินโดยพระเอกครับ


เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ Marseille ฝรั่งเศส หนังเล่าเรื่องของ "แซค" หนุ่มวัยรุ่นอายุ 17 ปี เปิดมาฉากแรกเราก็เห็นเลยว่าเขาน่าจะเป็นเด็กมีปัญหา เขาเพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำ กลับไปบ้านแม่ก็อยากไม่ต้อนรับ จึงกลับไปพวกวัยรุ่นด้วยกัน ไม่นานก็ได้รู้จักกับโสเภณีริมถนน ผู้เป็นนางเอกของเรื่อง จับพลัดจับผลูไปอยู่ด้วยกัน ไป ๆ มา ๆ ชายหนุ่มกลายเป็นผู้คุ้มครองโสเภณีในย่านนั้น และจะเกิดเรื่องราวตามมาต่อจากนั้น


ความน่าสนใจของหนังเรื่องก็คือ การถ่ายทำให้หนังออกมาในแนวที่เรียกกันว่า neo-realism คือ เล่าเรื่องชีวิตของคนชนชั้นล่าง สะท้อนสังคม ไม่เน้นถ่ายสวย ไม่เน้นบีบคั้นอารมณ์ เห็นสิวนักแสดง เห็นความหมองคล้ำ บทสนทนาเหมือนคนคุยกันจริง ๆ ซึ่งหากไม่เข้าใจหนังแนวนี้ ก็อาจคิดไปว่าทำไมหนังแปลกๆ และถ่ายไม่สวย (ซึ่งก็จริงครับ แต่ก็แลกมาด้วยความสมจริง)


ใครไม่เคยดูหนังแนว ๆ นี้ ถ้ามีเวลา อยากให้ลองดูครับ ถือเป็นประสบการณ์ชั้นดี ดูไม่ยาก ไม่น่าเบื่อ เพียงแต่อาจไม่เร้าใจเหมือนหนังฮอลลีวู้ดเท่านั้นเอง


18.The Fundamentals of Caring (Netflix)

ใครชอบหนังแนว Road Movie (ตัวละครออกเดินทางด้วยกัน พบกับความเปลี่ยนแปลง จนได้เรียนรู้และเข้าใจกันมากขึ้น) เรื่องนี้ไม่น่าจะผิดหวังครับ ขนาดผมเฉย ๆ กับหนังแนวนี้ (เพราะรู้สึกว่าสูตรสำเร็จเกินไป) ยังดูแล้วชอบ


เรื่องราวเล่าถึง "เบน" ชายผู้มีปม เพราะลูกชายเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก เขาสมัครเข้าอบรมหลักสูตรเป็นผู้ให้การดูแล (caregiver) และได้ไปทำงานดูแลผู้ป่วยที่บ้านหลังหนึ่ง ผู้ป่วยคนนั้นชื่อ "เทรเวอร์" หนุ่มวัย 18 ปี ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อลีบ เดินไม่ได้ เทรเวอร์เป็นวัยรุ่นนิสัยแย่ กวนประสาท ชอบพูดจาลามกหยาบคาย แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเกราะกำบังความอ่อนแอในใจ เนื่องจากพ่อเทรเวอร์ทิ้งเขาไปตั้งแต่ตอน 3 ขวบ เพราะเขาถูกวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อลีบ


แม้จะต้องนั่งอยู่แต่บนรถเข็น แต่เทรเวอร์ก็ชอบเอาแผนที่มากางดูจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ ในอเมริกา จนกระทั่งวันนึงเบนตัดสินใจชวนให้เทรเวอร์ออกเดินทาง แทนที่จะเอาแต่อุดอู้อยู่กับบ้าน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่สนุก ได้เรียนรู้ พบจุดเปลี่ยน เสียงหัวเราะ เสียน้ำตา เข้าใจ และปล่อยวาง


ไม่ถึงกับเป็นหนังยอดเยี่ยม แต่ดีกว่าที่คิดไว้มาก ๆ ดูแล้วไม่เสียเวลา ได้ฮาหลายฉาก ได้ยิ้มอิ่มใจ ได้ซาบซึ้งนิด ๆ เพลงประกอบเพราะมาก ฉากสวยงาม เท่านี้ก็พอแล้วครับสำหรับหนังความยาวแค่ 90 นาที


19.Calibre (Netflix)

ลุ้นมาก พล็อตเรื่องเล่าอะไรไม่ได้มาก (อีกแล้ว) เอาเป็นว่านี่คือเรื่องของเพื่อนรักสองคนชวนกันเข้าป่าล่าสัตว์ แต่เกิดเหตุไม่คาดฝัน ต้องตัดสินใจบางอย่างที่คนดูอย่างเราคงบอกว่ามันผิดศีลธรรม


แต่คำถามก็คือแน่ใจหรือว่าถ้าเป็นเรา เราจะไม่ทำแบบพวกเขาบ้าง? เรื่องนี้ดูง่าย ไม่มีพล็อตรองให้ต้องคิด มีแต่พล็อตหลักตรงไปตรงมา และนำไปสู่ฉากไคลแม็กซ์ที่รับรองว่าลืมหายใจครับ


20.Squid Game (Netflix)

ซีรีส์เรื่องนี้สนุกดี ดูแล้วติดหนึบ ฮึบ ๆ เอาใจช่วยตลอด ตอนแรกผมคิดว่าคงไม่ดู เพราะเห็นรีวิวหลายคนบอกงั้น ๆ ผิดหวัง ยาวไปหน่อย น่าจะทำเป็นหนัง แต่กระแสชักแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องดูในที่สุด แล้วก็พบว่า สนุกดี ไม่น่าเบื่อเลย ตอนจบอาจแผ่วไปหน่อย พล็อตอาจคาดเดาได้ แต่โดยรวมถือว่าดีมาก ชอบมาก เอาเป็นว่าถ้าไม่ดูแบบคาดหวังให้เป็นมาสเตอร์พีซ ก็ไม่น่าจะผิดหวัง เผลอ ๆ จะดู 9 อีพีรวดเดียวจบ


พล็อตอย่างสั้นที่สุด มันคือหนังในสไตล์ Survival Game คือจับคนมารวมกัน แล้วแก่งแย่งแข่งขันจนถึงแก่ชีวิต คนสุดท้ายที่ผ่านด่านจะได้รับเงินรางวัลมหาศาล ถือเป็นพล็อตมาตรฐาน มีหนังและซีรีส์ทำออกมาหลายเรื่อง


แต่สำหรับผม ความเจ๋งของซีรีส์เรื่องนี้คือมันเป็นหนังที่ "มีสไตล์" ในความหมายว่างานด้านภาพและเสียงถูกออกแบบมาให้โดดเด่นเป็นพิเศษ สีสันสดใส เครื่องแต่งกาย วัตถุ ฉากหลัง ดนตรีประกอบ เรียกว่าล้วนน่าจดจำ พร้อมทำออกมาเป็นของเล่นจริง ๆ ให้ผู้คนได้สนุกในแบบที่เรียกว่า Theme Park ได้เลย


ส่วนทีมนักแสดงนั้นไม่ต้องพูดถึง เลือกมาเหมาะกับบทบาททุกคน มีเสน่ห์ทุกคน แถมพอเป็นคนเอเชียด้วยกัน หน้าตาไปทางเดียวกัน เราคนไทยดูแล้วก็เลยนึกไปถึงคนดังคนนั้นคนนี้ เพิ่มความสนุกเข้าไปอีก


แว่วมาว่าเรื่องนี้มีโอกาสขึ้นเป็นซีรีส์ที่คนดูมากที่สุดบน netflix ทั่วโลก เกาหลีเขามาแรงจริง ๆ หนัง เพลง ซีรีส์ ชั่วโมงนี้ยกให้เขาเลย ส่วนบ้านเราเรื่องนี้ก็ถือว่ากระแสแรงมาก น่าจะแรงที่สุดในปีนี้ด้วยครับ




1,394 views0 comments
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

กรอกข้อมูล รับฟรี! ebook บนท้องฟ้ารถไม่เคยติด

arrow&v