หนังสือที่อ่านแล้วชอบ Q2 2021 (ตอน 1)

เป็นประจำทุกสัปดาห์ ผมจะแนะนำหนังสือที่อ่านแล้วชอบไว้ในแฟนเพจ boy's thought อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบของ facebook ทำให้การสืบค้นโพสต์เก่า ๆ ทำได้ยาก ผมจึงนำมารวบรวมไว้ในเว็บไซต์ เผื่อว่าใครจะลองไปหามาอ่านบ้าง โดยครั้งนี้จะเป็นหนังสือที่ผมอ่านในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน 2021 ครับ มาเริ่มกันเลย (ส่วนหนังสือที่อ่านแล้วชอบ Q1 2021 อ่านย้อนหลัง กด ที่นี่ ครับ)

ภาพถ่ายโดย cottonbro จาก Pexels


1.หลุดกรอบบุคลิกภาพ (Personality isn't Permanent)

เล่มนี้อ่านง่าย เขียนดี มีประโยชน์ ว่าด้วยประเด็นที่น่าสนใจ นั่นคือ "แบบทดสอบบุคลิกภาพที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง เช่น myers briggs, enneagram, DISC, Birkman ทำแล้วได้รู้ว่าฉันเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ ตกลงแล้วมันเวิร์คจริงหรือเปล่า?" ซึ่งคำตอบของหนังสือเล่มนี้ ก็ชัดเจนด้วยสิ่งที่ผู้เขียนเรียกแบบทดสอบเหล่านี้ว่า "ไร้สาระ โง่ และบางอันถูกทำขึ้นโดยคนที่ไม่เคยอบรมด้านจิตวิทยา" โอโห แรงมาก แต่ก็เข้าใจได้ครับว่าต้องเขียนแบบนี้จะได้น่าสนใจ


ส่วนตัวผมชอบที่หนังสือเล่มนี้อ่านง่าย เพราะเขียนแบบโครงสร้างสูตรสำเร็จของหนังสือฮาวทู นั่นคือ


  1. เกริ่นถึงปัญหาที่มีอยู่ (แบบทดสอบไม่เวิร์ค มันกำหนดตัวตนเราเกินไป)

  2. ความเชื่อผิด ๆ อะไรบ้างที่มีอยู่ (เช่น เชื่อว่าบุคลิกภาพแบ่งประเภทได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถูกวัดผลจากอดีต)

  3. แล้วสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร (เป้าหมายชีวิตต่างหากที่กำหนดตัวตนของเรา ต้องลองสิ่งใหม่ ต้องมีความปรารถนาอันแรงกล้า ต้องมีความมั่นใจ)

  4. สิ่งที่เราต้องทำมีอะไรบ้างเพื่อให้เราเป็นคนใหม่ (วิธีเปลี่ยนบุคลิกภาพคือ 1เยียวยาบาดแผลใจในอดีตด้วยการหาผู้รับฟัง 2มองเรื่องราวในอดีตว่าไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ เขียนเรื่องราวในอนาคตขึ้นใหม่ จินตนาการถึงสิ่งที่อยากเป็นในอีก 3 ปีข้างหน้า 3ยกระดับจิตใต้สำนึกด้วยการฝึกอดอาหารและฝึกแบ่งปัน 4.ออกแบบสิ่งแวดล้อมใหม่ ด้วยการสร้างเครื่องเตือนใจให้เราลงมือทำสิ่งดี ละทิ้งสิ่งไม่ดี และฝึกให้ตัวเองลงมือทำแบบไฟท์บังคับ)


อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนตัว ผมรู้สึกว่าเอาเข้าจริงสิ่งที่เขานำเสนอนั้นไม่ค่อยตรงประเด็นสักเท่าไหร่ คล้ายกับการโต้วาทีผิดประเด็น เนื่องจากผมคิดว่าแบบทดสอบบุคลิกทั้งหลายนั้นวิเคราะห์สิ่งที่เราเป็นมาในอดีตเพื่อมองหาแพทเทิร์นหรือรูปแบบของเรา (เช่น ถนัดทำงานเป็นทีมหรือทำงานคนเดียว ได้รับพลังเมื่ออยู่คนเดียวหรืออยู่กับคนเยอะ ๆ สนใจในรายละเอียดหรือชอบมองภาพรวม) แต่หนังสือเล่มนี้กลับมุ่งไปในประเด็นว่า อดีตเคยเป็นอย่างไรไม่สำคัญ หากเรามีเป้าหมายที่แรงกล้าในอนาคต เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ซึ่งเอาเข้าจริงคนละเรื่องกับบุคลิกภายในที่เราเป็น ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ แต่ค่อนข้างยาก


อย่างผมเอง เป็นคนเงียบ ๆ ไม่ชอบพูด ได้รับพลังเมื่ออยู่คนเดียว แต่วันหนึ่งชีวิตจับพลัดจับผลู มีโอกาสเข้ามา กลายเป็นนักพูด บรรยายไปทั่ว เงินดีมาก ผมก็ค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนพูดบนเวทีได้ พูดต่อหน้าคนเป็นพันก็เคยมาแล้ว แต่เมื่อทำไปเรื่อย ๆ ก็ยอมรับว่าไม่ใช่ธรรมชาติตัวเอง เหนื่อยไปหน่อย สุดท้ายเมื่อไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ไม่ต้องทำเป็นอาชีพก็ได้ ผมก็ค่อย ๆ กลับมาที่ฐานที่มั่นเดิมของตัวเองนั่นคือ เงียบ ๆ ไม่ชอบพูด ได้รับพลังเมื่ออยู่คนเดียว ทุกวันนี้ผมอยู่บ้านแทบทุกวันและรู้สึกสงบสุขมาก


จึงไม่ถูกเสียทีเดียวที่จะบอกว่าแบบทดสอบบุคลิกภาพนั้นไร้สาระ ผมตอบคำถามแบบทดสอบ myers briggs แล้วออกมาเป็นคนประเภท INFJ ซึ่งเมื่ออ่านบทวิเคราะห์แล้วก็ตรงมาก ใครสนใจลองทำบ้าง กด ที่นี่


ดังนั้นที่ถูกต้องกว่าน่าจะเป็นแบบนี้ครับ แบบทดสอบบุคลิกภาพทำให้เรารู้จักตัวเองว่าเรามีนิสัย มีจริต มีสันดาน มีกรรมเก่าแบบนี้ แต่ที่สุดแล้วถ้าเราอยากเปลี่ยนตัวเองเพื่อเป้าหมายบางอย่างนั้น เราก็ทำได้ เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แต่อย่างไรก็ตาม "ส่วนลึก ๆ ในตัวเรา" จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ วันนึงมันจะกลับมาที่สันดานเดิม (เว้นแต่จะเจอการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล เช่นในเล่มนี้พูดถึงการได้พบพระเจ้า)


Personality isn't Permanent หลุดกรอบบุคลิกภาพ เขียนโดย Benjamin Hardy สำนักพิมพ์ แคคตัสพับลิชชิ่ง ในเครือ B2S ราคาปก 269 บาท


2. ความสัมพันธ์ (Relation)

ดีที่สุดเล่มหนึ่งตั้งแต่ผมเคยอ่านหนังสือที่ว่าด้วย "ความสัมพันธ์" ผมให้นิยามสั้น ๆ สำหรับเล่มนี้ว่า "หนังสือโคตรไม่โรแมนติก" ที่บอกแบบนี้ก็เพราะประเด็นตั้งต้นของเนื้อหา ผู้เขียนบอกว่า ความเชื่อและค่านิยมต่าง ๆ เกี่ยวกับความรักที่เรายึดถือกันอยู่ตอนนี้นั้น เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อ 250 ปีก่อน ซึ่งคือ "ยุคโรแมนติก" นั่นเอง โดยมันสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน และยังถูกเล่าขานผ่านเพลง หนัง หนังสือ


ความเชื่อที่ว่านั้นก็อย่างเช่น ความรักคือการใช้ความรู้สึกนำพาหัวใจไป โลกนี้มีคนที่ใช่สำหรับเรา เขารอเราอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง เขาคือคนที่รู้ใจ พอดีกับเราไปเสียทุกอย่าง ไม่ต้องพูดอะไร เขาก็รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร ส่วนเราเองก็ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะรักแท้คือการที่ใครสักคนยอมรับในแบบที่เราเป็น เขาจะเป็นทุกอย่างให้กับเรา และเราสองคนจะไม่มีความลับต่อกัน


ทั้งหมดนี้ผู้เขียนบอกว่า นี่คือ "หายนะของความรัก" มันทำให้เกิดความคาดหวังที่ไม่มีทางสมหวังได้ง่าย ๆ ทำให้เกิดความกดดัน และชีวิตคู่จะกลายเป็นงานที่ยากลำบาก


วิธีที่ผู้เขียนนำเสนอ ก็คือ ให้แทนที่แบบแผนของลัทธิโรแมนติกด้วยความรักที่มีวุฒิภาวะทางจิตวิทยา เช่น ยอมรับว่าเราและคู่มีข้อบกพร่อง เราไม่มีวันพบทุกอย่างที่ถูกใจในคนอีกคน และเรื่องที่ดูไม่โรแมนติกอย่างเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เรื่องการรีดผ้าและการทำงานบ้าน ก็เป็นเรื่องที่คู่รักต้องตกลงกันให้ชัดเจน


ผมชอบที่หนังสือเล่มนี้เขียนสั้น กระชับ แบ่งเป็นบทสั้น 20 บท บทนึงไม่ถึง 10 หน้า ทั้งเล่มหนา 160 หน้า เล่มเล็กมาก แต่กลับครอบคลุมประเด็นที่น่าสนใจไว้มากมาย จนผมแทบจะขีดไฮไลท์ทุกบรรทัด ที่สำคัญภาษาตลกเสียดสีอย่างร้ายกาจ เนื้อหาผสมผสานปรัชญาและจิตวิทยาไว้ได้อย่างลงตัว (แต่บางบทอ่านยากสักนิด เพราะรูปประโยคซับซ้อนตามสไตล์ภาษาอังกฤษ และผู้แปลก็อยากคงโครงสร้างภาษาแบบนี้ไว้)


ขอยกตัวอย่างบางประโยคที่ผมชอบมาก ดังนี้


  • เราผิดพลาดที่คิดไปเองว่าเรารู้วิธีที่จะรักมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก การจัดการความสัมพันธ์น่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ตามสัญชาตญาณ แต่ความรักเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้มากกว่าจะเป็นอารมณ์ที่รู้สึก

  • ไม่มีคู่ครองในอุดมคติสำหรับเราอย่างแน่นอน อะไรก็ตามที่เราชอบมาก ๆ ในตัวใครสักคน จะทำให้เขาน่าหงุดหงิดรำคาญใจในแง่อื่น ๆ ด้วย เราอาจหันไปหาคนใหม่ที่น่ารัก ทว่าความน่ารักของเขาก็จะพ่วงความด่างพร้อยมาด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • เวลาคนรักของเราทำตัวเลวร้าย สิ่งที่เขาไม่ได้พูดแต่สมควรที่จะพูดก็คือ ลึก ๆ แล้วฉันยังเป็นเด็กทารกอยู่ และในตอนนี้ฉันอยากให้คุณเป็นพ่อแม่ของฉัน ฉันอยากให้คุณเดาให้ถูกว่าจริง ๆ แล้วฉันกำลังทรมานกับเรื่องอะไรกันแน่ เหมือนที่ผู้คนทำกับฉันสมัยที่ยังเป็นเด็ก ในตอนที่ความคิดเรื่องความรักของฉันเพิ่งจะเริ่มก่อตัวขึ้น

  • เมื่อคนมีสติปัญญาและคนอารมณ์อ่อนไหวมามีความสัมพันธ์กัน พวกเขามักจะตระหนักถึงเรื่องการใช้เวลาร่วมกัน (และเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญ) แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ค่อยได้ใคร่ครวญมากนักถึงคำถามที่ว่า แล้วใครจะเป็นคนรีดผ้า?


จริง ๆ หนังสือเล่มนี้ออกมาได้ 3 ปีแล้ว และเป็นหนึ่งในซีรีส์ The School of Life ซึ่งฉบับภาษาอังกฤษนั้นค่อนข้างโด่งดัง เป็นที่พูดถึง น่าเสียดายที่พอเป็นฉบับไทยกลับเงียบหายขายไม่น่าจะดี (ในชุดที่แปลไทยมี 5 เล่ม) ทั้งที่ทีมงานไทยก็ระดับแถวหน้า (ผู้จัดการโครงการโดย ปราบดา หยุ่น) ถ้าให้ผมเดา สาเหตุคงเพราะหน้าปกที่เรียบง่ายเกินไป ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ที่จะดึงดูดให้เปิดอ่าน แถมยังเล่มเล็ก กระดาษธรรมดา คล้ายหนังสือที่อ่านจบแล้วทิ้งไว้ตามโรงแรมได้เลย ซึ่งต่างกับฉบับอังกฤษที่ทำปกแข็งอย่างดี ดูน่าสะสม (แต่ก็เข้าใจครับว่าแบบนั้นต้นทุนคงแพง และตั้งใจทำปกให้เรียบง่ายเหมือนหนังสือต้นฉบับ)


ไม่เกินไปถ้าจะบอกว่านี่คือหนึ่งในหนังสือที่ underrated หรือถูกให้คุณค่าต่ำกว่าความเป็นจริง ผมแนะนำให้หามาอ่านแบบสุด ๆ ครับ อาจหายากหน่อย เพราะออกมานานแล้ว


ความสัมพันธ์ โดย The School of Life สำนักพิมพ์ B2S ราคาปก 215 บาท


3.สูญสิ้นความเป็นคน (ฉบับการ์ตูน)

ตั้งใจว่าปีนี้จะลองอ่านอะไรที่นอกเหนือความเคยชินดูบ้าง ในที่สุดก็เจอการ์ตูนเล่มนี้ "สูญสิ้นความเป็นคน" เขียนโดย "ดะไซ โอซามุ" ผมเคยได้ยินหนังสือชื่อนี้ จำได้ว่าเป็นวรรณกรรมญี่ปุ่นสมัยใหม่ที่ถูกยกย่องว่าคลาสสิกขึ้นหิ้ง แต่ชื่อมันดูหดหู่เหลือเกิน อ่านแล้วกลัวจิตตก ก็เลยบอกผ่าน จนกระทั่งมาเจอการ์ตูนชุดนี้ รู้สึกแปลกใจและคิดว่าคงต้องดีจริง ไม่งั้นคงไม่มีใครเอามาเขียนการ์ตูน แถมยังมีแปลไทย ทำเป็นบ็อกซ์เซตด้วย ราคาก็ไม่ถูก และหาซื้อยากแล้ว


ผมตัดสินซื้อมาอ่าน จึงได้รู้ว่าผู้วาดการ์ตูนนั้นก็ไม่ธรรมดา "จุนจิ อิโต้" คือปรมาจารย์การ์ตูนสยองขวัญ ในไทยมีงานการ์ตูนของเขาแปลออกขายหลายเล่ม (ผมกำลังทยอยซื้อ) และถ้าเกิดทัน เมื่อ 30 กว่าปีก่อน มีหนังสือการ์ตูนชื่อ "ขวัญผวา" เคยนำงานของอาจารย์ท่านนี้มาลงไว้ด้วย


สรุปว่านี่คือหนังสือที่ "จุนจิ อิโต้" นักวาดแนวสยองขวัญ ใช้เนื้อเรื่องวรรณกรรมญี่ปุ่นที่ชื่อ "สูญสิ้นความเป็นคน" ของ "ดะไซ โอซามุ" นักเขียนผู้หม่นหมอง มาวาดเป็นการ์ตูน 3 เล่มจบ ผลลัพธ์ก็คือหนังสือที่โคตรดาร์ก มืดมิด แทบไม่เห็นแสงสว่าง แต่กลับน่าสนใจมาก เป็นประสบการณ์การอ่านหนังสือแบบที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน


มันไม่ใช่หนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กแน่ ๆ เพราะมีฉากและเนื้อเรื่องไม่เหมาะสมหลายฉาก (หนังสือเขียนไว้ตัวเล็ก ๆ ว่า 18+) แต่สำหรับคนเป็นผู้ใหญ่ นี่คือหนังสือที่เล่าถึงเรื่องชีวิตของชายคนหนึ่งซึ่งมีปัญหาทางจิตใจ ตั้งแต่เด็กที่เขาได้รับเรื่องกระทบกระเทือนหลายอย่าง จนเติบโตมาระหว่างทางก็ยังได้พบพานเรื่องหลากหลายที่ลากเขาดำดิ่งลงสู่ความมืดดำของชีวิต ...ที่โหดร้ายที่สุดก็คือ เนื้อเรื่องเกือบทั้งหมดนี้คือเรื่องจริงที่เกิดกับชีวิตผู้เขียน "ดะไซ โอซามุ" ผู้จบชีวิตตัวเองในวัยไม่ถึง 40 ปี


คำถามก็คือ เราจะอ่านหนังสือหดหู่แบบนี้ไปทำไม? คำตอบที่ผมพอจะคิดออกก็คือ ได้เรียนรู้ชีวิตของคนหนึ่งซึ่งถูกแรงกดดันจากครอบครัว จากคนรอบข้างและจากสังคม บังเอิญว่าคนคนนี้ไม่เข้มแข็งพอ เข้ากับสังคมไม่ได้ ชีวิตจึงตกต่ำจนอาจเรียกได้ว่าค่อย ๆ "สูญสิ้นความเป็นคน" ซึ่งถ้าให้ผมนิยามก็ต้องบอกว่านี่คือหนังสือศิลปะ แต่เป็นศิลปะที่ตรงข้ามกับความสวยงามแบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ ทั้งเนื้อเรื่องและลายเส้นนั้นทำได้ดีมาก ฝีมือการวาดของ "จุนจิ อิโต้" น่าสะพรึง ติดตาไปอีกนานจนผมไม่กล้าอ่านซ้ำ


เล่มนี้ไม่แนะนำสำหรับคนที่คิดว่าตัวเองขวัญอ่อน กำลังมีปัญหาทางจิตใจ เพราะมันจะกระตุ้นอาการเหล่านั้น แต่สำหรับใครที่จัดการกับความรู้สึกตัวเองได้ อยากลองของแปลก ชอบอ่านการ์ตูน ชอบอ่านงานระทึกขวัญ รับได้กับฉากเพศและความรุนแรง อยากทำความเข้าใจด้านมืดของจิตใจมนุษย์ เล่มนี้แนะนำมาก ๆ ครับ ผมให้ 10/10 อาจหาซื้อยากสักหน่อย ลองค้นหาใน Shopee หรือที่อื่น ๆ ดูครับ "สูญสิ้นความเป็นคน" สำนักพิมพ์ Luckpim ราคาปกบ็อกซ์เซ็ต 3 เล่ม 690 บาท


4.สนทนากับพระเจ้า เล่ม 1 (Conversations with God Book1)

ผมได้ยินชื่อเสียงหนังสือเล่มนี้มานาน หยิบแล้ววางอยู่หลายครั้ง ซื้อมาก็ดองไว้เป็นเดือน จนกระทั่งในที่สุดได้อ่านจนจบครับ เข้าใจแล้วว่าทำไมบางคนชอบมาก บางคนไม่ชอบมาก เหตุก็เพราะเนื้อหาในเล่มท้าทายความเชื่อทางศาสนาและจิตวิญญาณพอสมควร รวมถึงวิธีการเขียนที่ผู้เขียนอ้างว่าเป็น "เสียงของพระเจ้า" ก็ย่อมก่อให้ความสงสัยไม่น้อยว่าจริงหรือเปล่า? หรือนี่เรากำลังอ่านหนังสือของคนเพี้ยนกันแน่?


บอกไว้ตรงนี้ก่อนครับว่านี่ไม่ใช่หนังสือของศาสนาคริสต์ ตรงกันข้าม สำหรับคนที่ศรัทธาในพระเจ้า อาจไม่ชอบหนังสือเล่มนี้เลยด้วยซ้ำ ผู้เขียนบอกว่าหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ชีวิตของเขาพังไปหมดทุกทาง การงาน การเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ แย่หมดทุกอย่าง เขาจึงเขียนจดหมายหาพระเจ้าถามว่าทำไมชีวิตเขาซวยซ้ำซากแบบนี้? เขาผิดอะไรมากนักหรือ?


ปรากฏว่ามีเสียงตอบกลับจากพระเจ้า เป็นเสียงในความคิดที่ทำให้เขาเขียนคำตอบที่เขาเองเป็นคนถาม เช่น ถ้าพระเจ้ามีจริง ทำไมไม่แสดงตัวให้เห็นชัด ๆ? ทำไมคำอธิษฐานของผู้คนไม่ได้รับการตอบรับทุกคน? ทำไมโลกนี้ยังมีปัญหา? เมื่อไหร่ชีวิตของผู้เขียนจะดีขึ้นสักที? ซึ่งไม่ว่าถามอะไรไป ก็จะมีคำตอบกลับมาให้ผู้เขียนเขียน และกลายเป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้ (ซึ่งยังมีเล่ม 2 และ 3 ต่อไปอีก)


ดังนั้นรูปแบบการเขียนหนังสือเล่มนี้จึงอยู่ในรูปบทสนทนาถาม-ตอบ ไปเรื่อย ๆ จนจบเล่ม มีหลายคำตอบที่น่าสนใจ ผมขอยกมาบางประโยคครับ


  • -ภารกิจของเธอบนโลกไม่ใช่การเรียนรู้ เพราะเธอรู้อยู่แล้ว แต่คือการจดจำให้ได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอคือใคร และจดจำว่าคนอื่นที่เหลือคือใครด้วย

  • ไม่มีคำว่าควรหรือไม่ควรในโลกของพระเจ้า จงทำสิ่งที่เธอต้องการทำ ทำสิ่งที่สะท้อนตัวเธอ ทำสิ่งที่แสดงถึงตัวตนอันงามสง่ายิ่งกว่าเก่า แต่ถ้าอยากรู้สึกแย่ ก็จงรู้สึกแย่ แต่อย่าพิพากษาหรือประนาม เพราะเธอไม่รู้หรอกว่าเพราะเหตุใดสิ่งต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น และอะไรคือจุดสุดท้ายของมัน

  • วิธีที่เร็วที่สุดในการถอนรากความคิดก็คือ ให้กลับกระบวนการความคิด >ถ้อยคำ>การกระทำ จงทำสิ่งที่สอดคล้องกับความคิดใหม่ที่เธอต้องการมี จากนั้นให้กล่าวถ้อยคำที่สอดคล้องกับความคิดใหม่ที่เธอต้องการมี ถ้าทำอย่างนี้มากพอ เธอจะฝึกจิตใจให้คิดแบบใหม่ได้

  • ณ ช่วงเวลาสำคัญของทุกความสัมพันธ์ มีเพียงคำถามเดียวให้ถาม นั่นคือ "ความรักจะทำอย่างไรในตอนนี้?"

  • วิญญาณของเธอคือผลรวมของทุกความรู้สึกที่เธอเคยมี การรับรู้ถึงบางส่วนของมัน เรียกว่า "ความทรงจำ" (remember) เมื่อเธอมีความทรงจำจึงกล่าวกันว่าเธอกลับไปเป็นส่วนหนึ่งอีกครั้ง (re-member) นั่นคือกลับมารวมกัน นำส่วนต่างๆมาประกอบกันอีกครั้ง เมื่อเธอประกอบทุกส่วนเสี้ยวของตนเข้าด้วยกัน เธอจะจดจำได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอคือใคร


จริง ๆ ยังมีประโยคที่ท้าทายความเชื่อกว่านี้มาก แต่ผมขอละไว้ให้ลองไปอ่านกันเองครับ เพราะอาจกระทบความเชื่อของใครหลายคน ผมเองเป็นคนที่สนใจศึกษาเรื่องศาสนาความเชื่อจิตวิญญาณ แต่ไม่ได้เคร่งอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ จึงไม่มีปัญหากับการอ่านหนังสือเล่มนี้


โดยสรุป ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มหนังสือจิตวิญญาณ นิวเอจ New Thought ที่ผสมผสานแนวทางความเชื่อของหลายลัทธิและศาสนาเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหนังสือเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1992 ผ่านมา 30 ปีแล้ว บางส่วนของเนื้อหาความคิดในเล่มจึงไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป เราได้ฟังได้อ่านเรื่องทำนองนี้จากหนังสือหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอ เชื่อ รับ เรื่องสำนึกขอบคุณ เรื่องเลิกโทษคนอื่น เรื่องการตีความสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ...ถือเป็นหนังสือที่น่าสนใจ อ่านเพื่อถกเถียง ไม่ใช่อ่านเพื่อให้เชื่อหรือไม่เชื่อในทั้งหมดครับ


สนทนากับพระเจ้า เขียนโดย Neale Donald Walsch สำนักพิมพ์โอ้มายก้อด ราคาปก 280


5. "เปลี่ยนความชอบให้เป็นเงิน" และ"สร้างคอนเน็กชั่นแกร่งด้วยจุดแข็งของมนุษย์อินโทรเวิร์ต"

2 เล่มนี้คนเขียนคนเดียวกัน ใช้นามปากกาว่า "Mentalist DaiGo" หรือ ไดโกะ นักอ่านใจ เขาคือหนุ่มญี่ปุ่นวัย 30 กว่าปี ที่อ่านหนังสือปีละ 3,000 เล่ม (โอโห!) หนังสือของเขาจึงเสมือนการรวบรวมความรู้จากหนังสือที่เขาอ่าน แล้วเล่าออกมาในภาษาง่าย ๆ เหมือนเพื่อนคุยให้เพื่อนฟัง ผมจะเขียนถึงทีละเล่มครับ


เล่มแรก สีส้ม "เปลี่ยนความชอบให้เป็นเงิน" เล่มนี้คอนเส็ปต์ก็คือ ค้นหาสิ่งที่เราชอบให้เจอ จากนั้นฝึกฝนสิ่งนั้นให้เก่ง ลงทุนเงิน แรง เวลาไปกับสิ่งนั้น แล้วทำให้เป็นอาชีพให้ได้ เมื่อได้เงินกลับมา ก็เอาเงินนั้นมาลงทุนในสิ่งที่ชอบต่อไปอีก เราก็จะยิ่งเก่งในสิ่งที่ชอบยิ่งขึ้นไปอีก วนเวียนหมุนเป็นวงจรที่ไม่รู้จบแบบนี้ไปเรื่อย ๆ


สรุป ถือเป็นหนังสือที่เหมาะกับคนที่กำลังค้นหาตัวตน อยากเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นอาชีพที่ทำเงิน อ่านสนุก เข้าใจง่าย ทำตามได้เบื้องต้นครับ ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ Flow ของ Mihaly Csikszentmihalyi หนังสือ Influence ของ Robert Cialdini หนังสือ Give and Take ของ Adam Grant หนังสือ "เปลี่ยนความชอบให้เป็นเงิน" เล่มนี้คือการจับ 3 เล่มนี้มาเขย่ารวมกัน


เล่มสอง สีขาว "สร้างคอนเน็กชั่นแกร่งด้วยจุดแข็งของมนุษย์อินโทรเวิร์ต" เล่มนี้ตั้งชื่อหนังสือเรียกร้องความสนใจได้ดีครับ คอนเส็ปต์ก็คือ แม้แต่คนที่อาจจะไม่ได้เก่งในการพบปะผู้คน ก็ส