หนังสือที่อ่านแล้วชอบ Q1 2021 (ตอน 1)

Updated: Apr 12

เป็นประจำทุกสัปดาห์ ผมจะแนะนำหนังสือที่อ่านแล้วชอบไว้ในแฟนเพจ boy's thought อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบของ facebook ทำให้การสืบค้นโพสต์เก่า ๆ ทำได้ยาก ผมจึงนำมารวบรวมไว้ในเว็บไซต์ เผื่อว่าใครจะลองไปหามาอ่านบ้าง โดยครั้งนี้จะเป็นหนังสือที่ผมอ่านในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2021 ครับ มาเริ่มกันเลย

ภาพถ่ายโดย Sharon McCutcheon จาก Pexels


1. วิทยาศาสตร์แห่งความสำเร็จ (The Formula)

เนื้อหาในเล่มว่าด้วยการแกะรอยว่า "ความสำเร็จ" นั้นเกิดขึ้นจากอะไร โดยผู้เขียนนิยามว่าความสำเร็จในเล่มนี้หมายถึงผลกระทบที่เราสร้างได้ในวงการอาชีพของเราจนได้รับการยอมรับ เช่น ชื่อเสียง ยอดขาย จำนวนผู้เข้าชม ซึ่งผมขอเรียกเป็นภาษาสมัยนี้ว่า "ปัง" นั่นเอง


ความน่าสนใจของเล่มนี้ก็คือ "มันไม่ใช่หนังสือสร้างแรงบันดาลใจ" จึงไม่ได้บอกเพียงให้เราตั้งเป้าหมาย มุ่งมั่น คิดบวก แต่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากเพื่อหา "รูปแบบซ้ำๆ ของความสำเร็จ" ซึ่งก็คือวิธีการแบบที่วงการวิทยาศาสตร์ใช้นั่นเอง (ผู้เขียนเป็นศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์)


วิธีเขียนของเขาอ่านง่าย ใครเคยอ่านงานของ Malcolm Gladwell หรือ Dan Ariely ก็จะพอคุ้นทาง เพราะเต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่ยกเป็นตัวอย่างสนับสนุนทฤษฎีที่เขาเขียนถึง


ที่ผมชอบอีกอย่างคือ เขาสรุปเป็นกฏความสำเร็จ 5 ข้อ เหมือนกับชื่อหนังสือ The Formula ผมขอยกตัวอย่าง 2 ข้อดังนี้ (ขอเปลี่ยนเป็นภาษาแบบผมนะครับ อาจเพี้ยนไปจากต้นฉบับบ้าง) 1.ผลงานมีส่วนในความสำเร็จอย่างแน่นอน แต่ถ้าผลงานนั้นวัดค่าได้ยาก เช่น งานศิลปะ คราวนี้สายสัมพันธ์ (รวมถึงการสร้างภาพให้ดูดี) จะมีส่วนอย่างมากในความสำเร็จ และ 2.ผลงานเจ๋งกับเจ๋งมาก ผู้คนแยกไม่ออก จึงเลือกคนที่ดูโดดเด่น (แม้เรื่องที่ไม่ใช่หัวใจ อย่างเช่น ทรงผม การแต่งตัว) และคนที่ดังนั้น จะยิ่งดังมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลืนกิน 90% ความสำเร็จของทั้งวงการ


อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมาพูดถึง ค่อนข้างโน้มเอียงไปในทางอาชีพเกี่ยวกับดนตรี กีฬา และงานเขียนหนังสือ (แม้จะพูดถึงไอน์สไตน์ และการระดมทุน kickstarter ก็ตาม) จึงอาจพูดได้ว่า The Formula ของเขานั้นไม่อาจครอบคลุมความสำเร็จทั้งหมด แต่เป็นไปในทาง "ความดังโดดเด่น" มากกว่า ดังนั้น ผมจึงสรุปมั่ว ๆ ในแบบของผมได้ว่า "สูตรสำเร็จความดัง" ในแบบที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้หมายถึงก็คือ...


"งานต้องทำให้ดี แต่ตัวเราก็ต้องทำให้เด่น จึงจะเห็นความสำเร็จ เพราะผู้คนแยกไม่ออกระหว่างดีกับดีกว่า จึงมองหาคนที่โดดเด่นและชัวร์ว่าไม่น่าผิดหวัง ชื่อเสียงที่สั่งสมมาหรือบุคลิกที่แตกต่าง จึงเป็นตัวสร้างโอกาสให้เราถูกเลือก และเมื่อสำเร็จครั้งหนึ่งแล้ว มันจะเป็นโมเมนตัมให้สำเร็จครั้งต่อ ๆ ไป จนกลายเป็นปรากฏการณ์ 'ผู้ชนะกินรวบ' นั่นเอง"


ยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกพอสมควร อยากให้ไปลองหามาอ่านกัน ถือเป็นหนังสือชวนคิดที่น่าสนใจเล่มหนึ่งเลยล่ะครับ "วิทยาศาสตร์แห่งความสำเร็จ (The Formula)" สนพ.SALT ราคาปก 340 บาท สั่งซื้อหรืออ่านตัวอย่างฟรีได้ กดที่นี่


2. "เดินสู่อิสรภาพ (ฉบับทศวรรษใหม่)

เรื่องราวบันทึกการเดินทางของ "อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์" เมื่อปี 2548 ของชายวัย 51 ปี ผู้เป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาลาออกจากราชการ เพื่อกลับบ้านเกิดที่เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี


ฟังดูธรรมดา แต่ความไม่ธรรมดาของการเดินทางครั้งนี้ก็คือ เขา "เดิน" กลับบ้าน จากเชียงใหม่สู่เกาะสมุย มีสัมภาระคือเป้สะพายหลังใบเดียว ค่ำไหนนอนนั่น และไม่พกเงินแม้สักบาทเดียว ด้วยจุดประสงค์เพื่อเผชิญกับความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคง ความกลัวไม่ปลอดภัย เพื่อฝึกดูใจตัวเองว่าเกิดความรู้สึกใดขึ้นบ้างเมื่อหิว กระหาย เหนื่อย เจ็บเท้า และความรู้สึกอื่น ๆ ที่ผุดขึ้นภายใน


แล้วเขาจะเอาอะไรกิน? แล้วเขาจะนอนที่ไหน? แล้วเขาจะเดินไหวเหรอ? คำตอบที่น่าทึ่งก็คือ ตลอดเส้นทาง แม้ไม่ได้ร้องขออาหารสักนิด แต่กลับมีคนแปลกหน้า นำอาหาร น้ำดื่ม เงินทอง (ซึ่งเขาไม่รับ) มามอบให้อาจารย์ประมวลได้ต่อชีวิต เดินต่อไป เรียกว่าจากเหนือจรดใต้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ ๆ เช่นนี้ตลอดทั้งเล่มที่ผมอ่าน แม้แต่ที่พัก ก็ยังมีชาวบ้านชวนเขาไปนอนค้างอ้างแรม (แต่ส่วนใหญ่ อาจารย์จะนอนตามวัดต่าง ๆ)


ยอมรับว่าทีแรก ผมอ่านไปก็เริ่มเบื่อนิด ๆ เพราะเหตุการณ์ในเล่มเกิดขึ้นซ้ำเดิม เหมือนบันทึกประจำทั่ว ๆ ไป แต่พออ่านไปได้สักพัก แปลกใจตัวเองที่ความรู้สึก "ศรัทธาในเพื่อนมนุษย์" มันตื้นตันจนล้นออกมา อย่างน้อยก็น่าดีใจว่าคนเรามิอาจทนเห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันลำบาก เรามีจิตใจของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พอได้รู้ว่าอาจารย์เดินมา ยังไม่ได้กินอะไร (อาจารย์ประมวลไม่ได้เล่าให้ฟังเพื่อขอความเห็นใจ แต่คนที่เห็น เดินเข้ามาถามเอง) ก็ล้วนแต่รีบหาอาหารน้ำดื่มมาให้ ...บางช่วงบางตอน ผมน้ำตาซึม เพราะอิ่มเอมในความช่วยเหลือเกื้อกูลกันเช่นนี้


นอกจากบันทึก "การเดินทางด้านนอก" ว่าอาจารย์พบเจอใครบ้างระหว่างทาง อาจารย์ยังบันทึก "การเดินทางด้านใน" ให้เรารับรู้อีกด้วย หลายบรรทัดเป็นเรื่องปรัชญา หลายบรรทัดเป็นเรื่องพระธรรมในศาสนาพุทธ บอกเล่าผ่านภาษาที่งดงามมาก


อันที่จริง ผมเคยเห็นหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว เพราะฉบับพิมพ์ครั้งแรกออกมาเมื่อประมาณ 12 ปี แต่ไม่ได้สนใจจะอ่าน แต่ก็แปลกใจเสมอมาว่าทำไม "เดินสู่อิสรภาพ" จึงตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังได้รับรางวัลจากหลายเวที จนกระทั่งปลายปีที่แล้ว (2020) สำนักพิมพ์ได้พิมพ์เวอร์ชั่นใหม่ออกมา เรียกว่า "ฉบับทศวรรษใหม่" ปกสวย รูปเล่มงดงาม จึงได้ซื้อมาอ่านนี่แหละครับ (แต่ก็ดองไว้หลายเดือน)


หนังสือพิมพ์ดีมาก กระดาษคุณภาพ มีลูกเล่นอย่างเช่นเลขหน้าถอยหลังจากหน้า 596 ถอยไปหน้า 1 รวมถึงมีคิวอาร์โค้ดที่ใช้มือถือส่องก็จะพบกับเสียงพูดอธิบายเพิ่มเติมจากอาจารย์ประมวล ถือเป็นหนังสือดีอีกเล่ม เหมาะกับการอ่านในช่วงเริ่มต้นปีหรือจะเป็นเวลาไหนก็ได้ที่อยากออกเดินทางภายใน "เดินสู่อิสรภาพ (ฉบับทศวรรษใหม่)" ราคาปก 690 บาท สั่งซื้อออนไลน์ กดที่นี่


3. หนทางความสุข

นี่คือหนังสือชนิดที่ "อ่านทบทวนซ้ำได้ตลอดชีวิต" ข้อความในหนังสือยังคงเดิม แต่เมื่อประสบการณ์ชีวิตเพิ่ม เราจะเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น "หนทางความสุข" คืองานเขียนของปราชญ์ชาวจีนนาม "หงจื้อเฉิง" ผู้มีชีวิตอยู่เมื่อหลายร้อยปีก่อน เขารวบรวมแนวคิด 3 สายธาร คือ พุทธ เต๋า ขงจื๊อ แล้วนำมาบรรจบไว้ในหนังสือชื่อหนทางความสุข ทั้งหมดเป็นแนวคิดในการดำเนินชีวิตไม่ใช่เพื่อไปสู่ความสุข แต่เพื่ออยู่บนหนทางความสุข


ส่วนผู้แปลหนังสือเล่มนี้ให้เป็นภาษาไทยคือ นักเขียน/นักแปล ผู้มากประสบการณ์ "คุณวิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์" ผู้อาวุโสวัย 91 ปี แรกเริ่มเดิมที คุณวิวัฒน์แปลเนื้อหาในเล่มเพียงเพื่อหวังว่าได้ใช้เป็นข้อคิดสอนลูกหลานในครอบครัว แปลวันละนิดหน่อย จนกระทั่งผ่านไปเป็นปี จึงได้เนื้อหาจำนวนมาก โดยเขาไม่ได้แปลโดยตรงทั้งหมด หากแต่เสริมบทเรียนชีวิตตัวเองเข้าไปด้วย (จริง ๆ อาชีพเขาคือพ่อค้านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำประโยชน์ให้บ้านเกิดมากมาย)


ในที่สุด ลูกหลานอ่านแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ ดีเกินกว่าจะเก็บไว้อ่านเพียงในตระกูล จึงคิดร่วมกันว่าจะตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ ช่วยกันเรียบเรียงภาษา หาคนวาดภาพประกอบ จนกระทั่งจัดทำออกมาเป็นรูปเล่ม ปกแข็ง สันโค้ง เย็บกี่ไสกาวอย่างดี ความหนานั้นมากถึง 664 หน้า แบ่งเป็นบทย่อยเกือบ 350 บทสั้น ๆ แต่ทุกบรรทัดลึกซึ้ง คมคาย มีวรรณศิลป์ เต็มไปด้วยข้อคิดในการทำงาน การใช้ชีวิต การคบหาสมาคม การทำตนให้มีประโยชน์ การควบคุมจิตใจตัวเอง


ข้อดีของหนังสือเล่มนี้คือ แบ่งเป็นบทย่อย ๆ คล้ายอ่านสเตตัส เนื้อหาแต่ละบทเป็นอิสระจากกัน นี่จึงเป็นหนังสือที่ไม่จำเป็นต้องอ่านรวดเดียวจบ อ่านวันละหน้าสองหน้า ...ยิ่งจิบชาไปด้วย ยิ่งนับเป็นความรื่นรมย์ของชีวิต


มีหลายช่วงหลายตอนที่ผมชอบมาก ขอยกเป็นตัวอย่างบางบรรทัด


- ผู้อยู่ในม่านเมฆไม่เห็นเมฆ ผู้อยู่ในที่เหม็นไม่รู้เหม็น ผู้ดูอยู่ข้าง ๆ ย่อมแจ่มแจ้ง ผู้อยู่แท้จริงเลอะเลือนเอง

- ขณะเดินอยู่ในตรอกอันเป็นที่คับแคบ ต้องสำรวมเพื่อเหลือที่ให้คนอื่นเดินได้ เวลาได้ลิ้มรสอาหารโอชาถูกปาก ต้องเหลือไว้สามส่วน เพื่อให้คนอื่นได้รับประทาน

- ฝาโลงปิดหน้าแล้วจึงวิจารณ์ได้ว่า ตลอดชีวิตคนผู้นี้เป็นอย่างไร

-ยาดีขมปาก คำสัตย์ขัดหู หากทุก ๆ คำพูดล้วนเสนาะหู ทุก ๆ เรื่องล้วนชื่นใจ (คือคำประจบสอพลอ) ชีวิตเราก็เหมือนจมอยู่ในยาพิษแล้ว


บางประโยค หากมีประสบการณ์ผ่านมาแล้ว เมื่ออ่านพบจึงเข้าใจ บางประโยค หากชีวิตยังไม่ได้รับบทเรียน เมื่ออ่านพบ อาจต้องรอวันเข้าใจ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมบอกไว้ในตอนต้นว่า "นี่คือหนังสือชนิดที่อ่านทบทวนซ้ำได้ตลอดชีวิต"


หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางจำหน่ายทั่วไป พิมพ์น้อยมาก ต้องสั่งโดยตรงกับทางลูกสาวคุณวิวัฒน์ครับ ราคาเล่มละ 695 บาท (ผมไม่แน่ใจว่ามีค่าส่งด้วยหรือเปล่า) ใครสนใจ ขอให้ลองติดต่อด้วยการ "แอดไลน์" เบอร์นี้ 089 6959 445 (ใช้แอดไลน์นะครับ เพราะถ้าโทร จะส่งชื่อที่อยู่กันลำบาก)


ทักไปว่า สนใจซื้อหนังสือหนทางความสุข (ผมไม่ได้ค่าโฆษณาครับ)

4. ดั่งใจปรารถนา

เห็นหน้าปกหวานแบบนี้ ชื่อเรียบร้อยแบบนี้ แต่เนื้อหาข้างในบาดลึก คมคาย เข้าใจชีวิต ผมขอนิยามว่านี่คือหนังสือ "เล่มเล็ก แต่เล่นใหญ่ในความรู้สึก"


"ดั่งใจปรารถนา" คือหนังสือภาษาอิตาลีที่ขายดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 ผมอ่านแล้วได้ทั้งความสนุกแบบนิยาย ได้ทั้งปรัชญาชีวิต และยังได้เรียนรู้ว่าความสัมพันธ์นั้นช่างเปราะบางเหลือเกิน หนังสือเล่าเรื่องผ่านตัวละครคุณยายผู้โดดเดี่ยววัย 80 กว่าปี เกือบทุกวันยายเขียนจดหมายหาหลานสาวซึ่งไปเรียนต่อที่อเมริกา เป็นจดหมายที่ไม่มีวันไปถึงปลายทาง เพราะยายไม่ได้ส่ง เนื่องจากไม่รู้ที่อยู่หลาน นี่จึงเป็นเพียงบันทึกที่ใกล้เคียงกับการสารภาพบาปในชีวิตที่ผ่านมาของยาย


เรื่องพ่อแม่ของยายที่เข้มงวดจนทำให้ยายไม่กล้าทำผิดพลาด ขาดความมั่นใจ เรื่องยายกับความรักที่จืดชืดและความรักที่กลายเป็นความลับ เรื่องลูกสาวยายที่เกลียดยายจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต และรวมถึงเรื่องหลานสาวที่ครั้งหนึ่งเคยรักยายมาก ...ทั้งหมดเต็มไปอารมณ์ทั้งรักทั้งเกลียด ความผิดพลาดทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจให้เกิด


ความเก่งของคนเขียน (และรวมถึงผู้แปลที่แปลได้สละสลวยมาก) ก็คือ ทั้งเล่มเล่าผ่านความคิดของยายที่เขียนจดหมายหาหลาน ตัวอักษรเต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิตของคนผ่านร้อนหนาวมานาน ทั้งที่ตอนเขียนนิยายเรื่องนี้ ผู้เขียนอายุ 35 ปีเท่านั้น มีหลายประโยคที่ผมชอบ ขอยกมาบางช่วงบางตอน


- ที่คนตายมีค่า มิใช่เพราะเขาจากไปดอก แต่เพราะเรามีเรื่องซึ่งยังไม่มีโอกาสได้พูดกับเขามากกว่า

- ถ้าอยากให้ตนเองเข้มแข็ง เราต้องรักตัวเองเสียก่อน และจะรักตัวเองได้ก็ต้องรู้จักตนเองให้ถ่องแท้ ต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเอง รู้จักไปถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกสุด และยากที่สุดที่จะยอมรับ

- ถ้ามองจากภายนอก หลายชีวิตดูเหมือนผิดพลาดไม่มีเหตุผล บ้าบอ ตราบเท่าที่เรายังมองจากภายนอก เราก็เข้าใจผู้คนและสัมพันธ์ของพวกเขาผิดได้ง่าย ต่อเมื่อมาเป็นตัวเขาเอง ต่อเมื่อได้เผชิญสถานการณ์เดียวกับเขานานสักสามเดือนสิ เราจึงจะเข้าใจแรงจูงใจ อารมณ์ ความรู้สึก สิ่งซึ่งทำให้คนเราทำอย่างหนึ่งแทนที่จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ความเข้าใจนั้นเกิดขึ้นได้จากการข่มตัวตน มิใช่ด้วยหยิ่งยโสอวดรู้


ถือเป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมอ่านแล้วซึมลึกเข้าไปในความรู้สึก เชื่อว่าใครก็ตามที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เมื่อได้สัมผัสชีวิตของตัวละครในเล่ม จะต้องหวนนึกถึงใครบางคนในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน คนรู้จัก คนรัก หรือแม้แต่ตัวเอง


"ดั่งใจปรารถนา" เขียนโดย Susanna Tamaro แปลโดย สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์ สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ราคาปกอ่อน 365 บาท ราคาปกแข็ง 610 บาท สั่งซื้อกด ที่นี่


5. Psy-Q จิตวิทยานั้นไซร้ ง่ายแท้หยั่งถึง

เล่มนี้หน้าปกสวยดึงดูดสายตา ชื่อหนังสือก็แปลกดี Psy-Q ก็คือการเล่นคำพ้องเสียง IQ โดย Psy ก็คือ Psychology หรือจิตวิทยานั่นเอง เล่มนี้ว่าด้วย "รวมฮิตบททดสอบทางจิตวิทยา" 85 บท (แต่บางบทก็แค่ถามสั้น ๆ เล่นมุกกวน ๆ)


ถือเป็นหนังสือเบื้องต้นสำหรับคนสนใจจิตวิทยาครับ เพราะรวบรวมหลายเรื่องไว้เพียบ เช่น...แบบทดสอบภาพหยดหมึก แบบทดสอบบุคลิกภาพ แบบทดสอบไอคิว เรื่องของการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน (Delayed Gratification) เรื่องการทดลองช็อตไฟของมิลแกรมว่าคนเราเชื่อฟังคำสั่งผู้มีอำนาจได้ง่ายดายแค่ไหน เรื่องภาพลวงตาที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเราเชื่อสายตาตัวเองไม่ได้ เรื่องการอ่านประโยคที่เราจะอ่านออกแม้ตัวอักษรจะสลับที่ก็ตาม เรื่องปรากฏการณ์กอริลล่าล่องหนเพราะคนเราเลือกมองแต่สิ่งที่อยากเห็น เรื่องการหลีกเลี่ยงความกลัวการสูญเสีย (Loss Aversion) และอีกหลาย ๆ เรื่องที่เป็นหัวข้อยอดฮิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีหนังสือแปลแนวนี้ออกมาเยอะ (ซึ่งก็คือ สนพ.วีเลิร์นนี่แหละครับที่นำมาแปล)


จุดเด่นของเล่มนี้ก็คือ ซอยย่อยเป็นบทสั้น ๆ เหมาะกับการอ่านในยุคนี้ แต่ที่ผมชอบที่สุดก็คือเขาวิจารณ์เบื้องหลังการทดลองทางจิตวิทยาบางอันว่าที่จริงก็ไม่อาจสรุปได้แบบที่คนเชื่อกัน มันมีหมายเหตุบางอย่างที่นำไปใช้กับเหตุการณ์อื่นไม่ได้


ส่วนจุดอ่อนของเล่มนี้ ผมอาจคาดหวังมากไป เพราะโดยรวมเมื่ออ่านจบพบว่าสนุกน้อยกว่าที่คิด บางการทดลองเหมาะกับคนที่ใช้ภาษาอังกฤษมากกว่า บางแบบทดสอบผมก็ไม่อิน ไม่เข้าใจ หรือไม่เห็นเป็นอย่างที่เขาว่าไว้ (รวมถึงมุกตลกบางอันที่ฝืดไปหน่อย) แต่โดยรวมไม่แย่ครับ เป็นอีกเล่มที่ผมเคยคิดมานานแล้วว่าน่าจะมีหนังสือที่รวบรวมการทดลองและแบบทดสอบทางจิตวิทยาแบบนี้ไว้ ...แล้วก็มีจริง ๆ


Psy-Q จิตวิทยานั้นไซร้ ง่ายแท้หยั่งถึง เขียนโดย Ben Ambridge สำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคาปก 350 บาท สั่งซื้อออนไลน์กด ที่นี่


6. ดื่มให้แก่ดวงตาของเธอ

สารภาพว่าซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะหน้าปก (ทาสแมว) ปกสวยมาก ยิ่งเมื่ออ่านจบจึงเพิ่งเข้าใจว่าแมว แก้วไวน์ กุญแจมือ กล่องของขวัญ ดอกไม้ และต้นคริสต์มาส ล้วนมาจากเรื่องสั้นหลายเรื่องในเล่ม ถูกวาดไว้ในภาพนี้ภาพเดียว ต้องขอคาระวะผู้ออกแบบปกคือคุณอานิสงส์ ทองระอา สุดยอดครับ


"ดื่มให้แก่ดวงตาของเธอ" คือรวมเรื่องสั้นหักมุม 9 เรื่องของนักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น ที่ตอนนี้มีแฟนหนังสือในไทยเยอะมาก หนังสือของเขาแปลไทยนับสิบเล่ม ที่ดังที่สุดเห็นจะเป็น "ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ"


ผมเองไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้เคโงะ แต่ได้ยินเสียงร่ำลือมาสักพักในความดีงามของหนังสือเขาที่อ่านแล้วติดหนึบ ช่วงนี้จึงเริ่ม ๆ ลองซื้อหนังสือเขามาอ่านดูบ้าง (สารภาพอีกครั้ง ปี 2019 ผมอ่านปาฎิหาริย์ร้านชำโดยไม่รู้ว่านั่นคืองานของเคโงะ เพราะมันดูอบอุ่นไปนิด เมื่อเทียบกับว่าเขาคือเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนฆาตกรรม)


กลับมาที่เล่มนี้ "ดื่มให้แก่ดวงตาของเธอ" คือรวมเรื่องสั้นหลากหลายพล็อตที่ชวนให้เราอยากรู้คำตอบ เช่น ชายหนุ่มหลงรักสาวนั่งดริงค์ผู้ซึ่งใส่คอนแทคเลนส์บิ๊กอายอยู่ตลอด จนวันนึงเธอเผยดวงตาที่แท้จริงให้เห็น / นักเขียนนิยายกลับมาพบแฟนเก่าที่ทิ้งเขาไปเมื่อสิบปี พร้อมกับความจริงบางอย่าง / นักแสดงหนุ่มใช้ยาพิษฆ่านักเขียนบทหญิงที่คบกับฉันชู้สาว เขามั่นใจว่าเธอตายแน่ แต่เธอกลับไม่ตาย และมาร่วมงานปาร์ตี้ได้หน้าตาเฉย / ชายหนุ่มผู้ไม่ลงรอยกับพ่อ พ่ออยากให้ทำธุรกิจ เขาอยากเป็นนักแสดงจึงเดินทางไปอเมริกา วันหนึ่งพ่อจากไป ทิ้งลูกประคำประจำตระกูลไว้ โดยบอกว่ามันใช้ย้อนเวลาได้ 1 ครั้ง / หญิงคนหนึ่งอยากทดลองมีลูก จึงใช้บริการหุ่นยนต์ทารกให้เช่า แต่กลายเป็นว่าเธอผูกพันจริงจัง


ความคิดเห็นแบบไม่อวยก็คือ บางเรื่องผมก็ชอบ เข้าใจคิด แต่บางเรื่องผมก็เฉย ๆ รู้สึกว่าเฉลยแล้วไม่ร้องว้าว ดูตั้งใจมากไปหน่อย (ซึ่งนี่คือความยากของเรื่องหักมุม) อีกอย่างอาจเป็นเพราะเป็นเรื่องสั้น ก็เลยไม่มีเนื้อที่พอให้ขยายความอะไรมาก


เอาเข้าจริง ผมคิดว่าเคโงะไม่เชิงเป็นนักเขียนแนวสืบสวนสอบสวนว่าใครเป็นฆาตกรอะไรทำนองนี้ แต่เขาเป็นนักเขียนิยายที่เน้นเรื่องความสัมพันธ์ของผู้คน ผมว่าเขาเก่งในเรื่องบุคลิกและจิตใจของตัวละคร เขาบรรยายสิ่งที่อยู่ในใจตัวละครได้เห็นภาพชัดเจน ที่สำคัญงานของเขาอ่านง่ายสายแมส ถ้าเป็นนักร้องก็เรียกว่ามหาชน ไม่ต้องตีความหลายตลบให้ปวดหัว ไม่มีฉากโหดร้ายรุนแรงเหมือนนิยายญี่ปุ่นบางเรื่อง ผมยังแอบเดาว่าแฟนหนังสือเขาน่าจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ ถือเป็นหนังสือที่อ่านเพลิน ๆ ในวันหยุดได้ครับ


"ดื่มให้แก่ดวงตาของเธอ" สำนักพิมพ์ Hummingbooks ราคาปก 265 บาท สั่งซื้อออนไลน์กด ที่นี่


อ่านต่อ ตอนที่ 2 กด ที่นี่




1,130 views0 comments
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png