หนังสือที่ผมอ่านในครึ่งปีหลัง 2020 (ตอนที่ 2)

ต่อเนื่องจากข้อเขียนที่แล้ว หนังสือที่ผมอ่านในครึ่งปีหลัง 2020 (ตอนที่ 1) ปี 2020 ผ่านมาจนจะสิ้นปีแล้ว มีหนังสือหลายเล่มที่ผมเคยเขียนถึงในแฟนเพจ เผื่อใครอาจเคยเห็นไม่ครบ ผมจึงรวบรวมไว้ในข้อเขียนนี้ที่เดียว ลองอ่านดูครับ เผื่อมีเล่มไหนตรงกับความสนใจของคุณ



ตอนที่แล้ว เรามาถึงเล่มที่ 9 แล้ว มาต่อกันที่เล่ม 10 ครับ


10. Future Mindset เขียนโดย ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์


เล่มนี้ขนาดกะทัดรัด เหมาะพกพาไว้อ่านแทนการรูดจอมือถือ ผมอ่านไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็จบ เพราะเป็นข้อเขียนสั้น ๆ ตอนละ 3-4 หน้า รวม 35 บท เหมาะกับนิสัยการอ่านยุคนี้ เนื้อหาเล่มนี้ยังคงคอนเส็ปต์ที่อาจารย์นภดลเชี่ยวชาญ นั่นคือ การเพิ่มประสิทธิผล จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม โอโห แต่ละชื่อฟังดูยาก คนเขียนก็ระดับศาสตราจารย์ดอกเตอร์ คงจะอ่านยาก ...ตรงข้ามครับ อ่านง่ายมาก ใช้ภาษามนุษย์ปกติคุยกัน


เรื่องที่ผมชอบในเล่มก็อย่างเช่น คนที่ประสบความสำเร็จเขาประชุมกันอย่างไร / เทคนิคหยุดพักให้ได้ผล / 5 เทคนิคที่ทำให้เรา productive


ข้อดีอีกอย่างคือ อ่านเล่มเดียวเหมือนได้อ่านหนังสือหลายเล่ม เพราะอาจารย์นภดลอ่านหนังสือเยอะ จึงนำมาเล่าไว้ในเล่มนี้ด้วย ใครสนใจลองหามาอ่านดูครับ


สำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคาปก 220 บาท สั่งซื้อออนไลน์ ที่นี่


11. Ghost Tower & Me เขียนโดย พรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ


ชีวิตนี้ผมแทบไม่เคยอ่านหนังสือรวดเดียวจบในหนึ่งวัน แต่เล่มนี้อ่านแล้วอยากพลิกหน้าต่อไปและต่อไป ไม่ต่างกับดูซีรีส์ นี่คือเรื่องราวของตึกร้างย่านสาทร (สาทรยูนีค) สิ่งก่อสร้างที่เป็นเครื่องเตือนความทรงจำถึงเหตุการณ์วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540


ความเจ๋งของเล่มนี้คือ เขียนโดยลูกชายเจ้าของตึก จึงเล่าได้อย่างลึกเพราะอยู่ในเหตุการณ์ ได้เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ...และยังไม่ดับไป (ที่สำคัญเล่าได้ละเอียดกว่าบทสัมภาษณ์ในอินเทอร์เน็ต) เรื่องราวในเล่มนอกจากจะสะท้อนถึงวิบากกรรมของครอบครัว "ต่อสุวรรณ" (ที่เคราะห์กระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำอีก) เรายังได้ย้อนมองดูจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทยเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ซึ่งผู้เขียนบอกว่ายังส่งผลกระทบมาจนถึงทุกวันนี้ และอนาคตประเทศก็ยังดูน่าเป็นห่วง


เล่มนี้อ่านเพลิน ได้ความรู้เบื้องต้นเรื่องการเงิน กฏหมาย ธุรกิจ ถือเป็นเล่มที่เซอร์ไพรส์ผมมาก ๆ เพราะบังเอิญเดินเจอในร้านหนังสือ (ทั้งที่พิมพ์มาตั้งแต่ปี 2560) ไม่คิดว่าจะมัน(ส์)ขนาดนี้


Ghost Tower & Me สำนักพิมพ์ลายเส้น ราคาปก 350 บาท สั่งซื้อออนไลน์ ที่นี่

12. ล้ม ลุก เรียน รู้ เขียนโดย ธนา เธียรอัจฉริยะ


ในรูปปกสีขาวคือปกแข็ง ซึ่งน่าจะไม่มีขายแล้ว มีแต่ปกอ่อนสีฟ้า (พอดีผมซื้อตอนช่วงเปิดจองพิเศษ) เล่มนี้เป็นข้อเขียนที่รวบรวมมาจากเพจ เขียนไว้ให้เธอ (และมีเพิ่มอีกนิดหน่อย) ซึ่งบางคนอาจเคยเห็นผ่านตามาบ้าง เพราะผมแชร์ลงเพจอยู่บ่อย ๆ เนื้อหาในเล่มครอบคลุมทั้งแง่คิดชีวิตและการทำงาน ทั้งจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองที่หน้าที่การงานใหญ่โต (ดีแทค/GMM/SCB) ทั้งจากการได้พูดคุยหรือสังเกตชีวิตคนอื่น ๆ เช่น พี่จิก ประภาส, ท่านชัชชาติ, คุณธนินทร์ ซีพี, คุณไพบูลย์ แกรมมี่ และทั้งจากการอ่านหนังสือหลาย ๆ เล่มของผู้เขียน


อ่านง่าย อ่านสนุก ไม่เครียด แต่สาระเต็ม ๆ ครับ พี่โจ้เป็นผู้บริหารและนักการตลาดที่เขียนหนังสือเก่งมาก เล่าแล้วเห็นเป็นภาพ แถมในช่วงหลัง ๆ น่าจะมีเวลาอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น ก็เลยเก็บเกร็ดต่าง ๆ มาเล่าสู่กันฟังได้เยอะ


พออ่าน "ล้ม ลุก เรียน รู้" จบ ผมก็รู้สึกว่าต้องอ่านหนังสือเล่มแรกของพี่โจ้ด้วย เพราะถูกอ้างถึงอยู่หลายบท "คนพลิกแบรนด์ แบรนด์พลิกคน" คือชื่อหนังสือเล่มนั้น ซึ่งวางแผงเมื่อ 12 ปีที่แล้ว แต่เมื่อหลายปีก่อนผมเคยได้มาจากเว็บขายหนังสือมือสอง และดองไว้อยู่ในชั้นหนังสืออยู่นาน...ผลคือเล่มนี้ก็สนุกมากกกก (ใครอยากอ่าน ลอง google เสาะหาดูครับ น่าจะพอมีขาย เล่มนี้ระดับตำนาน "ต้องอ่าน")


จึงกลายเป็นว่า ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผมได้เข้าไปสัมผัสบางช่วงบางตอนของชีวิตผู้บริหาร/นักการตลาดท่านนี้ และได้อ่านหนังสือทั้ง 2 เล่มแบบ 2 มุมมองคือ อ่านแบบ "นักอ่าน" กับอ่านแบบ "นักเขียน"


อ่านแบบนักอ่าน คือ อ่านแบบสนุกดำดิ่งไปกับเนื้อหา ไม่คิดมาก ซึ่งก็อย่างที่บอกครับว่าเล่มนี้อ่านง่าย สนุกมาก ทั้งสองเล่มนี้ผมอ่าน 2-3 วันก็จบแล้ว แนะนำเลยสำหรับคนที่อยากอ่านหนังสือที่ให้ทั้งความรู้ด้านการตลาด การทำธุรกิจ และแม้แต่อ่านเพื่ออยากได้แรงบันดาลใจ


อ่านแบบนักเขียน คือ อ่านแบบคิดวิเคราะห์ว่าหนังสือถูกเขียนขึ้นมาอย่างไร ซึ่งผมพบว่าสองเล่มนี้แตกต่างและเหมือนกันในบางจุด


ที่บอกว่าแตกต่างคือ เล่มแรก "คนพลิกแบรนด์ แบรนด์พลิกคน" เขียนทะลุทะลวงไปข้างในเรื่องเดียวกัน คือ ประสบการณ์ช่วงปี 2546-2550 ตอนที่ผู้เขียนพลิกแบรนด์ดีแทคที่กำลังร่อแร่ให้รุ่งเรืองขึ้นมาได้กับแบรนด์ Happy เล่มนี้จึงลึกในแง่ของการสร้างแบรนด์ธุรกิจ เหมือนอ่านหนังสือธุรกิจที่ย่อยง่าย มีภาพเหตุการณ์ช่วงเวลานั้นประกอบ ใครสนใจเรื่องการสร้างแบรนด์ ใครอยากรู้เรื่องราวแวดวงเทเลคอมไทย เล่มนี้ดีมากถึงมากที่สุด ส่วนเล่ม "ล้ม ลุก เรียน รู้" เป็นการรวมบทความจากเพจ จึงไม่มีแกนให้เกาะชัดเจนนัก บรรณาธิการจับมาใส่ธีม "อิทธิบาท 4" ถือว่าแก้ปัญหานี้ได้อย่างสุดยอด อย่างไรก็ตาม การไม่มีแกนชัดมาก ก็อาจเหมาะกับยุคนี้ที่เราชอบอ่านอะไรที่หลากหลายสั้น ๆ แบบนี้ ไม่เบื่อดีครับ


ที่บอกว่าเหมือนกัน (ในบางจุด) คือ มีบางเหตุการณ์ที่ทั้งสองเล่มพูดถึงเหมือน ๆ กัน โดยเฉพาะช่วงการทำงานที่ดีแทค ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าการทำงานยาวนานถึงสิบปี คงต้องประทับใจจนอยากพูดถึงอีกครั้ง เช่น การบริหารงานด้วย "ตีน" หรือเรื่องราวของคุณซิกเว่ ซีอีโอดีแท็ค เนื้อหาส่วนนี้ปรากฏอยู่ในทั้งสองเล่ม (เดาว่าพี่โจ้คิดว่าเรื่องนี้สำคัญ และหลายคนอาจไม่ได้อ่านเล่มแรก) ผมจึงแนะนำให้หาอ่านทั้งสองเล่มครับ คุ้มค่าเงินและเวลาที่เสียไปอย่างแน่นอน เนื้อหาจะเสริมกันอย่างสอดคล้องลงตัว


ล้ม ลุก เรียน รู้ สำนักพิมพ์ KOOB ราคาปก สั่งซื้อออนไลน์ ที่นี่


13. ทะเลสาบน้ำตา เขียนโดย วีรพร นิติประภา


สนุก เศร้า งดงาม ทั้งหมดนี้คลุกเคล้าอยู่ในนิยายที่เขียนโดยนักเขียนมือรางวัล 2 ซีไรต์ ผมชอบตัวหนังสือของคุณวีรพรมาก ภาษาของเธอคือเหตุผลที่คนเรายังควรต้องอ่านหนังสือต่อไป เพราะบางอย่างเล่าผ่านคำพูด ภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวไม่ได้ ภาษาเขียนเท่านั้นที่จะทำปฏิกิริยากับบางความรู้สึกของเราได้


ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ก็คือ ผู้เขียนบอกว่าตั้งใจให้เป็น "วรรณกรรมสำหรับเด็กอายุ 13 ปีขึ้นไป" แบบนี้ถือว่าน่าสนใจครับ เพราะงานก่อนหน้านั้นของคุณวีรพร มีความเป็นผู้ใหญ่มาก เศร้ามาก ภาษาก็อ่านไม่ง่ายเลย แต่เล่มนี้เธอกลับตั้งใจเขียนให้เยาวชนอ่าน


แต่ถึงอย่างนั้น ผมเองที่ไม่ใช่สายอ่านนิยายยาก ๆ เรียกร้องสมาธิเยอะ ๆ เมื่อได้อ่าน "ทะเลสาบน้ำตา" บทแรก ๆ ก็ยังยอมแพ้ อ่านวนไปมา 2-3 ครั้ง เกือบไม่ได้ไปต่อ เพราะนึกภาพในหัวตามไม่ออก ยังเซ็ตฉากและตัวละครในหัวไม่ชัดเจน จนกระทั่งอ่านซ้ำ 2 บทแรกเป็นรอบที่ 4 นั่นแหละ เครื่องจึงติด นึกภาพออกแล้ว ทีนี้ก็ไหลลื่นคืนวันหลงหายไปในหน้ากระดาษที่ผู้เขียนวาดเรื่องราวขึ้นมาเสียจนเหมือนจริง...ทั้งที่มันเหนือจริง แฟนตาซีตามสไตล์วรรณกรรมเยาวชน


เนื้อเรื่องว่าด้วยชีวิตของเด็ก 2 คน คนแรก "ยิหวา" อาศัยอยู่บนตึกเจ็ดชั้นแสนประหลาด มีชั้นละหนึ่งห้อง แม่ทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียว บอกว่า "จะไปตามหาความรัก" ยิหวากินเยลลี่ทุกวันจนผมเปลี่ยนเป็นสีชมพู แม้โดดเดี่ยว แต่ไม่เดียวดายเพราะมีสมาคมลับแห่งต้นชงโคเป็นเพื่อน ที่ประกอบด้วย แมว ห่าน และคุณยายอายุ 40 ที่รับจ้างซ่อมเสื้อผ้า


ส่วนเด็กอีกคน "อนิล" พ่อแม่ทะเลาะรุนแรงจนเลิกกัน อนิลถูกนำไปฝากไว้ให้ป้าเลี้ยงตั้งแต่ไม่กี่ขวบ อนิลถูกลูกป้ากลั่นแกล้งให้กลืนปลาทองเป็น ๆ และปลายังคงมีชีวิตอยู่ในท้องเขามาอีกนานนับปี ในเวลาต่อมาเขาร่อนเร่พเนจรออกจากบ้าน จนพบกับ "ยิหวา" และนำไปสู่การเดินทางไปยังเมืองกระจก ที่ตั้งของป่าทรงจำในครอบแก้ว ที่เรื่องราวในนั้นสุดแสนจะเหนือจินตนาการ ร้าวราน แต่ลุ่มลึก ...จนนึกไม่ถึง ผมยังคิดฝันอยู่ว่า ถ้าเล่มนี้ได้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของเด็ก ม ปลาย ก็คงจะดี


แนะนำครับ ผู้ใหญ่ก็อ่านได้ พล็อตเรื่องสนุก รายละเอียดในความช่างสังเกตของผู้เขียนก็ร้ายเหลือ บรรยายฉากและความรู้สึกได้แบบที่คงติดตราตรึงอยู่ในหัวผมไปตลอดชีวิต...คุณวีรพรคิดได้อย่างไร น่าทึ่งมาก


ทะเลสาบน้ำตา สำนักพิมพ์ อาร์ตี้เฮ้าส์ ราคาปก 359 บาท สั่งซื้อออนไลน์ ที่นี่


14. The Frame ชนะตั้งแต่ความคิด เขียนโดย ชเวอินช็อล


เขียนโดยอาจารย์ชาวเกาหลี จบปริญญาเอกจากอเมริกา เนื้อหาว่าด้วย "กรอบความคิด" ของคนเราที่ทำการรับรู้แตกต่างกัน จนทำให้การกระทำและผลลัพธ์แตกต่างกันในที่สุด ใครชอบหนังสือแนว ๆ จิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ประมาณหนังสือของ Dan Ariely เล่มนี้น่าจะถูกจริต


ข้อดีของเล่มนี้คืออ่านเข้าใจง่าย ไหลไปได้เรื่อย ๆ มีตัวอย่างทั้งของเกาหลีและของฝรั่ง ส่วนข้อด้อย (ไม่มาก) ก็คือหลายตัวอย่างพบเจอได้จากหนังสือแนวเดียวกัน เช่น วิธีตั้งคำถามชี้นำให้คนตอบตามที่เราต้องการ, การตัดสินใจทำตามคนหมู่มาก, การเชื่อฟังผู้เชี่ยวชาญโดยไม่สงสัยสักนิดเพราะคิดว่าเขาเชี่ยวชาญ, อคติ การเหมารวม ด่วนสรุป, การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ,การหาเหตุที่เหมาะสม เมื่อรู้ผลลัพธ์แล้ว, การให้ค่าเงินจำนวนเดียวกันไม่เท่ากัน และอีกมาก


สรุป เป็นหนังสือที่ดีครับ รวมทุกอย่างที่น่ารู้เกี่ยวกับ "กรอบความคิด" ที่มีผลต่อการมองโลกและการตัดสินใจของเรา เพียงแต่หากใครอ่านแนวนี้มาพอสมควร ก็อาจรู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่มากนัก


The Frame ชนะตั้งแต่ความคิด ราคาปก 255 บาท สั่งซื้อออนไลน์ ที่นี่


15. Talking to Strangers ศิลปะแห่งการอ่านคน เขียนโดย Malcolm Gladwell


เนื้อหาของเล่มนี้คือการตอบคำถามที่ผู้เขียนสงสัยอยู่ 2 ข้อ นั่นคือ ข้อแรก "ทำไมเราจึงจับไม่ได้ เมื่อโดนคนที่ไม่รู้จักกัน โกหกต่อหน้าต่อตา?" และข้อสอง "ทำไมการได้พบคนแปลกหน้า จึงทำให้เราเข้าใจบุคคลนั้นได้แย่กว่าการที่เราไม่ได้พบเขา?"


หลังจากนั้นก็คือตัวอย่างเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อที่จะตอบคำถามทั้งสองข้อดังกล่าว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ในข่าว เช่น ตำรวจจับกุมหญิงผิวสีแล้วทำเกินกว่าเหตุ เจ้าหน้าที่ซีไอเอดูสายลับตัวเองไม่ออกว่ามีหนอนบ่อนไส้ นายกอังกฤษที่อ่านท่าทีของฮิตเลอร์ไม่ออกว่าเขาจะก่อสงคราม ทั้งที่ได้เจอฮิตเลอร์ตัวเป็น ๆ หรืออีกหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ทำให้เห็นว่า "เราอ่านคนแปลกหน้าได้แย่มาก"


กล่าวอย่างสั้น ๆ คำตอบของคำถามที่ว่า "ทำไมเราจึงจับไม่ได้ เมื่อโดนคนที่ไม่รู้จักกัน โกหกต่อหน้าต่อตา?" คำตอบนั้นก็คือ...


เพราะสมองเราตั้งค่าตั้งต้นไว้ก่อนเสมอว่า "ทุกคนไว้ใจได้" เราจึงพร้อมเชื่อใจคนอื่น เพราะถ้าไม่ตั้งค่าไว้อย่างนั้น เราจะไว้ใจใครไม่ได้เลย และจะรวมตัวกันเป็นสังคมมนุษย์ไม่ได้ เราจึงคิดว่าคนอื่นไม่ใช่คนหลอกลวง จนกระทั่งเราเจอหลักฐานแห่งความลวงแบบเต็มตา เถียงตัวเองไม่ออก หาเหตุผลหักล้างไม่ได้ นั่นแหละเราจึงเลิกเชื่อ ...ซึ่งก็สายไปแล้ว โดนหลอกเต็ม ๆ


ส่วนคำตอบของคำถามที่ว่า "ทำไมการได้พบคนแปลกหน้า จึงทำให้เราเข้าใจบุคคลนั้นได้แย่กว่าการที่เราไม่ไ