หนังสือที่ผมอ่านในครึ่งปีหลัง 2020 (ตอนที่ 1)

หลังจากที่ผมได้เขียนถึง "หนังสือที่ผมอ่านในครึ่งปีแรก 2020" ไปแล้ว (ใครยังไม่ได้อ่าน กดอ่าน ที่นี่ )

ตอนนี้ใกล้สิ้นปี ถึงเวลาต้องเขียนถึงหนังสือที่ผมอ่านในครึ่งปีหลังแล้วครับ มาลองดูว่ามีเล่มไหนบ้าง


1. หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสาม เขียนโดย Dave Trott


เล่มนี้สนุกดี อ่านง่าย เล็ก สั้น ขยันซอย (อย่าคิดลึก) หมายถึงขนาดเล่มกะทัดรัด แบ่งเป็นพาร์ทสั้น ๆ แล้วซอยเป็นบทย่อย ๆ เหมาะกับคนยุคนี้ที่สมาธิน่าจะสั้นครับ​


เล่มนี้ผมซื้อมาดองถึงสองรอบ รอบแรกฉบับอังกฤษปกแดง อ่านไม่จบ รอบสองฉบับภาษาไทยเล่มนี้ ซื้อมาเป็นเดือน เพิ่งหยิบมาอ่านรวดเดียวจบก็คราวนี้ (หน้าปกฉบับไทยสวยมาก)


ถ้าใครเคยอ่านงานของ Dave Trott (เกิดเป็นกระต่าย ต้องคิดให้ได้อย่างหมาป่า) John Hegarty (ลบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง) หรือ Paul Arden (ไม่ว่าจะคิดอะไร ให้คิดตรงกันข้าม) ซึ่งทั้งหมดนี้แปลไทยโดย สนพ.วีเลิร์น ก็จะพบว่ามีความคล้ายกันมาก เนื่องจากทั้ง 3 ท่านนี้อยู่ในแวดวงโฆษณาเหมือน ๆ กัน เป็นนักสร้างสรรค์เหมือน ๆ กัน จึงมีวิธีคิดและภาษาคล้าย ๆ กัน


สไตล์ของหนังสือเล่มนี้ก็อย่างที่บอกครับ เขียนสั้น ๆ เคาะบรรทัดบ่อย ๆ บทหนึ่งยาวแค่ 3 หน้า เป็นเรื่องเล่าหลากหลาย แล้วลงท้ายด้วยข้อคิดคำคม ผมนึกสมัยก่อนตอนอ่านนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ จะมีคอลัมน์สั้น ๆ ที่ต้องรออ่านทุกวันอาทิตย์ นักเขียนจะนำเรื่องสัพเพเหระที่เขาอ่านเจอหรือพบเจอ มาเล่าให้เราฟังอีกที ได้ทั้งความสนุก ได้ทั้งเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ แถมท้ายด้วยแรงบันดาลใจหรือความคิดสร้างสรรค์บางอย่าง


ในเล่มนี้ เราจะได้อ่านเรื่องเล่าของคนดังอย่าง เดวิด เกฟเฟน (เจ้าของบริษัทหนัง DreamWorks SKG) จอห์น ลาสซิเตอร์ (ผู้กำกับหนังค่าย Pixar) อัลเฟรด โนเบล (ผู้ก่อตั้งรางวัลโนเบล) เชอริล แซนด์เบิร์ก (ผู้บริหาร facebook) เราจะได้อ่านเรื่องเล่าไอเดียสร้างสรรค์ เช่น วิธีทำให้นักโทษอ่านหนังสือ วิธีทำให้เด็กเลิกทิ้งถุงขนมเรี่ยราด วิธีที่ขอทานใช้เพื่อให้คนให้ทานเขาเยอะขึ้น เราจะได้อ่านเรื่องจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์ เช่น คนเรารู้สึกมากหรือน้อยด้วยการเทียบกับบางอย่าง คนเรามักทำตามฝูงชนโดยไม่ได้คิด เราจะได้อ่านเรื่องของจุดกำเนิดแบรนด์ดังอย่าง บัตรวีซ่า เกมสแครบเบิ้ล หรือเบอร์เบอรี่


อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนตัว ผมพบว่าหนังสือแนวนี้เหมาะสำหรับการหยิบมาอ่านตอนว่าง ๆ สัก 5-10 นาที มากกว่าจะอ่านรวดเดียวจบ เนื่องจากทุกบทถูกเขียนด้วยวิธีการเดียวกัน พออ่านยาว ๆ จึงมีอาการเลี่ยนนิดหน่อย เพราะทายได้ว่าจะขึ้นต้น หักมุม คลี่คลาย และปิดท้ายอย่างไร


ถึงอย่างนั้น เล่มนี้ก็ยังนับเป็นหนังสือน่าอ่าน อย่างน้อยก็มีเรื่องเอาไปเล่าต่อได้ มีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์สึนามิในประเทศไทยด้วยครับ


"หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสาม" สำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคาปก 250 บาท สั่งซื้อออนไลน์ ที่นี่


2. "กฏ 26 ข้อ สู่การเป็นร้านยอดนิยม" และ "5 เครื่องมือสำคัญในการบริหารร้านให้ประสบความสำเร็จ" เขียนโดยฝ่ายบรรณาธิการ Nikkei Restuarants


ใครเป็นเจ้าของร้านอาหารหรือร้านขายของ หนังสือการ์ตูน 2 เล่มนี้อยู่ในระดับ "ต้องอ่าน" ครับ ดีมาก สองเล่มนี้ผมซื้อมา 2-3 ปีแล้ว เพิ่งได้อ่าน อ่านไปก็รำพึงรำพันกับตัวเองว่า สุดยอด มีประโยชน์มาก ๆ สำหรับคนทำธุรกิจ ขออย่าคิดว่ามันเป็นเพียงแค่หนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก เพราะอันที่จริงนี่คือคู่มือการทำธุรกิจร้านอาหาร (ซึ่งปรับใช้ได้กับธุรกิจขายของที่มีหน้าร้าน มีพนักงาน) เพียงแต่เล่าในรูปแบบการ์ตูน เรื่องแบบนี้ญี่ปุ่นถนัดมาก


เนื้อหาในเล่ม เล่าผ่านตัวละครที่ชื่อ "มาสะ" เขาคืออดีตเชฟ ที่ปัจจุบันผันตัวกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงร้านอาหารให้ดีขึ้น เขาเดินทางไปทั่วญี่ปุ่น พบเจอร้านอาหารไหนที่มีปัญหาก็จะเข้าไปช่วยเหลือด้วยการให้คำแนะนำ (รวมถึงบางร้านก็เชิญให้เขาไปช่วยปรับปรุง)


ในเล่ม "กฏ 26 ข้อ สู่การเป็นร้านยอดนิยม" เราจะได้อ่านกรณีศึกษามากมายหลายปัญหาว่า "เชฟมาสะ" ต้องปรับแก้ให้ร้านอาหารต่าง ๆ อย่างไร ว่ากันตั้งแต่ เรื่องของการทำตลาด เช่น การรักษาลูกค้าเดิม เพิ่มลูกค้าใหม่ การวางภาพลักษณ์ร้านให้ชัดเจน ไปจนถึงวิธีการต้อนรับลูกค้าด้วยความเอาใจใส่ การรับมือกับลูกค้าเจ้าปัญหา และรวมถึงสิ่งสำคัญมาก ๆ อย่างการพัฒนาพนักงานในร้าน จะสัมภาษณ์พนักงานอย่างไร จะมอบหมายงาน วัดผล ตักเตือน ชมเชยอย่างไร เรียกว่าครบถ้วนกระบวนความ ใครเป็นเจ้าของร้าน อ่านแล้วรับรองอินมาก เพราะต้องเคยเจอกับปัญหาแบบนี้


ส่วนเล่ม "5 เครื่องมือสำคัญในการบริหารร้านให้ประสบความสำเร็จ" เล่มนี้ยิ่งจริงจังขึ้นไปอีก เพราะมีทั้งส่วนที่เป็นการ์ตูน และส่วนที่เป็นเนื้อหาตัวหนังสือติวเข้ม จนเรียกว่าเป็น mini MBA ธุรกิจร้านอาหารก็ว่าได้ เราจะได้เรียนรู้ 5 เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ 1.ระบบการจัดการ (เช่น ต้นทุน เงินทุนหมุนเวียน ค่าใช้จ่าย) 2.พฤติกรรมเจ้าของร้าน (เช่น วินัยทางการเงิน) 3.การต้อนรับลูกค้า (เช่น การบริการ การทำโปรโมชั่น) 4.วิธีการทำงานของพนักงาน (เช่น การคัดเลือก การฝึกอบรม การควบคุมการทุจริต) 5.ความต้องการของลูกค้า (เช่น การตั้งราคา การจัดปัญหาการรอคิวหน้าร้าน) ทั้งหมดนี้เล่าผ่านการเดินทางของ "เชฟมาสะ" เช่นเคย (แนะนำให้อ่านเล่ม กฏ 26 ข้อก่อน แล้วค่อยอ่านเล่มนี้)


จากที่ผมเล่ามายืดยาว น่าจะพอเห็นภาพว่านี่ไม่ใช่หนังสือการ์ตูนเอาไว้อ่านเล่น ๆ แต่เป็นหนังสือธุรกิจที่ซ่อนอยู่ในรูปของการ์ตูน จะมีติดอยู่นิดเดียวคือ ตัวหนังสือเล็กจนวัยรุ่นอย่างผมต้องใช้ความพยายามในการอ่านพอสมควร ถ้าอนาคตทำเป็นเล่มใหญ่ ๆ ได้น่าจะดีกว่านี้


"กฏ 26 ข้อ สู่การเป็นร้านยอดนิยม" และ "5 เครื่องมือสำคัญในการบริหารร้านให้ประสบความสำเร็จ" สำนักพิมพ์ J Hello ราคาปก เล่มละ 250 บาท สั่งซื้อออนไลน์ ที่นี่


3. ยืนบนท้องทุ่งแห่งจิตใจ เขียนโดย Ock Soo Park


บางครั้งเราก็ไม่ได้เลือกหนังสือ แต่หนังสือต่างหากที่เลือกเรา เล่มนี้ผมซื้อมาดองได้เกือบปีแล้ว เพิ่งได้หยิบมาอ่าน และพบว่าดีมาก นึกขอบคุณตัวเองที่วันนั้นตัดสินใจซื้อ


"ยืนบนท้องทุ่งแห่งจิตใจ" เป็นข้อเขียนของ Ock Soo Park พาสเตอร์ (pastor) หรืออาจารย์สอนพระคัมภีร์ศาสนาคริสต์ ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ เพราะฉะนั้นย่อมแน่นอนว่าเล่มนี้จะมีกลิ่นของความศรัทธาในพระเจ้า คำสอนในพระคัมภีร์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นแค่กลิ่นจาง ๆ ชาวพุทธ (แต่เพียงในบัตรประชาชน) อย่างผม อ่านแล้วไม่รู้แปลกแยกแต่อย่างใด หนำซ้ำยังชอบอีกด้วย เพราะเนื้อหานั้นว่าด้วยเรื่องของความคิด จิตใจ การควบคุมตัวเอง ซึ่งไม่ว่าใครก็จำเป็นต้องฝึกฝนในเรื่องนี้


จุดเด่นของเล่มคือ ผู้เขียนเล่าเรื่องเก่งมากครับ ผูกโยงจากเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วนำไปสู่คำสอนที่น่าทึ่ง เริ่มจากเรื่องของลูกเสือดาว คนเช่าสวนองุ่น หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง วัยรุ่นผู้คิดสั้นถึง 3 ครั้ง หญิงสาวในเรือนจำที่ต้องโทษเพราะหลอนระแวงจนปลิดชีวิตลูกและสามี และอื่น ๆ อีกมากมายหลายเรื่องเล่าที่อ่านเพลิน (แถมตัวหนังสือก็ใหญ่ เว้นช่องไฟสบายตา)


มีประโยคชวนฉุกคิดในเล่มเยอะเลย ผมไฮไลต์แทบทุกหน้า ขอยกมาบางประโยคที่พอทำให้เห็นภาพรวมของเล่มนี้


"มีความคิดบางอย่างเข้ามาในเรา และลากจิตใจเราไป แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงความจริงเรื่องนี้ และได้ถูกลากไปตามความคิดนั้น"


"ตอนนี้สิ่งที่เราต้องตระหนักรู้คือ ในจิตใจเรามีตัวตนที่เรียกว่า 'ฉัน' แล้วยังมีอีกตัวตนที่ไม่ใช่ฉันอยู่ด้วย มีบางอย่างที่ไม่ใช่เรา อยูในตัวเรา กำลังลากเราไป และเราจะมีชีวิตที่แข็งแรงและมีความสุขได้ ก็ต่อเมื่อเราไม่ทำตามความคิดที่ถูกใส่เข้ามาในตัวเรา"


"เหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นกับคนและพฤติกรรมทั้งหมด ล้วนเป็นเหตุมาจากจิตใจทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าข้างในจิตใจมีอะไร ก็จะปรากฏเช่นนั้นในชีวิต จิตใจเป็นตัวควบคุมร่างกายของเรา ในใจของคนที่เต็มไปด้วยความรัก จะแสดงความรักออกมา และในใจของผู้ที่เต็มไปด้วยคำบ่นและความไม่พอใจ จะแสดงถึงคำบ่นและความไม่พอใจ"


พออ่านเล่มนี้จบ ท้ายเล่มมีโฆษณาว่ามีเล่มอื่น ๆ ของผู้เขียนด้วย ผมจึงหาข้อมูลและพบว่า "ยืนบนท้องทุ่งแห่งจิตใจ" เป็นหนังสือเล่มที่ 4 ของพาสเตอร์ท่านนี้ 3 เล่มก่อนหน้านั้น (แต่ละเล่มจบในตัว) ชื่อหนังสือเจ๋ง ๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น "เธอคือใคร ที่ลากฉันไป" "ห้างสรรพสินค้าแห่งจิตใจ" "เราที่ไม่ใช่เรา ที่อยู่ในเรา" ไม่รอช้า ผมสั่งซื้อมาครบทุกเล่ม และกำลังไล่อ่านตั้งแต่เล่ม 1 อยู่ครับ (ซึ่งพบว่าเนื้อหาใกล้ ๆ กัน จนไม่แน่ใจว่าเรียบเรียงมาจากคำสอนหรือเปล่า)


"ยืนบนท้องทุ่งแห่งจิตใจ" พิมพ์โดยมูลนิธิเยาวชนสัมพันธ์นานาชาติ ราคาปก 295 บาท สั่งซื้อออนไลน์ ที่นี่


4. เทคนิคหลับสนิท นอนน้อยแค่ไหนก็สดชื่น เขียนโดย นายแพทย์ซาโตรุ ทสึโบตะ


เล่มนี้อ่านง่าย อ่านแล้วไม่หลับ เขียนเป็นขั้นเป็นตอน ตามสไตล์หนังสือ How to ญี่ปุ่น ใครอยากนอนง่าย หลับสนิท ตื่นไว ใช้เวลานอนสั้นลง ลองหาเล่มนี้มาอ่านดู เขียนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับจากสมาคมส่งเสริมการนอนหลับแห่งประเทศญี่ปุ่น (โอโห มีสมาคมแบบนี้ด้วย!?)


เนื้อหาตรงไปตรงมาชัดเจนเป็นข้อ ๆ โดยมีเป้าหมายคือ "นอนอย่างมีคุณภาพ เพื่อจะได้ตื่นมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ" (ไม่ใช่เน้นให้นอนน้อยเหมือนชื่อหนังสือ)


ขั้นตอนที่คุณหมอท่านนี้บอกในเล่มมีอยู่ 4 ขั้น คือ 1.วิธีหลับให้เร็ว ตื่นให้ไว 2.วิธีนอนหลับสนิท จะได้สดชื่น 3.วิธีงีบระหว่างวันที่ถูกต้อง 4.วิธีค่อย ๆ ฝึกให้นอนวันละ 5 ชั่วโมง ด้วยการค่อย ๆ เปลี่ยนมาตื่นตี 5 ภายใน 2 เดือน


ส่วนตัวผมไม่มีปัญหาการนอน เป็นคนหลับง่าย (เกินไป) หลับสนิท รู้ตัวอีกทีคือตื่นมาตอนเช้าเลย (จำฝันไม่ได้) ​แต่มีปัญหาคือง่วงนอนง่ายเกินไป นิ่งเป็นหลับ (ขยับเป็น...) ผมจึงเห็นด้วยกับเรื่องของ "การงีบตอนกลางวัน" ประมาณ​ 20-30 นาทีนั้นช่วยได้มาก เมื่อก่อนรู้สึกผิดที่นอนกลางวัน เหมือนเป็นคนขี้เกียจ แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว ถ้ามีโอกาส ผมจะนอนสักงีบ พบว่าช่วยได้มาก มันเหมือนทำให้เรามี 2 วันใน 1 วัน


โดยสรุป ผมคิดว่าเป็นเหมือนหนังสือที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับการนอนหลับ ทั้งแง่มุมของเทคนิคการนอน การจัดห้องนอน อาหารการกิน วิตามิน การออกกำลังกาย รวมไปถึงการตั้งเป้าหมายว่าถ้าตื่นเช้าขึ้น ถ้านอนน้อยลง (อย่างมีคุณภาพ) เราจะเอาเวลาที่ได้เพิ่มมานั้นไปทำอะไร?


"เทคนิคหลับสนิท นอนน้อยแค่ไหนก็สดชื่น" สำนักพิมพ์ AMARIN Health ราคาปก 225 บาท สั่งซื้อออนไลน์ ที่นี่


5. หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว เขียนโดย กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ


อันที่จริงผมเคยเห็นนิยายเล่มนี้ตั้งแต่เกือบ 30 ปีที่แล้ว (สนพ.สามัญชน เคยพิมพ์ตั้งแต่ปี 2529 แต่ไม่ได้ขอลิขสิทธิ์ เนื่องจากติดต่อยากมาก) แต่พอพลิกดูผ่าน ๆ แล้วรู้สึกยาก ตัวหนังสือเป็นพรืด ได้ชื่อว่าเป็นวรรณกรรมระดับโลกจากละตินอเมริกา แถมคนเขียนยังได้รางวัลโนเบลจากนิยายเรื่องนี้อีก โอโห ครบสูตรของความยาก ...ยอมดีกว่า


จนกระทั่งเห็นเวอร์ชั่นล่าสุด ที่สนพ.บทจร นำมาแปลใหม่จากภาษาสเปน ทำเป็นปกแข็ง หน้าปกสวยมาก และขอลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง (ซึ่งยากมาก ถึงขนาดใช้คำว่า มหากาพย์แห่งการขอลิขสิทธิ์ ลองอ่านบทความได้ ที่นี่ ) ผมจึงเริ่มรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ต้องมีอะไรดีแน่ ๆ จึงมีคนกล้านำมาแปลใหม่ และทำสวยถึงเพียงนี้


ในเวลาใกล้ ๆ กัน ก็เห็น สนพ.สามัญชนนำหนังสือปกเดิมมาโละขาย (เนื่องจากมีหนังสือที่ถูกลิขสิทธิ์แล้ว จึงไม่ควรขายต่อไป) ผมก็เลยซื้อมันทั้งสองเวอร์ชั่น (แต่ถ่ายลงปกเดียว จะได้ไม่สับสน ที่เห็นคือของ สนพ.บทจร ครับ) หลังจากนั้นก็เริ่มอ่าน อ่าน และอ่าน เพื่อที่จะพบว่ามันเป็นนิยายที่มหัศจรรย์ สนุกมากทั้งพล็อตเรื่องที่โคตรจะดราม่า (เรื่องราว 7 ชั่วอายุคนของครอบครัวหนึ่ง) ทั้งภาษาที่น่าทึ่ง (จับอดีต ปัจจุบัน อนาคต มาเล่าปนเปกันได้อย่างเหลือเชื่อ) จะอ่านเอาแค่สนุก หรือจะอ่านเอาลึก ๆ แนวการเมืองก็ได้ (ลองอ่านเกร็ดประวัติศาสตร์ที่นิยายเรื่องนี้อ้างอิงได้ ที่นี่ )


แต่ที่สำคัญที่สุด มันเป็นนิยายที่อ่านสนุกอย่างเหลือเชื่อ เพียงแต่ต้องข้ามผ่านจุดวัดใจที่ผู้เขียนสร้างเอาไว้ให้ได้ก่อน นั่นคือ


1. ตัวละครหลากหลายที่มีชื่อซ้ำกันไปมา (ตั้งแต่รุ่นทวดไปจนรุ่นเหลนโหลน) 2. ลำดับชั้นของสาแหรกครอบครัว (ถึงกับมีการทำเป็นโปสเตอร์ออกมาจำหน่ายด้วย สวยมาก อยู่ในเว็บของ สนพ.บทจร) 3. วิธีเล่าแบบไม่เกรงใจใคร (บางครั้งเล่าเฉลยสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บางครั้งเล่าโดยยังไม่บอกว่าใครเล่า แล้วค่อยบอกชื่อทีหลัง) 4. ตัวหนังสือที่ติดกันเป็นพรืด (แต่อ่านไปสักพักจะชิน และสนุกมาก)


หนังสือหนาเกือบ 500 หน้า แต่เชื่อเถอะ คุณจะไม่อยากให้ถึงหน้าสุดท้าย ใจจริง ผมอยากเขียนบรรยายความดีงามมากกว่านี้ แต่พอค้นข้อมูล ก็พบว่ามีคนเขียนไว้ดีมาก ๆ แล้ว ลองอ่านที่พี่จ้อย นรา เขียนถึงได้ ที่นี่ พี่เขาอ่านจบไป 7 รอบแล้ว หรือจะอีกบทความนึง "8 เหตุผลที่เราทุกคนควรอ่านหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" อันนี้อ่านแล้วเคลิ้มแน่นอน กดอ่านได้ ที่นี่


ผมไม่เคยรู้สึกสนุกกับการอ่านหนังสือขนาดนี้มานานแล้ว นี่คือพลังของตัวอักษร ที่ไม่ต้องมีเสียงและภาพเคลื่อนไหว แต่กลับสร้างโลกอีกใบให้กับคนอ่านได้อย่างสมจริง ซื้อมาอ่านเถอะครับ หรืออย่างน้อยก็เอามาดองไว้ก่อน หนังสือสวยมาก วันหนึ่งคุณจะได้อ่านแน่ ๆ เหมือนกับผมที่เกือบ 30 ปีผ่านไป ในที่สุดก็ได้อ่านสักที


"หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" (ปกแข็ง) สำนักพิมพ์บทจร ราคาปก 850 บาท สั่งซื้อออนไลน์ ที่นี่


6. "ศิลปะของชาร์ลี เฉิน ฮก ไฉ่" เขียนและวาดโดย "ซอนนี หลิว"


ผมซื้อเล่มนี้มาแบบไม่รู้อะไรเลย แค่เห็นว่าเล่มใหญ่มาก (A4) ข้างในเป็นภาพวาดการ์ตูนช่องที่สวยงามมาก ก็เลยซื้อมาโดยไม่รู้จักเลยว่าใครคือ "ชาร์ลี เฉิน ฮก ไฉ่" นักวาดการ์ตูนชาวสิงคโปร์ และผมบอกไว้เลยครับว่า ยิ่งไม่รู้เท่าไหร่ พออ่านจบจะยิ่งทึ่งกับหนังสือเล่มนี้มากเท่านั้น เพราะฉะนั้นผมจะเล่าแบบกว้าง ๆ ใครอ่านแล้วหรือรู้แล้ว อย่าได้สปอยล์เป็นอันขาด


หนังสือเล่าเรื่องชีวิตของศิลปินนักวาดการ์ตูนในแนวคอมมิคและการ์ตูนช่อง ที่ชื่อ "ชาร์ลี เฉิน ฮก ไฉ่" ผู้ซึ่งในปี 2014 เขามีอายุ 76 ปีแล้ว โดยเริ่มเล่าย้อนไปตั้งแต่ในวัยเด็กของเขาที่สนใจการวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ที่บ้านเป็นร้านขายของชำ แต่เขาอยากเป็นนักวาดการ์ตูน เพราะได้รับอิทธิพลจาก "เทซูกะ โอซามุ" ปรมาจารย์การ์ตูนญี่ปุ่น (ผู้เขียน เจ้าหนูปรมาณู) โชคดีที่พ่อแม่แค่เป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร


เฉิน ฮก ไฉ่ ค่อย ๆ ฝึกวาดจนฝีมือดีขึ้น และวาดการ์ตูนเรื่องแรกชื่อ "หุ่นยักษ์ของอาฮวด" ได้ตีพิมพ์ลงนิตยสารวรรณกรรม ซึ่งแม้ไม่ได้มีชื่อเสียงมากมาย แต่เขาก็ยังคงวาดต่อไป จนกระทั่งวันนึงได้เจอ "เบอร์ทรันด์" ชายผู้จะมาเป็นคู่หูของเขาในการสร้างผลงานการ์ตูนเรื่องต่อ ๆ มา เช่น "กองกำลัง 136" "การรุกราน" "โรชแมน (ไอ้แมลงสาป)"


ผมขอเล่าไว้แค่นี้ก่อนครับ แต่คำถามก็คือ แล้วมันสนุกตรงไหน? ดีตรงไหน? ในเมื่อเราไม่รู้จักสักหน่อยว่านักวาดการ์ตูนคนนี้คือใคร? ทำไมต้องอยากรู้?


คำตอบเท่าที่ผมตอบได้ก็คือ หนังสือเล่มนี้มี 3 ข้อที่เจ๋งมาก


1. ในมุมภาพวาด เล่มนี้เหมือนหนังสือรวมผลงานของศิลปินท่านนี้ "เฉิน ฮก ไฉ่" เริ่มตั้งแต่ภาพหัดวาดสมัยเขาเด็ก ๆ ภาพร่างผลงานต่าง ๆ ตัวอย่างการ์ตูนหลาย ๆ เรื่องมีให้เราอ่านหลายตอน รวมไปถึงภาพวาดผู้คนที่ลายเส้นงดงามมาก ...จึงไม่เกินไปถ้าจะบอกว่านี่คือ "หนังสือศิลปะชั้นดี" (เสียดายที่พิมพ์เป็นขาวดำ ส่วนฉบับภาษาอังกฤษปกแข็งพิมพ์สี่สี ผมสั่งจากเมืองนอกเรียบร้อยครับ ของดีต้องสะสม)


2. ในมุมเนื้อหา จริง ๆ แล้วหนังสือเล่มนี้คือหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของสิงคโปร์ เพราะระหว่างทางที่เราได้อ่านประวัติและผลงานของศิลปินท่านนี้ เนื้อหาการ์ตูนจะเกี่ยวโยงล้อเลียนเสียดสีไปกับการเมืองของสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ถูกปกครองโดยอังกฤษ ช่วงรวมและแยกประเทศกับมาเลเซีย และช่วงที่ ลี กวน ยู เป็นผู้นำประเทศยาวนานหลายสิบปี ผมเองซึ่งอ่อนด้อยประวัติศาสตร์ชาติสิงคโปร์มาก ๆ จึงได้รู้เรื่องราวของประเทศนี้ และทำให้เกิดความสนใจไปค้นคว้าหาข้อมูลต่อ ...จึงไม่เกินไปถ้าจะบอกว่านี่คือ "หนังสือประวัติศาสตร์การเมืองสิงคโปร์ชั้นดี" อ่านง่าย อ่านสนุก ไม่น่าเบื่อเลย ผมอ่านสองรอบอย่างเพลิดเพลิน


3. ในมุมวิธีการเล่าเรื่อง ผมขอใช้คำว่า "ร้ายกาจมาก" เพราะวิธีการเล่าเรื่องของผู้วาดและเขียนหนังสือเล่มนี้ ("ซอนนี หลิว" ซึ่งเขียนถึงศิลปินที่ชื่อ "ชาร์ลี เฉิน ฮก ไฉ่") ไม่ธรรมดา ซอนนี หลิว เล่าตัดสลับระหว่าง 1)เส้นเรื่องชีวิตของ เฉิน ฮก ไฉ่ ตั้งแต่เด็กจนแก่ 2)รวมผลงานการ์ตูนและภาพวาดอื่น ๆ ของ เฉิน ฮก ไฉ่ 3)ตัว ซอนนี หลิว เองที่ถูกวาดเป็นตัวการ์ตูนซึ่งกำลังอธิบายเรื่องราวชีวิตและผลงานของ เฉิน ฮก ไฉ่ พร้อม ๆ กับอธิบายการเมืองสิงคโปร์ไปด้วย ทั้งหมดนี้ร้อยเรียงเนียนแนบเป็นเนื้อเดียวกันจนน่าทึ่ง (พร้อมกับความน่าทึ่งเมื่ออ่านจบ และหาข้อมูลต่อ ...ซึ่งผมขอไม่สปอยล์) ...จึงไม่เกินไปถ้าจะบอกว่านี่คือ "หนังสือเรื่องเล่าชั้นดี" วิธีการเล่าของเขาเทียบได้กับ เควนติน ทารันติโน่, เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน หรือ คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็ยังได้


เอาล่ะครับ ถ้าทั้งหมดนี้ ยังทำให้คุณอยากซื้อไม่ได้อีก กรุณาดูที่ปกมุมขวาด้านบนไล่ลงมา จะเห็นวงกลม 4 วง นั่นคือรางวัลที่หนังสือเล่มนี้ได้ ตั้งแต่รางวัลออสการ์ของวงการหนังสือการ์ตูน รางวัล New York Times Bestseller และรางวัลในวงการหนังสือสิงคโปร์อีก 2 รางวัล


ส่วนใครอยากลองดูสไตล์ภาพในเล่ม พอดีของไทยไม่มีให้ดูในเว็บ ต้องดูฉบับภาษาอังกฤษ กด ที่นี่ (จะเห็นรูปปก กดที่ปกจะอ่านตัวอย่างได้หลายหน้าเลย)


ผมขอจบด้วยการยกคำพูดในรีวิวของเว็บ amazon ที่มีผู้อ่านท่านนึงเขียนถึง 10 เหตุผลว่าทำไมควรอ่านหนังสือเล่มนี้ โดยข้อ 10 นั้นเขาเขียนว่า "หากคุณเป็นมนุษย์และอ่านภาษาอังกฤษได้ คุณน่าจะชอบหนังสือเล่มนี้" ก็นั่นแหละครับ "หากคุณเป็นมนุษย์และอ่านภาษาไทยได้ คุณน่าจะชอบหนังสือเล่มนี้" นี่คือสิ่งที่ผมอยากบอกกับพวกเรา ...ใครชอบศิลปะ ใครชอบเกร็ดการเมือง ใครชอบวิธีเล่าเรื่องเจ๋ง ๆ เล่มนี้มีไว้เพื่อคุณ


"ศิลปะของชาร์ลี เฉิน ฮก ไฉ่" สำนักพิมพ์ Silkworm ราคาปก 650 บาท สั่งซื้อออนไลน์ ที่นี่


7. Blankets เขียนโดย Craig Thompson


ช่วงนี้ผมกำลังคลั่งไคล้ Graphic Novel ซื้อมาหลายเล่ม ตะลุยอ่านด้วยความเพลิดเพลิน อย่างเล่มนี้ก็เจ๋งดี ภาพสวย เนื้อเรื่องเยี่ยม แนะนำครับ


คำว่า Graphic Novel แปลเป็นไทยก็คงประมาณ "นิยายภาพ" แปลอีกทีว่านิยายที่เล่าผ่านภาพวาด หลายคนอาจคิดว่ามันคือ "การ์ตูน" ซึ่งก็ไม่ผิด เพียงแต่คำว่าการ์ตูนมันสื่อไปถึงว่ามีไว้สำหรับเด็ก ต้องสนุก ผจญภัย อะไรทำนองนั้น แต่ Graphic Novel นั้นเนื้อหาสามารถไปได้ไกลกว่านั้น อย่าง Blankets เล่มนี้ (ภาษาอังกฤษ ไม่มีแปลไทย) น่าจะเหมาะกับวัยรุ่นสัก 17-18 หรือแม้แต่ผู้ใหญ่อย่างผม อ่านแล้วก็ยังประทับใจ


Blankets เล่าเรื่องราวของ Craig (ชื่อเดียวกับผู้เขียน) เด็กหนุ่มวัยประมาณ 18 ปี ผู้อยู่ในช่วงวัยสับสนของชีวิต ทั้งเรื่องเรียน เรื่องความรัก รวมถึงเรื่องปมในวัยเด็กที่ยังตามหลอกหลอนแม้จนตอนโตแล้ว ผมชอบที่ผู้เขียนกล้าแตะเรื่องเซนซิทีฟอย่างเรื่องศาสนา การล่วงละเมิดทางเพศ บาปที่เรียกว่า Original Sin การบูลลี่ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน รวมถึงอิทธิพลของพ่อแม่ที่คุกคามตัวตนของลูกได้อย่างฝังรากลึก


นอกจากเนื้อเรื่องแล้ว ภาพวาดยังงดงามมาก (ขาวดำทั้งเล่ม) ลายเส้น วิธีวาดเชื่อมจากช่องหนึ่งไปสู่อีกช่อง การลากเหตุการณ์ปัจจุบันย้อนไปในอดีต แล้ววกกลับมาที่ปัจจุบันใหม่ ภาพเปลือยแต่ไม่อุจาด ภาพบรรยากาศยุค 90s ที่วงดนตรีเฟื่องฟูสุด ๆ ...เหล่านี้ยิ่งขับให้ Blankets เป็น Graphic Novel ที่โคตรเจ๋ง สมแล้วที่ได้ Eisner Awards รางวัลที่เป็นเหมือนออสการ์ของค