หนังสือที่ผมอ่านในครึ่งปีแรก 2020 (ตอนที่ 1)

Updated: Aug 10, 2020

หนึ่งในวิธีการอ่านหนังสือที่ทำให้เราจดจำเนื้อหาได้ดีขึ้น ก็คือคิดเสมอว่าถ้าอ่านเล่มนี้จบแล้ว ฉันจะเล่าให้คนอื่นฟัง ฉันจะชวนให้คนอื่นอ่านบ้าง การทำแบบนี้จะทำให้เราตั้งใจอ่าน จับใจความ มองภาพรวมของทั้งเล่ม และฝึกสรุปออกมาเป็นประเด็นสำคัญให้คนที่ยังไม่ได้อ่าน รู้สึกคล้อยตาม อยากอ่านบ้าง


ผมเองใช้วิธีนี้มาตลอด ได้ประโยชน์ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น (หวังว่า) โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 1-2 ปีนี้อ่านหนังสือค่อนข้างเยอะ และนำมาเขียนถึงใน facebook fanpage อยู่เสมอ ๆ


ตอนนี้ ปี 2020 ผ่านครึ่งปีมาได้สักระยะแล้ว มีหนังสือหลายเล่มที่ผมเคยเขียนถึง เผื่อใครอาจจะเคยเห็นไม่ครบ ครั้งนี้ผมจึงรวบรวมไว้ในบทความนี้ที่เดียว ลองอ่านนะดูครับ เผื่อว่ามีเล่มไหนตรงกับความสนใจของคุณ


เรามาเริ่มกันเลย...


1. 100 Things Millionaires Do เขียนโดย Nigel Cumberland


หนังสือแนะนำเล่มแรกของปี 2020 จะได้เป็นปีแห่งความมั่งคั่งของพวกเราทุกคน (ยังไม่มีแปลไทย แต่อ่านง่าย ใครอยากฝึกภาษาอังกฤษ ลองจากเล่มนี้ก็ได้ครับ)


แวบแรกที่เห็น รู้สึกเบื่อเล็กน้อยที่เห็นหนังสือแนว ๆ นี้ เพราะมีเยอะเหลือเกิน แต่พอลองเปิดอ่านแล้วน่าจะอ่านง่าย ซื้อมาคงไม่ดองไว้แน่ ๆ เพราะเขียนเป็น Tips สั้น ๆ 100 ข้อ ซึ่งผมก็อ่านจบจริง ๆ ในเวลาไม่นาน ไม่ใช่หนังสือที่ดีมากนะครับ แต่ก็ไม่แย่ เหมือนได้ทบทวนสิ่งต่าง ๆ ของขั้นตอนการสร้างเนื้อสร้างตัว ตั้งแต่เริ่มจาก 0


เอาเข้าจริงมันคือหนังสือการเงินส่วนบุคคลฉบับเบื้องต้นนั่นเอง


ข้อดีคือคนเขียนเคยทำงานสายการเงินมาก่อน เป็นนักลงทุนทั้งหุ้น อสังหา และสตาร์ทอัพ ก็เลยให้คำแนะนำที่เข้มข้น ไม่บางเบาหรือไปในทางขอพลังจักรวาลให้ฉันร่ำรวย แต่แนะนำเราตั้งแต่การเก็บเงิน การลงทุน การอ่านตัวเลขทางบัญชี (เบื้องต้น)


อีกข้อดีคือ คนเขียนอายุ 50 กว่าแล้ว ผ่านประสบการณ์มาเยอะ โค้ชนักธุรกิจมาก็มาก เลยเล่าออกมาได้อย่างเรียบง่าย ไม่เว่อร์ ไม่ชวนรวยแบบไม่ลืมหูลืมตา


มีอยู่ข้อหนึ่งที่ผมชอบมาก ๆ ผู้เขียนบอกว่า


Wealth Does Not Ensure Happiness ความมั่งคั่งไม่ได้รับประกันความสุข

ความหมายก็คือ เป็นเรื่องจริงที่การมีเงินเพิ่มขึ้นนั้นทำให้เรามีความสุข โดยเฉพาะถ้าเราไม่ค่อยมีเงิน หรือกำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงจุดหนึ่งที่รวยขึ้น เราจะพบว่าเงินในบัญชีที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้สัมพันธ์กับระดับความสุขสักเท่าไหร่


เรื่องนี้ถือว่าตรงข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ใฝ่ฝันว่าถ้าฉันมีเงินเยอะ ๆ ฉันต้องมีความสุขมากแน่ ๆ แต่ความจริงก็คือ การมีเงินเยอะขึ้น นำมาสู่ความเครียดที่เพิ่มขึ้น เพราะต้องหาหาปกป้องและเพิ่มพูนเงินจำนวนนั้น นอกจากนี้การมีเงินเยอะขึ้น จะทำให้เราเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นที่มีเยอะกว่าเรา และหยุดไม่ได้ที่จะต้องพยายามรวยขึ้นกว่าเดิม และสุดท้าย การมีเงินมากขึ้น จะเริ่มทำให้เราเบื่อง่าย ไม่ค่อยเห็นค่ากับสิ่งที่ซื้อหามาได้สักเท่าไหร่ เพราะแค่ใช้เงินซื้อก็ได้มาแล้ว


สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำก็คือ เราต้องนิยามให้ชัดเจนว่า อะไรคือความสุขในชีวิต โดยเฉพาะความสุขในเรื่องที่ไม่ต้องใช้เงิน เช่น ความสุขของฉันคือการได้อยู่กับคนที่ฉันรัก เช่น ครอบครัว เพื่อนฝูง ความสุขของฉันคือการได้ทำงานที่รัก ความสุขของฉันคือการได้ช่วยเหลือผู้อื่น


พอเราได้นิยามความสุขแบบนี้มาแล้ว ขอให้ตั้งมั่นตั้งใจไว้ว่าความมั่งคั่งที่กำลังจะสร้างขึ้น จะต้องไปสนับสนุนความสุขดังกล่าว เช่น ยิ่งมั่งคั่ง ฉันยิ่งมีเวลาให้คนที่รัก ยิ่งมั่งคั่ง ฉันยิ่งได้ทำงานที่รัก ยิ่งมั่งคั่ง ฉันยิ่งได้ช่วยเหลือคนอื่น แบบนี้เป็นต้น


ผู้เขียนทิ้งท้ายในประเด็นนี้ได้น่าสนใจครับว่า ถ้าการโชว์รวยทำให้เรามีความสุข ขอให้เราตั้งคำถามกับตัวเองได้แล้วว่า "มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา?" เพราะความร่ำรวยแบบนั้นไม่ได้มีประโยชน์ในตัวมันเองเลย และมันก็ไม่มีทางเป็นความสุขที่แท้จริง


100 Things Millionaires Do เขียนโดย Nigel Cumberland ราคาปก 440 บาท ซื้อออนไลน์ได้ ที่นี่


2. ตั้งเป้าชัดวัดผลได้ด้วย OKRs เขียนโดย John Doerr


เล่มนี้ผมได้ยินเสียงชื่นชมมานาน พออ่านจนจบก็เข้าใจได้ว่าทำไมหลายคนยกย่อง เหตุเพราะเล่มนี้เขียนโดยผู้ที่ทำให้ OKRs เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนั่นเอง


หนังสือฉบับภาษาอังกฤษเขียนขึ้นในปี 2018 ว่าด้วยวิธีการตั้งวัตถุประสงค์และผลลัพธ์สำคัญที่ต้องการให้เกิดขึ้น ซึ่งวิธีการดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า OKRs หรือ Objectives and Key Results


หนังสือเล่มนี้เขียนโดย John Doerr เขาคือนักลงทุนใน Startup เบอร์ต้น ๆ ของโลก และเป็นคนที่ทำให้ OKRs ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเขาเรียนรู้วิธีการนี้จาก Andy Grove ซีอีโอของ Intel (ซึ่ง Grove ก็เรียนรู้และปรับปรุงมาจาก Peter Drucker อีกที) แล้วนำมาตั้งชื่อใหม่ว่า OKRs พร้อมกับเผยแพร่วิธีนี้ไปยังทุกบริษัทที่เขาเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะบริษัท Google ที่ใช้ OKRs จนประสบความสำเร็จ ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกก็เลยสนใจ แล้วนำไปปรับใช้บ้าง


สาเหตุที่ OKRs ได้รับความนิยมนำไปใช้ในหลายองค์กร ก็เพราะเป็นวิธีที่ทำให้เห็นเป้าหมาย พร้อมวิธีการและการวัดผลที่ชัดเจน สอดคล้องกันทั้งองค์กร ร่วมกันตั้งเป้าหมาย ไม่ใช่การรอรับคำสั่ง รวมทั้งยังตรวจสอบความคืบหน้าได้อย่างรวดเร็ว ปรับแก้ได้ทันเวลา และทำให้กล้าตั้งเป้าหมายที่ท้าทายอีกด้วย


จุดแข็งของหนังสือเล่มนี้ ก็อย่างที่บอกไปแล้วครับว่าเขียนโดยคนที่ทำให้ OKRs เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เราจึงได้เนื้อหาเรื่องนี้อย่างถูกต้อง แต่จุดอ่อนของเล่มนี้ก็คือ มันดูเหมือนการถอดความจากการสัมภาษณ์มากกว่าจะเป็นภาษาเขียน โดยเฉพาะในช่วงของ Case Study ที่เราคนไทยอาจไม่เข้าใจทั้งหมด ทั้งเรื่องของ Context และภาษาที่ไม่ได้ผ่านการเรียบเรียงเพื่อการอ่าน (บอกตรง ๆ ว่าบางเคส ผมก็ข้ามไปเลย)


ถ้าหนังสือเล่มนี้ทำเป็นภาพยนตร์สารคดี ผมว่าจะยอดเยี่ยมมากครับ


จุดอ่อนอีกอย่างสำหรับการอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยก็คือ อ่านยากกว่าฉบับภาษาอังกฤษ เนื่องจากเรื่องพวกนี้ในองค์กรเองก็ใช้ทับศัพท์เป็นภาษาอังกฤษ พอแปลเป็นภาษาไทยจึงยิ่งเข้าใจยากกว่าเดิม (และด้วยความเคารพครับ ทีมแปลสื่อสารคลาดเคลื่อนในบางจุด แต่ไม่ใช่จุดสำคัญมากนัก เช่น In short ควรแปลว่าโดยสรุป ไม่ใช่แปลว่าในระยะสั้น) เพราฉะนั้นผมแนะนำให้อ่านควบคู่กันทั้งสองภาษา ถ้าอ่านอังกฤษอย่างเดียวไม่ไหว


สุดท้าย ถ้าให้อธิบายเล่มนี้แบบสั้น ๆ คงบอกว่า


"เป็นออริจินัล เข้าใจไม่ง่าย ตัวอย่างไม่เกี่ยวกับเรามากนัก อ่านจบแล้วอาจนำไปใช้ทันทีไม่ได้"

ส่วนตัวผมแนะนำว่าถ้าสนใจ OKRs จริง ๆ ลองอ่านจากนักเขียนไทยอย่างหนังสือ "พัฒนาองค์กรและชีวิตด้วยแนวคิด OKRs" ของ ดร.นภดล ร่มโพธิ์ จะเข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้รวดเร็วกว่า (ตอนนี้ผมยกให้ท่านเป็นบิดาของ OKRs ประเทศไทยไปแล้ว) ใครสนใจ สั่งซื้อออนไลน์ได้ ที่นี่


ตั้งเป้าชัดวัดผลได้ด้วย OKRs สำนักพิมพ์ซีเอ็ด ราคาปก 360 บาท สั่งซื้อออนไลน์ได้ ที่นี่


3. เราทุกคนล้วนมีร้านเวทมนตร์อยู่ในใจ เขียนโดย James R. Doty


เล่มนี้ฮิตนานแล้ว แต่ผมเพิ่งเคยอ่าน ดีมาก อยากแนะนำ ทีแรกไม่อ่าน เพราะคิดว่าเป็นนิยายเกาหลีวัยรุ่นมุ้งมิ้ง เพราะได้ยินสรรพคุณว่าเล่มนี้วงวัยรุ่น BTS ได้แรงบันดาลใจไปแต่งเพลง แถมปกก็สีนี้ด้วย ผมจึงมีอคติไปเองว่าคงไม่ใช่แนวเราสักเท่าไร...ที่ไหนได้ ครบรส สนุก ซึ้ง ได้ความรู้ ได้แรงบันดาลใจ เป็นหนังสือที่ผสมผสานเรื่องของจิตวิญญาณ สมาธิ เข้ากับวิทยาศาสตร์ทางสมอง แล้วเล่าออกมาในรูปแบบของนิยาย "แต่ทั้งหมดคือเรื่องจริง"


หนังสือฉบับภาษาอังกฤษเขียนขึ้นในปี 2016 พูดถึงเรื่องราวชีวิตของนายแพทย์ผ่าตัดสมองท่านนึง ซึ่งได้เรียนรู้ปริศนาของสมองและความลับของหัวใจ หนังสือเล่าตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก เขาได้พบหญิงชราคนหนึ่งในร้านขายอุปกรณ์เล่นมายากล เธอได้เปิดเผย "Magic" หรือกล (หรือเวทมนตร์) ที่ทำให้เขาเชื่อมโยงสมองกับหัวใจเข้าด้วยกัน เยียวยาความเจ็บปวดในวัยเด็กที่ครอบครัวมีปัญหา และทำให้เขามุ่งมั่นสู่เป้าหมายจนเติบโต กลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ล้มเหลว หลงทาง แล้วลุกกลับขึ้นมาอีกครั้งด้วยเป้าหมายใหม่...ที่ไม่ใช่การทำเพื่อตัวเอง


ข่าวดีก็คือ "Magic" ที่ว่านี้ เราเรียนรู้แล้วนำมาปรับใช้กับตัวเองได้ด้วย

ถือเป็นหนังสือเล่มที่ดีงามมากในชีวิตการอ่านหนังสือ เหมาะที่จะอ่านเพื่อผ่อนคลาย หยุดความฟุ้งซ่าน เปิดหัวใจเพื่อรักตัวเองและผู้อื่น รวมทั้งตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน จะได้ไม่หลงไปไขว่คว้าสิ่งที่ไม่ได้ต้องการอย่างแท้จริง


ฉบับภาษาไทยแปลดีมาก สละสะสวย เพียงแต่หน้าปกและคำโฆษณาอาจทำให้คิดว่าเป็นนิยายวัยรุ่นสำหรับผู้หญิง แต่ผมย้ำอีกทีว่าไม่ใช่แบบนั้น เนื้อหาในเล่มยิ่งใหญ่มาก


Into the Magic Shop เราทุกคนล้วนมีร้านเวทมนตร์อยู่ในใจ ราคาปก 245 บาท สั่งซื้อออนไลน์ได้ ที่นี่


4. เพราะมองออกข้างนอก คุณถึงเห็นข้างใน เขียนโดย The Arbinger Institute


เป็นหนังสือที่ผมต้องขอใช้ประโยคว่า "เพราะไม่มีใครยอมจ่ายเงินซื้อหนังสือหนา 10 หน้า นักเขียนจึงต้องเขียนให้หนา 200 หน้า" ไม่ใช่เนื้อหาไม่ดีนะครับ ดีเลยแหละ แต่ประเด็นเล็กเกินกว่าจะขยายความให้เป็นเล่ม ถ้าเป็นบทความสั้น ๆ จะถือเป็นบทความที่ยอดเยี่ยมมาก


หนังสือฉบับภาษาอังกฤษเขียนขึ้นในปี 2016 ฉบับแปลไทยออกเมื่อ 2019 เขียนโดยสถาบันฝึกอบรมที่ใช้ชื่อว่า The Arbinger Institute ซึ่งฝึกอบรมให้กับองค์กรนับพันมาตั้งแต่ปี 1979 เนื้อหาพูดถึงเรื่องของกรอบความคิด 2 แบบที่ทำให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน ได้แก่กรอบความคิดแบบแรก Inward Mindset หรือกรอบความคิดที่มักจะนึกถึงแต่ตัวเอง เป็นการมองเข้ามาในตัวเอง กับกรอบความคิดแบบที่สอง Outward Mindset หรือกรอบความคิดที่มองออกไปนอกตัวเอง นึกถึงผู้อื่นก่อน


ขยายความอีกนิดครับ พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเป็น Outward Mindset เราจะมองเห็นคนอื่นเป็นคนคนหนึ่งที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตจิตใจเหมือนเรา เราจะเห็นความต้องการ เห็นจุดมุ่งหมาย และเห็นความท้าทายที่เขากำลังเผชิญอยู่ ในขณะที่ถ้าเป็น Inward Mindset เราจะมองคนอื่นเป็นเพียงแค่วัตถุ ไม่ได้นึกเลยว่าเขามีชีวิตจิตใจเหมือน ๆ กับเรา เราจึงไม่เคยคิดว่าเขาต้องการอะไร มีจุดมุ่งหมายอะไร กำลังเผชิญกับปัญหาความท้าทายอะไรอยู่


เขียนเท่านี้ ผมเองยังรู้สึกวน ๆ เพราะเท่าที่ปัญญาผมพอเข้าใจ เนื้อหาก็จะประมาณเท่านี้แหละครับ นอกนั้นคือตัวอย่างที่ยกมาประกอบ ซึ่งบางเรื่องก็น่าสนใจ เช่น ทีมตำรวจหน่วยจู่โจมทำไมต้องหัดชงนมให้เด็ก หรือเรื่องของพ่อเจ้าอารมณ์ที่วันหนึ่งเจอเหตุการณ์บางอย่าง หลังจากนั้นกรอบความคิดก็เปลี่ยนไปในทันที


ความแตกต่างของเล่มภาษาอังกฤษกับไทย เท่าที่ผมพบเห็น (เพราะอ่านควบคู่ไปสองภาษา) ก็คือภาพประกอบที่ฉบับภาษาไทยนำมาวาดใหม่ให้มีความ "คิกขุ" ขึ้น เป็นตัวการ์ตูนน่ารัก ๆ ในขณะที่ต้นฉบับภาษาอังกฤษใช้รูปเรขาคณิต วงกลม สามเหลี่ยม ให้ความรู้สึกเป็นทางการมากกว่าฉบับภาษาไทย


อีกอย่างที่รู้สึกได้ก็คือ "ภาษาที่ใช้" เนื่องจากผู้เขียนวางตัวเองเป็นสถาบันฝึกอบรมที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเขียน เวลาเล่าเรื่องหรือสรรพนามที่ใช้ จึงรู้สึกห่างไกล แห้งแล้งไปหน่อย


สรุป ถือเป็นหนังสือที่ดีครับ เพียงแต่ยืดเยื้อเท่านั้นเอง


The Outward Mindset เพราะมองออกข้างนอก คุณถึงเห็นข้างใน ราคาปก 195 บาท สั่งซื้อออนไลน์ได้ ที่นี่