หนังสือที่ผมอ่านในครึ่งปีแรก 2020 (ตอนที่ 3)

Updated: Aug 10

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว หนังสือที่ผมอ่านในครึ่งปีแรก 2020 (ตอนที่ 2) ปี 2020 ผ่านครึ่งปีมาได้สักระยะแล้ว มีหนังสือหลายเล่มที่ผมเคยเขียนถึง เผื่อใครอาจจะเคยเห็นไม่ครบ ครั้งนี้ผมจึงรวบรวมไว้ในบทความนี้ที่เดียว ลองอ่านนะดูครับ เผื่อว่ามีเล่มไหนตรงกับความสนใจของคุณ



ตอนที่แล้ว เรามาถึงเล่มที่ 14 แล้ว มาต่อกันที่เล่ม 15 ครับ


15. วันที่แม่ไม่อยู่ เขียนโดย Kyung-sook Shin

นิยายเกาหลีที่เล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่ง ซึ่งแม่วัย 69 ปีหายตัวไปในสถานีรถไฟใต้ดินอันพลุกพล่าน แม่ที่มาจากต่างจังหวัด มาเที่ยวหาลูก ๆ ที่อยู่ในเมือง ...แต่ตอนนี้ไม่รู้แม่ไปอยู่ที่ไหน? ฝ่ายลูก ๆ นั้นเพิ่งรู้ตัวว่า ไม่ใช่วันนี้หรอกที่แม่หายตัวไป แต่นานแล้วที่แม่หายไปจากชีวิตพวกเขา ...พวกเขาทิ้งแม่ไว้ลำพังในชนบทมานานแล้ว


พวกเขาไม่เคยรู้จักแม่ด้วยซ้ำ ไม่เคยคิดในมุมว่าแม่ไม่ได้เกิดมาก็เป็นแม่เลย แม่เคยเป็นเด็ก เคยเป็นวัยรุ่น เคยมีความฝันก่อนหน้าที่จะเป็นแม่


แม่เคยเป็นเด็ก เคยเป็นวัยรุ่น เคยมีความฝันก่อนหน้าที่จะเป็นแม่

ความดีงามของหนังสือเล่มนี้ก็คือวิธีถ่ายทอดที่ยอดเยี่ยม (ซึ่งต้องกราบผู้แปลด้วย แปลดีมาก ๆ) ผู้เขียนสามารถเล่าเรื่องปัจจุบัน ไหลย้อนกลับไปยังเรื่องราวในอดีต แล้วหมุนกลับมาสู่ปัจจุบันได้อย่างไร้รอยต่อ แถมแต่ละบทยังเล่าผ่านมุมมองของตัวละครที่ต่างกัน (แบบที่คาดไม่ถึง...ไม่ขอเล่าแล้วกันครับ) ไม่รู้จะอธิบายยังไง...เอาเป็นว่ามหัศจรรย์มาก สมแล้วที่แม้แต่ โอปราห์ วินฟรีย์ ยังแนะนำเล่มนี้


ใครมี (หรือเคยมี) แม่อายุสัก 70 ขึ้นไป แม่อยู่ต่างจังหวัด ลูกมาอยู่เมืองหลวงกันหมด อ่านแล้วจะต้องอินเป็นพิเศษ ...อ้อ บอกไว้ก่อนว่าผู้เขียนไม่เน้นดราม่าแบบจงใจให้เราน้ำตาไหลให้ได้ เพียงแต่สิ่งที่เขาบรรยายนั้นลึกและละเอียดจริง ๆ จนอาจไปโดน "ต่อมอดีต" ของเราจนต้องเสียน้ำตา


ใครที่อ่านฮาวทูมาก ๆ อยากให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาลองอ่านนิยายดูบ้าง ผมคิดว่าข้อดีของการอ่านงานเขียนประเภทนี้ก็คือ มันทำให้เราเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เพราะเปิดโอกาสให้เราสวมบทบาทเป็นตัวละครที่คิดไม่เหมือนเรา ทำไม่เหมือนเรา เราจึงเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น


วันที่แม่ไม่อยู่ ราคาปก 225 บาท สั่งซื้อออนไลน์ได้ ที่นี่


16. เลือดชั่ว เขียนโดย John Carreyrou



สนุกกว่าที่คิดไว้มาก เรื่องจริงที่เหลือเชื่อกว่านิยาย เมื่อปี 2018 เล่มนี้ถูกยกย่องให้เป็นหนังสือที่ดีที่สุด ปีนี้ 2020 ถึงเวลาที่เราจะได้อ่านภาคภาษาไทยแล้ว Bad Blood หรือชื่อไทย "เลือดชั่ว" คือหนังสือสารคดีข่าวที่เข้มข้น ลุ้นระทึก น่าติดตามไม่แพ้นิยายสืบสวนสอบสวน...ผมอ่านแล้วแทบวางไม่ลง


เนื้อหาว่าด้วยการเปิดโปงคำโกหกครั้งใหญ่ของบริษัทสตาร์ทอัพทางการแพทย์ Theranos บริษัทนี้อ้างว่าแค่เจาะเลือดเพียงปลายนิ้วนิดเดียว ก็สามารถตรวจค่าสำคัญต่าง ๆ ได้ในไม่กี่นาทีด้วยเทคโนโลยีของบริษัท นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการแพทย์ที่จะช่วยผู้ป่วยได้


ผลก็คือ Theranos ระดมทุนได้มหาศาลจากนักลงทุนชื่อดัง เจ้าของบริษัทออกสื่อใหญ่ ๆ มากมาย ...ก่อนที่ความจริงจะค่อย ๆ ถูกขุดคุ้ยว่าเทคโนโลยีที่ว่านั้นทำไม่ได้จริง บริษัทปลอมทุกอย่างทั้งเครื่องตรวจ ทั้งผลตรวจ


ที่น่าทึ่งคือเจ้าของบริษัทนี้เป็นผู้หญิงที่ก่อตั้งบริษัทตอนอายุ 19 ปีเท่านั้น แต่เธอกลับดึงดูดนักลงทุน พันธมิตรธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์แถวหน้า ผู้มีอำนาจทางการเมือง การทหาร ให้มาร่วมหัวจมท้ายไปกับเธอ เธอชื่อ Elizabeth Holmes ผู้ซึ่งนับถือ Steve Jobs เป็นไอดอล (ขนาดแต่งตัวก็ยังเหมือน)


ใครชอบอ่านหนังสือแนวจิตวิทยา เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม หรือชอบอ่านหนังสือที่อ้างงานวิจัยพฤติกรรมมนุษย์นู่นนั่นนี่ ผมอยากให้ลองอ่านเล่มนี้มาก ๆ เพราะนี่ไม่ใช่งานวิจัย แต่คือเรื่องจริงที่จะทำให้เห็นว่า คนเราถูกชักจูงให้ตัดสินใจไม่สมเหตุสมผลได้ง่ายขนาดไหน


คนเราถูกชักจูงให้ตัดสินใจไม่สมเหตุสมผลได้ง่ายขนาดไหน

เราจะได้เห็นตัวอย่างจริงของคำว่า Sunk Cost Fallacy (ทั้งที่รู้ว่าแย่ แต่ไหน ๆ ก็ลงทุนลงแรงไปแล้ว จึงทำต่อไป สุดท้ายขาดทุนยิ่งกว่าเดิม) คำว่า FOMO : Fear Of Missing Out (กลัวพลาด กลัวตกรถ เห็นคนอื่นมี ก็ต้องมีบ้าง) หรือจะเป็นอิทธิพลแบบที่หนังสือ Influence ของ Robert Cialdini เรียกว่า Authority หรือตัดสินใจแบบไม่คิด เพราะเชื่อผู้เชี่ยวชาญ...ซึ่งทั้งหมดนี้นำไปสู่ความพังพินาศทั้งสิ้น


บางคนอาจคิดว่าอ่านไปทำไม? เรื่องราวก็พอรู้อยู่แล้ว แต่ผมอยากชวนให้อ่านเพื่อถือเป็นการฝึกซ้อมไปในตัว ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเราอาจถูกชักจูงให้ร่วมขบวนการลวงโลกเหมือนอย่างผู้คนในเล่มนี้ก็ได้ เพราะผู้ลวงโลกจะใช้ทั้งความน่าเชื่อถือของบุคคล สถานที่ ตำแหน่ง ผลิตภัณฑ์ งานวิจัย คำพูดคำจา การซื้อสื่อ การอ้างอิงถึงแหล่งอื่นให้น่าเชื่อขึ้นอีก ...เรื่องพวกนี้ใครตกอยู่ในสถานการณ์ ยากมากที่จะมีสติ จึงต้องฝึกไว้แต่เนิ่น ๆ จะได้ระแวงให้เป็น


หรืออย่างน้อยที่สุด จะได้เตือนตัวเองไว้ว่า "อะไรที่ดีเกินไป มันมักจะดีเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ"


Bad Blood เลือดชั่ว ราคาปก 450 บาท สั่งซื้อออนไลน์ได้ ที่นี่


17. หากโลกนี้ไม่มีหนังสือ เขียนโดย Jimmy Liao


นิยายภาพ (Graphic Novel) ผลงานเล่มล่าสุด ปี 2018 ของนักเขียนไต้หวัน อ่านเรื่องราวของเขาได้ ที่นี่ เล่มนี้ถือเป็นเล่มที่รสชาติแปลกประหลาดที่สุดในบรรดางานของจิมมี่ที่ผมเคยอ่าน แน่นอนว่าภาพยังคงสวยงาม (โดยเฉพาะใครเป็นหนอนหนังสือ เล่มนี้เต็มไปด้วยภาพวาดคนอ่านหนังสือ) แต่สิ่งที่แปลกออกไปก็คือ อารมณ์ขันแบบตลกร้าย ไม่มีแล้วความเหงา ๆ กวี ๆ นามธรรมแบบเดิม ที่เพิ่มเติมคือความกวนประสาทของตัวหนังสือ ตลอดทั้งเล่มเขายั่วล้อกับความสำคัญของหนังสือว่าตกลงแล้วมันสำคัญขนาดนั้นจริงหรือ? แต่ละหน้านั้นต้องบอกว่าร้ายกาจมากครับ อยากให้อ่านจริง ๆ เล่มนี้ผมก็ชอบมาก


To Read or Not to Read, That is My Question หากโลกนี้ไม่มีหนังสือ ราคาปก 350 บาท สั่งซื้อออนไลน์ได้ ที่นี่


18. ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต เขียนโดย วีรพร นิติประภา


ถือเป็นความรื่นรมย์ขมหวานในช่วงอยู่บ้านต้านโควิด ดีงามสมแล้วที่ได้ซีไรต์ปี 2558 แม้จะอ่านในปี 2563 ก็ยังไม่สาย ผมเริ่มอ่านงานของคุณวีรพร นิติประภา เล่มแรกคืองานเล่มที่ 2 ของเธอ "พุทธศักราชอัสดงกับทรงจําของทรงจําของแมวกุหลาบดํา" นิยายซีไรต์อีกเช่นกันในปี 2561 อ่านแล้วชอบมาก จนยกให้ติด 1 ใน 10 หนังสือที่ประทับใจเมื่อปีที่แล้ว ...หลังจากนั้นจึงซื้อเล่มนี้มาอ่าน "ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต" ซื้อมาแบบไม่รู้อะไร ดองไว้หลายเดือน ทีแรกคิดว่าเป็นรวมเรื่องสั้นด้วยซ้ำ เพราะเล่มไม่หนามาก ต่อเมื่อภายหลังจึงเพิ่งรู้ว่าเป็นนิยาย จึงทึ่งมากที่ผู้เขียนเขียนนิยายมาสองเล่ม และได้ซีไรต์ทั้งสองเล่มติดกันเลย


เกือบ ๆ 20 ปีก่อน ผมอ่านนิยาย อ่านเรื่องสั้นเป็นประจำ แต่ช่วงหลังเลิกอ่านไป เพราะอ่านไม่รู้เรื่อง ยากเกิน หรือไม่ก็เครียดเกิน จนกระทั่งได้อ่าน "พุทธศักราชอัสดงฯ" จึงพบว่านี่คือนิยายที่เนื้อหาน่าติดตาม ฉากหลังผสมผสานไปกับเหตุการณ์จริง ที่สำคัญภาษางดงามมาก แต่คนธรรมดายังเข้าถึงได้ ...อ่านรู้เรื่องว่าอย่างนั้นเถอะ แบบนี้ที่ผมชอบเลย


ส่วนเล่มนี้ "ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต" อ่านแล้วประทับใจ เด็ดขาดเช่นเคย อ่านแล้วรู้ว่ารสมือเดียวกัน (เพียงแต่บางบรรทัดมีอารมณ์ขันแทรกอยู่ได้อย่างเหลือเชื่อ ทั้งที่เป็นโศกนาฏกรรมความรัก) เรื่องราวของความผูกพัน การพัดพลาก การจากเพื่อพบ พบแล้วเพื่อจากกันอีกครั้ง ชีวิตที่หมุนวนคนละทาง ต่างไม่มีใครรู้ว่าจบลงเช่นไร...ไม่ต่างจากชีวิตเรา


ชีวิตที่หมุนวนคนละทาง ต่างไม่มีใครรู้ว่าจบลงเช่นไร...ไม่ต่างจากชีวิตเรา

ตัวหนังสือของผู้เขียนนั้นต้องบอกว่าอ่านแล้วภูมิใจในภาษาไทยที่รุ่มรวย ลึกซึ้ง อธิบายความรู้สึกได้ไม่รู้จบ นึกไม่ออกว่าจะอ่านความงามของตัวหนังสือแบบนี้ได้ที่ไหน...ถ้าไม่ใช่หนังสือของคุณวีรพร


จะพิเศษเพิ่มขึ้นก็ตรงที่เล่มนี้ ตัวละครในเรื่องผูกพันกับเพลงและแผ่นเสียง...โดยเฉพาะเพลงคลาสสิก ระหว่างเรื่องที่ดำเนินไปจึงมีรายนามเพลงปรากฏอยู่เรียงราย ที่โชคดีก็คือ ผู้เขียนรวบรวมชื่อเพลงทั้งหมดไว้ท้ายเล่ม โชคดีกว่านั้น ถ้าใครใช้ spotify ฟังเพลง มีคนทำเพลย์ลิสต์ไว้แล้วชื่อ "ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต" เปิดฟังเพลงไปด้วย อ่านชีวิตในนิยายไปด้วย ...ถือเป็นความรื่นรมย์ขมหวานในช่วงอยู่บ้านต้านโควิด (ใครสนใจ ฟังได้ ที่นี่ )


"ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต" ราคาปก 180 บาท สั่งซื้อออนไลน์ได้ ที่นี่


19. ปีแสง เขียนโดย ดุจดาว วัฒนปกรณ์


"ปีแสง" เขียนโดย ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ...ว่าแต่ดุจดาวคือใคร? ผมเองก็ไม่รู้จัก รู้แค่ว่าผมฟัง podcast ที่เธอจัดอยู่นับสิบตอน (ชื่อ R U OK? ฟังได้ ที่นี่ ) ฟังแล้วชอบมาก...แต่ก็ไม่เคยคิดหาข้อมูลมากกว่านั้นว่าเธอคือใคร จนกระทั่งเห็นหนังสือเล่มนี้ เหมือนมีคนบอกว่าดีมาก เล่าเรื่องราวชีวิตเธอ ผมก็ยังไม่ซื้อ เพราะไม่อยากรู้ จะรู้ไปทำไม เธอไม่ใช่คนดัง แต่สุดท้ายก็ซื้อมา ...และดองไว้อยู่เป็นเดือน


2-3 วันนี้ จัดบ้านใหม่ จึงพบหนังสือเล่มนี้ ไม่หนามาก งั้นอ่านสักหน่อย ไหน ๆ ก็ซื้อมาแล้ว ...เพื่อที่จะพบว่า โอโห เป็นหนังสือที่ดีมาก ดีจริง ๆ ดีที่สุด อยากให้อ่านมากครับ ต้องใช้ความกล้าถึงเพียงไหน เธอจึงเขียนเรื่องราวเปราะบางอย่างนี้ออกมาได้ ผมนับถือใจจริง ๆ มีแต่คนเข้มแข็งเท่านั้น ที่กล้าแสดงความอ่อนแอเช่นนี้ ความขัดแย้งระหว่างเธอกับแม่ ความขัดแย้งระหว่างเธอกับครู ความขัดแย้งระหว่างเธอกับมนุษย์ยาพิษในที่ทำงาน ความขัดแย้งระหว่างเธอกับคนรัก ทุกเรื่องตรง แรง แทงทะลุเข้าไปในหัวใจ แต่อ่านเพลินจนจบเล่มอย่างรวดเร็ว


...ไม่ใช่แค่ฟังเธอระบาย แต่ได้ทำความเข้าใจไปด้วย

มากไปกว่านั้นเหมือนได้โชคเพิ่มอีก 2 ชั้น คือ ชั้นที่หนึ่ง ภาษาเขียนดีมาก ราวกับกำลังอ่านนิยายสักเล่ม ไม่เหมือนประวัติทื่อ ๆ (ซึ่งผมเดาเองว่าเพื่อนสนิทเธอซึ่งเป็นบรรณาธิการเล่มนี้ คงมีส่วนด้วยระดับหนึ่ง) ภาษาดีมากถึงขั้นว่าส่งเข้าชิงซีไรต์ได้เลย (เสียแต่ว่าดันเป็นเรื่องจริง) และชั้นที่สอง ผู้เขียนเป็นนักจิตบำบัด เราจึงได้เรียนรู้เรื่องราวทางจิตวิทยาการสื่อสารไปด้วย เช่น Active Listening / Empathy / Reflect Feeling


ตอนแรกที่อ่านไปได้ไม่กี่หน้า ผมสงสัยว่าทำไมผู้เขียนกล้าเล่าเรื่องราวที่ทำให้เธอ "ไม่เป็นนางเอก" ได้ถึงเพียงนี้ จนกระทั่งย่อหน้าสุดท้ายของเล่มจึงพบคำตอบ เธอเขียนไว้อย่างนี้


"...โอบกอดทุกอณูอันเว้าแหว่งและขาดวิ่นในตัวเองให้ได้ มันเป็นหนทางเดียว ไม่มีหนทางอื่น โอบกอดมันไว้จนกว่าวันหนึ่งเราจะมองเห็นว่า ความน่าเกลียดนั้นก็สะท้อนชีวิตเราได้เช่นเดียวกับความงาม และเมื่อนั้นเราจะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างเป็นอิสระ"


เป็นการจบที่งดงาม เมื่อผมปิดปกหลัง วางหนังสือลง ถึงกับต้องพ่นลมหายใจออกมา แล้วบอกกับตัวเองว่า "นี่คือหนังสือที่ดีจริง ๆ" ...เชียร์ขนาดนี้ ซื้อมาอ่านเถอะครับ (ไม่ได้ค่าโฆษณา)


"ปีแสง" ราคาปก 255 บาท สั่งซื้อออนไลน์ได้ ที่นี่


20. คุณมีเหตุผลอยู่กี่ดอลลาร์ เขียนโดย Dan Ariely with Jeff Kreisler


หนังสือแนะนำสำหรับคนไม่เคยอ่านงานของ Dan Ariely แต่ใครเป็นแฟนหนังสือเขาอยู่แล้ว เล่มนี้ผ่านได้เลยครับ...ไม่มีอะไรใหม่ แถมยังแปลกรสชาติไปกว่าเดิม เพราะเขา (น่าจะ) ไม่ได้เป็นคนเขียนเอง


Dollar and Sense หรือชื่อภาษาไทยที่ตั้งดีมาก "คุณมีเหตุผลอยู่กี่ดอลลาร์" เขียนในปี 2017 แปลไทยปี 2020 เนื้อหาว่าด้วยเรื่องยอดนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ใคร ๆ ก็เขียนถึง นั่นคือ "ความไม่สมเหตุสมผลในการตัดสินใจของมนุษย์" โดยเล่มนี้เน้นไปที่เรื่องเงินโดยเฉพาะ


เนื้อหาว่าด้วยสาเหตุที่คนเราใช้เงินอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น เพราะเราเปรียบเทียบกับอะไรสักอย่าง เมื่อเห็นของแพงมาก่อน ของที่แพงน้อยกว่าจึงดูราคาถูกลงไปทันที (ทั้งที่จริง มันก็ยังแพงอยู่) เช่น เพราะเราทำบัญชีในใจ แบ่งว่านี่คือเวลาพักผ่อน ใช้เงินได้เต็มที่ (เวลาไปเที่ยว เราจึงจ่ายเงินแบบไม่คิดมาก) เช่น เราถูกล่อลวงด้วยความขี้เกียจของสมอง เวลาเจอสรรพคุณบรรยายสินค้าให้ดูเข้าใจยาก เวลาสินค้าถูกตั้งราคาแพง เราจึงคิดไปเองว่านี่คือของดีมีคุณภาพ (มุกนี้คนขายของใช้บ่อย)


เวลาสินค้าถูกตั้งราคาแพง เราจึงคิดไปเองว่านี่คือของดีมีคุณภาพ

อย่างที่บอกครับว่า ใครไม่เคยอ่านงานของ Dan Ariely เล่มนี้น่าจะให้ความรู้และความเพลิดเพลินได้พอสมควร เมื่ออ่านจบ เราจะพบว่ามีสติในการใช้เงินมากกว่าเดิม ไม่ถูกล่อลวงให้จ่ายเงินง่าย ๆ อย่างไร้เหตุผล เอาเป็นว่า "ดีครับ" อยากให้อ่าน


อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นแฟนหนังสือ Dan Ariely ควรผ่านเล่มนี้ไปได้เลย เพราะไม่มีอะไรใหม่ เหมือนเป็นการยำเรื่องเก่า ๆ ที่เคยเขียนไว้แล้วในเล่มอื่น (โดยเฉพาะ Predictably Irrational) เราจะไ้ด้อ่านงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงถึงครั้งแล้วครั้งเล่าในหนังสือหลาย ๆ เล่ม (บางงานวิจัย อายุเกือบร้อยปี จนผมสงสัยว่าโลกยุคหลัง ไม่มีงานวิจัยใหม่แล้วหรือ?)


ที่สำคัญเล่มนี้ ผมคิดว่า Dan Ariely น่าจะไม่ได้เขียนเอง เนื่องจากมีผู้เขียนร่วมที่มีชื่อเล็ก ๆ อยู่ใต้ชื่อของเขาว่า Jeff Kreisler (เขาเป็น Comedian ที่เป็นนักเขียนด้วย) เขาคนนี้น่าจะเป็นคนเขียนมากกว่า 90% ของทั้งเล่ม เนื่องจากสำนวนภาษาที่ "พยายาม" ตลกและอารมณ์ดีตลอดเวลา (ส่วนตัวผมไม่ขำเลย เหมือนเจอเพื่อนที่พยายามปล่อยมุกแป้กตลอดเวลา) และด้วยความพยายามปล่อยมุกนี่เอง ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ "หนาเกินความจำเป็น" (ภาษาไทยเกือบ 400 หน้า)


ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เหมือน Dan Ariely พยายามจะเล่นแร่แปรธาตุงานของตัวเองใหม่ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเช่นเล่มนี้ หรืออีกเล่มที่ผมเคยแนะนำไปก่อนหน้านั้น อย่าง Amazing Decision ที่ทำออกเป็นการ์ตูน (แต่เล่มการ์ตูนดีมากครับ แนะนำ)


สรุปอีกครั้ง เปรียบเทียบแบบนี้ ถ้าคุณไม่เคยฟังเพลงของพี่เบิร์ด ธงไชย มาก่อน เล่มนี้เหมือนศิลปินรุ่นหลังนำเพลงพี่เบิร์ดมาคัฟเวอร์ ฟังง่าย เข้ากับยุคสมัย (แต่เสียดายที่เขียนชื่อพี่เบิร์ดซะใหญ่โต น่าจะเขียนชื่อตัวเองมากกว่า) ส่วนใครเคยฟังเพลงพี่เบิร์ด แนะนำว่าฟัง Original Version ดีกว่า


"คุณมีเหตุผลอยู่กี่ดอลลาร์" ราคาปก 350 บาท สั่งซื้อออนไลน์ได้ ที่นี่


21. เปลี่ยนแผลเป็นพลัง เขียนโดย ดร.พงษ์รพี บูรณสมภพ


เนื้อหาดี มีประโยชน์มาก ได้เห็นปัญหาในชีวิตผู้อื่น แล้วสะท้อนย้อนมองดูชีวิตตัวเอง ทั้ง 12 กรณีศึกษาในเล่ม สอนผมได้มากมายจริง ๆ ทุกชีวิตล้วนมีปมให้เรียนรู้ เข้าใจ ยอมรับ ปรับเปลี่ยน และปล่อยวาง "เปลี่ยนแผลเป็นพลัง From Pain to Power" เขียนโดย ดร.พงษ์รพี บูรณสมภพ หรือ "ดร.ต้อง" ประวัติการศึกษา/การทำงานยาวเหยียด จนยากนิยามความสามารถ แต่สัมผัสได้ว่า "เก่งมากๆๆๆ" (บางท่านอาจเคยฟังสัมภาษณ์เขาในรายการเจาะใจ)


อย่างไรก็ตาม ดร.ต้อง เป็นที่รู้จักในชื่อของ "นักแกะปมชีวิต" ผมเคยอ่านหนังสือของเขามาแล้วน่าจะทุกเล่ม เล่มนี้เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย และตรงเข้าสู่หัวใจผู้อ่านง่ายที่สุด ทุกบทยกตัวอย่างผู้เข้ารับการปรึกษาปมปัญหาที่แตกต่างกัน จนเราแทบเห็นทุกมุมของชีวิต

ทุกบทยกตัวอย่างผู้เข้ารับการปรึกษาปมปัญหาที่แตกต่างกัน จนเราแทบเห็นทุกมุมของชีวิต

เด็กหญิงที่กรีดตัวเองเพราะอึดอัดที่อยู่ใต้ความคาดหวังพ่อแม่ / ลูกชายที่แบกรับความทุกข์ไว้แทนพ่อ / เซเลบริตี้ที่พยายามสมบูรณ์แบบเพื่อให้ครอบครัวยอมรับ / เศรษฐินีที่ยอมให้คนใกล้ตัวเอาเปรียบเพราะคำพูดของแม่ที่เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ยังดังก้องอยู่ในหัว บอกเธอว่าต้องทำตัวให้มีประโยชน์นะลูก / วิกฤตวัยกลางคนของชายผู้ต้องการความนับถือจากภรรยาและลูก / แม่วัยชราผู้มีเงินมากมาย แต่ถูกทอดทิ้งไว้ลำพัง เพราะลูกหลานเบื่อคำแนะนำและการควบคุมชีวิตที่ไม่จบสิ้น...แต่แม่ไม่รู้ตัว / คู่รักที่แต่งงานกันเพราะคิดว่ามีอะไรคล้ายกัน หารู้ไม่ว่าความคล้ายจะทำร้ายความรักจนสองคนต้องแยกทาง ...อื่น ๆ อีกมาก และทั้งหมดนี้คือเรื่องจริงจากชีวิตจริง ความดีงามของหนังสือเล่มนี้ก็คือ ระหว่างที่เราร่วมรับรู้เรื่องราวของเขาและเธอในคลาสบำบัดจิตใจ เราก็ได้ฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง ดร.ต้องไปด้วย ได้ทำความเข้าใจกระบวนการทางจิตวิทยาเบื้องต้นที่ย่อยมาแบบง่าย ๆ อย่างอันนึงที่ผมชอบมากก็คือ "ภาพร้อยล้าน" ความหมายคือ ให้นึกว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขในแต่ละวัน สิ่งนั้นเหมือนดั่งมีมูลค่าร้อยล้านสำหรับเรา หรือทำให้เรามีความสุขเหมือนเป็นเศรษฐีร้อยล้าน นั่นคือภาพที่เราต้องนึกออกให้ชัดเจน สรุปว่าดีครับเล่มนี้ ไม่หนามาก อ่านจบแน่นอน ผมได้ประโยคสะกิดใจติดไม้ติดมือไปหลายประโยค เพื่อเอาไว้ใช้ทบทวนตัวเอง ...ถ้ามีโอกาสวันนึงผมได้นั่งคุยกับ ดร.ต้อง เมื่อไหร่ จะเล่าสู่กันฟังเพิ่มเติม "เปลี่ยนแผลเป็นพลัง From Pain to Power" ราคาปก 245 บาท สั่งซื้อออนไลน์ได้ ที่นี่


หมายเหตุ : ติดตามอ่านตอนที่ 4 ของ "หนังสือที่ผมอ่านในครึ่งปีแรก 2020" ได้ ที่นี่

1,010 views
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot