ผมไม่มีผม (ตอนจบ)

1.

พระพรกลายเป็นนายทศพรไปแล้ว ...พิธีสึกเป็นไปอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว แค่กราบพระและรับศีลห้า พระให้พรก็จบ แล้วจีวรก็เปลี่ยนเป็นชุดเสื้อเชิ้ต กางเกงทหาร

นายทศพรควบมอเตอร์ไซด์จากไป บอกว่าบ่าย ๆ จะกลับมาอีกที เพื่อมาเป็นเด็กวัด 3 วันแก้เคล็ด ด้วยเหตุผลที่ว่าใช้น้ำใช้ไฟของวัดไป จึงต้องมาทำงานตอบแทน ...ส่วนของผม โยมแม่บอกให้บริจาคเงินเป็นค่าน้ำค่าไฟแทน


เดินบิณฑบาตคนเดียว สงสัยจะด้วยอานิสงฆ์พระใหม่หรือเพราะไม่อยากให้สึกก็ไม่รู้ วันนี้โยมใส่บาตรกันเยอะมาก จนผมต้องเอาถุงใบใหญ่มาใส่ ทั้งข้าว กับข้าว ข้าวต้มมัด ขนม ผลไม้ นมกล่อง น้ำผลไม้ ซองปัจจัย ดอกไม้ ธูปเทียน


เช้านี้แม่สีกาแฟนผมใส่บาตรด้วย รู้จากสีกาแฟนผมมาว่าแกตื่นมาหุงข้าวแต่เช้า


สงสัยอยากใส่บาตรพระว่าที่ลูกเขย

2.

ตอนนี้ยอดรวมปัจจัยเท่ากับ 3,713 บาท เณรรูปหนึ่งจะสึกสิ้นเดือนนี้ เด็กวัดถามว่าเก็บเงินได้เท่าไหร่แล้ว เณรบอกว่าสามพันกว่าบาทแล้ว


เงิน เงิน เงิน เงินเงินเงิน เราหลีกมันไม่พ้น เห็นบิลค่าน้ำของวัด 5,000 บาท ค่าไฟ 12,000 บาท ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเยอะขนาดนั้น กุฏิก็มีอยู่แค่ 3-4 หลัง โบสถ์วิหารก็ต่อไฟตรง ไม่เสียค่าไฟ ถึงว่าล่ะ เจ้าอาวาสบอกว่าเดือน ๆ หนึ่งเป็นภาระใหญ่หลวงในการหาเงินมาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ

..แล้วห้องก็เหลือผมอยู่คนเดียว จริง ๆ แล้วพักหลังก็เหลือผมคนเดียว เพราะพระพรมักจะเที่ยวไปคุยกับคนอื่น

ส่วนผมมันประเภทเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง เย็น ๆ ถึงจะออกไปเดินเล่น กวาดใบไม้

เมื่อวานเอาหนังสือที่ติดมาอ่านตอนบวช ไปบริจาคที่ห้องสมุดวัด ที่นี่มีแต่หนังสือเก่า ๆ ที่ได้รับบริจาคมาอีกที


แม้กระทั่งที่วัดก็มีเครื่องไรท์ซีดี แม้กระทั่งที่วัดก็ก็อบปี้เพลงฟัง เณรอยากฟังเพลงอะไรก็ไรท์มาเปิดฟังกันบนศาลา ผมไม่ทันได้ถามว่าไรท์มาจากต้นฉบับหรือจาก MP3


สมัยนี้จะให้ใครมาซื้อซีดีฟัง ในเมื่อเทคโนโลยีสนับสนุนขนาดนี้ ...เก็บเงินไว้จ่ายค่าบัตรเติมเงินดีกว่า


3.

แย่แล้ว...ที่บ้านโทรมาบอกว่าตามประเพณีแล้ว ตอนเย็นก่อนวันสึกจะต้องไปเทศน์ให้โยมพ่อโยมแม่ฟัง เทศน์! จะเป็นไปได้ยังไง?!


ยังดีที่มีพระพี่เลี้ยงไปด้วย ยังดีที่ได้เณรรูปที่เคยฉันเพลด้วยกันไปเป็นเพื่อน ยังดีที่ถือใบลานว่าตามนั้นได้


บนใบลานเขียนว่า “พระไตรปิฎกมหาวิคกาสมัยฉบับห้าพันกัณฑ์เท่าอายุพระพุทธศาสนาห้าพันปี ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างรับกึ่งพุทธกาลสองพันห้าร้อยปีของโรงพิมพ์ ส.ธรรมภักดี” ดูขลังมาก


เรื่องที่จะเทศน์เป็นเรื่องเกี่ยวกับศีล ชื่อเรื่องว่า “พรานคืนศีล” เนื้อเรื่องประมาณว่า พรานล่าสัตว์สงสัยว่าเขาประกอบอาชีพล่าสัตว์มาเป็นชั่วโคตร แต่ทำไมไม่รวยสักที ก็เลยเดินทางไปถามฤาษี ฤาษีให้ถือศีล นายพรานจึงเลิกฆ่าสัตว์ พอกลับบ้าน โดนเมียด่า เลยต้องกลับมาคืนศีล ฤาษีบอกว่าไม่รับคืน ต้องไปคืนกับพระพุทธเจ้า ระหว่างที่นายพรานเดินทางไปคืนศีล ก็เจองู เจ้าเมือง คนหามสะพาน กวาง ช้างชนกัน และชาวบ้านชีเปลือย ทั้งหมดเหล่านี้ฝากคำถามไปกับนายพราน ให้ถามพระพุทธเจ้าว่าทำไมพวกตนจึงได้รับกรรมลำบากอยู่อย่างนี้?


เมื่อพบพระพุทธเจ้า ท่านบอกกับนายพรานว่าพวกนั้นได้รับเวรกรรมที่เมื่อชาติปางก่อนสร้างไว้ จึงต้องมาใช้วิบากกรรมในชาตินี้ ถ้ารักษาศีลจะพ้นวิบากกรรม นายพรานจึงเดินทางกลับไปบอกพวกที่ฝากคำถามมา หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าเมือง เจ้าเมืองตอบแทนนายพรานด้วยการยกลูกสาวให้ และแบ่งเมืองให้ปกครอง


จบบริบูรณ์...แปลก ๆ ไหมครับ ทุกวันนี้ผมยังงง ๆ ว่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไร?

อย่างแรกเลย นายพรานมีอาชีพล่าสัตว์ผิดตรงไหน ถ้าล่าเพื่อการยังชีพ ไม่ได้ล่าเล่น ๆ อย่างที่สอง ทำไมการถือศีลต้องได้รับผลตอบแทนเป็นลาภยศสรรเสริญขนาดนั้น อย่างที่สาม แล้วเมียนายพรานผิดตรงไหน ทำไมนายพรานต้องทิ้งเธอไปแต่งงานใหม่ ...ผิดไหมถ้าผมจะตั้งคำถามกับสิ่งที่เทศน์?


แต่ช่างมันเถอะ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้น ผมต้องฝึกเทศน์ให้คล่องก่อนการเทศน์จริง

4.

ไม่รู้เป็นอะไร พอต้องสวดหรือเทศน์ เป็นต้องติดสำเนียงแบบพระ ขรึม ยานคางแบบคนแก่ เรื่องพิธีการเป็นอะไรที่ทุกคนยังยึดติดเคร่งครัดอยู่เสมอ แต่กลับไม่มีใครมองถึงเนื้อแท้ข้างใน


ตอนรับพรตั้งใจรับกันทุกคน แต่ตอนพระเทศน์ไม่มีใครฟัง ยังไม่ต้องนับว่ากี่คนที่ฟังเทศน์ แล้วตั้งใจปฏิบัติตาม


กระวนกระวายใจ ลองอ่านซ้อมอีกที ใกล้จะถึงเวลาต้องไปที่บ้านแล้ว เพิ่งรู้ว่าต้องมีการให้ศีล ม้วนศีลอีกด้วย

ว่าแต่...แล้วม้วนศีลมันคืออะไร? (แต่ปรากฏว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ม้วนศีล เพราะเณรที่พาไป สวดคนละอย่างคนละสำนักกัน)


มาที่บ้าน ต้องกลั้นขำที่โยมทั้งหลายพยายามท่องอาราธนาศีล อาราธนาธรรม แต่ก็ติด ๆ ขัด ๆ (โดยมีโยมแม่ผมนำสวด) โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าแปลว่าอะไร


แล้วการเทศน์ก็ผ่านไปได้ด้วยดี นายทศพรมานั่งฟังเทศน์ด้วย บอกว่าผมมีแวว ดูมีบารมี ถ้าเอาดีทางนี้ สงสัยจะได้เป็นเจ้าอาวาส


มันสงบแต่ไม่สนุกน่ะสิ ...อันที่จริงสงบหรือเปล่าผมก็ไม่ยังค่อยแน่ใจ


เห็นเจ้าอาวาสบ่นเรื่อยว่ามีคนตามทวงหนี้อยู่เนือง ๆ

5.

11 วันที่ผมบวช เป็นเพียงช่วงเวลาที่น้อยนิดเมื่อเทียบกับช่วงชีวิตที่ผ่านมา นึกถึงคำที่เพื่อนบอกผมว่า เวลาที่ใช้ในการบวชไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราทำตัวอย่างไรในช่วงเวลานั้นมากกว่า


จะได้อะไรหรือไม่ได้อะไร ไม่ได้อยู่ที่ใครให้เรา แต่อยู่ที่เรา ได้ให้ตัวเราเองหรือเปล่า


อีกสิบสองชั่วโมงผมก็จะกลับสู่โลกแล้ว โลกที่จากไป 11 วัน พระพรบอกผมว่าสึกออกไปแล้วจะรู้สึกว่าโลกข้างนอกเปลี่ยนไป


โลกข้างนอกเปลี่ยนไป หรือโลกข้างในเปลี่ยนแปลง


...เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้.


(อ่านตอนอื่น ๆ กดที่แฮชแท็กนี้ครับ #ผมไม่มีผม )


หมายเหตุ : หนังสือเล่มแรกที่ทำให้หลายคนรู้จักผม คือ "งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า" แต่จริง ๆ แล้วหนังสือเล่มแรกที่ผมเขียนและได้รับการตีพิมพ์ คือ "ผมไม่มีผม" เล่มนี้วางจำหน่ายเมื่อปี พ.ศ.2548 เนื้อหาคือบันทึกเรื่องราวที่ผมบวชเมื่อปี พ.ศ.2547 ไม่ได้บวชนาน (แค่ 11 วัน) ไม่ได้บวชไกล (วัดอยู่ติดกับบ้านเลยครับ) แต่ผมก็อุตส่าห์จดบันทึกประสบการณ์ช่วงนั้นเสียยืดยาว จนกลายมาเป็นต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ a book นึกอย่างไรไม่รู้ ตัดสินใจรับพิมพ์ (และขายไม่ออก)

วันเวลาผ่านไป ผมพบไฟล์ต้นฉบับอยู่ในฮาร์ดดิสก์ตอนกำลังเก็บของเตรียมย้ายบ้าน แม้ไม่มีใครร้องขอว่าอยากอ่าน "ผมไม่มีผม" แต่ผมก็อยากนำมาเผยแพร่ไว้ที่นี้ โดยเรียบเรียงใหม่ให้กระชับขึ้น เอาไว้อ่านกันสนุก ๆ ครับ ส่วนถ้าจะได้สาระไปด้วย ให้ถือว่าเป็นของแถมก็แล้วกัน ผมจะทยอยลงในเว็บไซต์เป็นตอน ๆ นะครับ


 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot