ผมไม่มีผม (ตอนที่ 8)

Updated: Oct 6

1.

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปแล้ว ...เช้านี้นัดสีกาแฟนไว้ว่าจะเดินผ่านไปบิณฑบาตที่ตลาด ตอนแรกกะว่าจะไม่ไป เพราะเณรที่นำไปบอกว่าวันนี้วันพระ พระไม่ออกบิณฑบาต ผมเองก็เพิ่งรู้ แต่ก็ตัดสินใจออกบิณฑบาตด้วยกันสองคนกับพระพร

เอาจริงก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโยมใส่บาตรกันหรือเปล่า หรือจะไปวัดกันหมด ผมตัดสินใจเดินไปทางเดิมที่พระพี่เลี้ยงเคยพาไปเมื่อวันแรก แล้วค่อยเดินไปตลาดที่สีกาแฟนเปิดร้านอยู่

ปรากฏว่าผิดคาด คนใส่บาตรเยอะมาก ในขณะที่พระบิณฑบาตน้อยลง เรียกว่าดีมานด์ล้น ซัพพลายขาดแคลน ไม่ถึงห้านาที ข้าวปลาอาหารก็เต็มบาตรเต็มมือนับสิบถุง จนถือแทบไม่ไหว ต้องเดินกลับมาที่วัดก่อน จึงจะไปที่ร้านสีกาแฟนได้


ตอนแรกคิดว่าสงสัยอาณิสงฆ์พระใหม่ แต่มานึกอีกที วันนี้วันอาทิตย์ จึงไม่แปลกที่ญาติโยมจะใส่บาตรกันเยอะเยอะ ความรู้สึกตอนข้าวของเต็มไม้เต็มมือ แล้วเงยหน้ามองข้างหน้า เห็นโยมต่อแถวใส่บาตรกันอีกเพียบ มันช่างทรมานใจเสียจริง


เดินกลับวัด เอาข้าวของในบาตรมาเก็บ หกโมงเช้าออกจากวัดไปอีกรอบ ออกไปตลาดเดินสวนทางกับพระรูปอื่น ๆ ที่กำลังกลับวัด เข้าเขตตลาด มีแม่ค้าใส่บาตรอีกเพียบ ดีที่แม่ค้าคนหนึ่งให้ถุงพลาสติกใบใหญ่มาใส่ถุงกับข้าวรวมกัน แล้วก็ดีที่แม่ค้าแถวนี้ไม่มีใครใส่น้ำขวด


กว่าจะถึงร้านสีกาแฟนก็เล่นเอาเหนื่อย แต่ก็ดีใจที่ได้มีโอกาสให้เขาได้ใส่บาตร ยิ้มให้กันนิดหน่อย กลัวไม่สำรวม ขากลับเดินหลบเข้าไปในซอยที่ไม่น่าจะมีคนใส่บาตร เพราะถือไม่ไหวแล้ว ปรากฏว่าก็ยังมีคนใส่อีกจนได้ ส่วนใหญ่เป็นคนเฒ่าคนแก่


อายุ วรรณะ สุขัง พลังฯ นะครับคุณตาคุณยาย

2.

กลับมาที่วัด วางของที่บิณฑบาตลง เณรแย่งนมกล่องกันใหญ่ เอาไปคนละหลายกล่อง แอบสงสัยว่าทำไมตอนบิณฑบาต เณรไม่ได้นมหรือไง หรือเอาไปเก็บตุนไว้ก็ไม่รู้


อาหารที่วัดเหลือเยอะทุกวัน ไม่รู้สุดท้ายเอาไปทำอะไรหมด ฉันกันห้าวันเจ็ดวันก็น่าจะเหลือ

วันนี้จะต้องไปวัดที่เคยไปสวดศพเมื่อวานอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นงานบวช เมื่อวานเห็นความตาย วันนี้เห็นการเกิดใหม่


ยกขบวนกันไป 4-5 รูปที่วัดศูนย์กลาง คราวนี้เป็นรถหกล้อ พระนั่งตากแดดไปเหมือนเดิม มีพระวัดอื่นไปด้วยซึ่งล้วนแต่เป็นพระแก่ ๆ มีอยู่รูปหนึ่งอายุน่าจะใกล้เจ็ดสิบแล้ว ผอมมาก มีรอยผ่าตัดสมองเป็นแนวยาวด้านซ้ายที่หัว


ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์เท่านั้น ผมกับพระพรได้มาอยู่หน้าพระบวชใหม่ และกลายเป็นพระอันดับ

พิธีการบวชจะมีพระอยู่ 3 ประเภทคือ พระอุปัชฌาย์ เป็นพระประธาน พระอาจารย์หรือพระคู่สวด คอยซ้อมคอยนำท่องให้พระบวชใหม่ และพระอันดับ นั่งประกอบให้ครบองค์ประชุม


ยืนดูพิธีแห่รอบโบสถ์ ที่นี่ลานโบสถ์กว้างกว่าวัดที่ผมบวช เดินสะดวก แต่ครั้งนี้พวกที่เดินข้างหน้าขบวนเป็นพวกคนเมา ถือกระติกเล็ก ๆ ใส่เหล้าน้ำแข็งแบ่งกันซด ร้องพลางเต้นพลาง

ระหว่างพิธีบวช พระอุปัชฌาย์บอกว่าพวกนี้ทำบาปในงานบุญ ชาติหน้าจะเกิดเป็นพวกไร้สติ ไม่สมประกอบ พระอุปัชฌาย์ที่นี่ดุมาก นาคก้มกราบก้นโด่งก็โดนทุบ พูดผิดก็ให้พูดใหม่ตั้งแต่ต้น พูดไม่ชัดก็ให้พูดใหม่ พูดเบาก็ให้พูดใหม่ ...ถ้าเจออย่างนี้บ้าง สงสัยผมคงจะไม่รอด


ได้ซองปัจจัยมาอีกหนึ่งซอง


3.

ขากลับแวะหาลุงข้างบ้านเก่า ลุงแกเป็นอัมพฤกษ์ กว่าจะลุกขึ้นยืนได้แต่ละทีก็ยากเย็น แกฉี่อยู่ข้างเตียง ยักแย่ยักยันอยู่ตั้งนาน มีผู้หญิงชาวพม่าที่จ้างมาคอยดูแลอยู่ด้วย

พอลุงเห็นผมก็ดีใจมาก ยกมือไหว้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สักพักก็เอามือผมไปจับไว้แน่น แล้วก็บ่นน้อยใจในโชคชะตา บอกว่าโชคไม่ดีที่ไม่ได้ไปงานบวช เพราะเดินไม่ไหว แล้วแกก็น้ำตาไหล แกบอกว่าโยมพ่อโยมแม่ของผมคงชื่นใจ แกก็ชื่นใจเหมือนกัน


ลูกชายคนโตของลุงเดินลงมาพอดี ก็เลยนัดกันว่าผมจะผ่านมาบิณฑบาตที่นี่วันพุธ ตอนจะกลับลุงแกยกมือไหว้ใหญ่ มือสั่นงก ๆ เห็นแล้วสงสารจัง ป่วยแบบนี้ อย่าทรมานนานเลยนะลุง


อีกไม่กี่เดือนถัดมาหลังจากผมสึก ลุงแกก็จากไปอย่างสงบ

4.

โยมพ่อโยมแม่นิมนต์ให้ไปฉันเพลที่บ้าน ได้นั่งดูวิดีโอบรรยากาศในงานบวชด้วย รู้สึกแปลกที่ผมเหมือนกลายเป็นคนนอก แล้วมองย้อนกลับเข้าไปในงาน เหมือนไม่ใช่ตัวเราเอง ส่วนโยมแม่นั่งเช็คใหญ่ว่าใครมางานบ้าง

ฉันเพลเสร็จแล้ว เป็นครั้งแรกที่ผมต้องกรวดน้ำให้พร ตะกุกตะกักนิดหน่อย แต่ก็ผ่านไปได้ ก่อนกลับโยมแม่เปิดเพลงที่แต่งเองร้องเองให้ฟัง เสียงเหมือนนักร้องยุคสุนทราภรณ์ แถมด้วยเพลงของอรวีอีก 3 เพลง ...น่ารักมั้ยล่ะ โยมแม่ของผม

ขากลับโยมพ่อโยมแม่ไหว้ผมด้วย รู้สึกว่าวันนี้มีผู้ใหญ่ไหว้ผมหลายคนเหลือเกิน คิดได้ดังนั้นจึงต้องยิ่งทำตัวให้เป็นที่น่าไหว้

กลับมาวัด เจ้าโอ๊ตเด็กน้อยกลับไปแล้ว ถูกส่งกลับบ้านอย่างไม่เต็มใจ พระพรบอกว่าพี่สาวมาเยี่ยม ก็เลยฝากกลับไป เพราะแม่ไอ้ตัวน้อยคิดถึงลูก ส่วนเณรก็คงคิดถึงไม่แพ้กัน เพราะไม่มีีคนแจกนมกล่อง

วันนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ช่วงบ่ายหลับเป็นตาย สองชั่วโมงได้ เหนื่อยมาก อากาศร้อนเหลือทน กรมอุตุฯ ประกาศว่านี่ยังไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุด


ตอนเย็นเงียบเหงา เณรหลายรูปกลับบ้านไปแล้ว หมดเวลาบวชก็กลับไปสึกที่บ้านต่างจังหวัด

5.

ใกล้จะสึกแล้ว พระพรให้สีกาแฟนซื้อชุดสำหรับใส่ตอนสึกมาเตรียมไว้ มีตั้งแต่กางเกงลายทหาร เสื้อเชิ้ตสีขาว จนถึงรองเท้าผ้าใบยี่ห้อดีเซล ทั้งหมดราคาหกร้อยกว่าบาท ปรากฏว่าดันลืมซื้อกางเกงในมาด้วย


ผมแซวพระพรว่าขาดหมวกกับแว่นดำ คืนนี้ก็ออกเที่ยวได้แล้ว ผับอยู่แค่นี้เอง

พอใกล้สึก ผมกับพระพรก็เลยคุยกันว่าจะไปทำอะไรต่อ ผมเชียร์ให้พระพรไปเป็นนักมายากลเล่นตามผับ ดีกว่ามาเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่อย่างนี้ เขาได้เงินเดือนแค่ 2,000 บาท กินฟรี อยู่ฟรี มีห้องพักให้ ส่วนสีกาแฟนของพระพรเป็นลูกจ้างในร้านทำขนม ทั้งคิดสูตร ทั้งทำทั้งขาย ได้เดือนละ 3,600 บาท

ชีวิตที่ผ่านมาของแฟนพระพรก็ใช่ย่อย ระดับออกรายการทีวีได้เลย อายุเธอไม่น่าเกินยี่สิบไปสักเท่าไหร่ แต่มีลูกแล้วหนึ่งคน ไม่นานก็หย่า แล้วเจอคนใหม่ คนใหม่กินเหล้าเมายา ก็เลยเลิกกันไป สุดท้ายก็มาเจอกับพระพร


ชีวิตของคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือมักเป็นอย่างนี้ แต่งงานเร็ว บางคนอายุแค่สิบห้าก็มีลูกแล้ว การบวชครั้งนี้ทำให้ผมได้เจอคนอีกในสังคมหนึ่ง ซึ่งผมไม่มีวันจะได้รู้จักเลย


และนี่อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นรูปธรรม ที่ผมได้จากการบวชครั้งนี้ คนอื่นเรียกอะไรไม่รู้


แต่ผมเรียกมันว่า...นี่แหละชีวิต.


(อ่านตอนอื่น ๆ กดที่แฮชแท็กนี้ครับ #ผมไม่มีผม )

หมายเหตุ : หนังสือเล่มแรกที่ทำให้หลายคนรู้จักผม คือ "งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า" แต่จริง ๆ แล้วหนังสือเล่มแรกที่ผมเขียนและได้รับการตีพิมพ์ คือ "ผมไม่มีผม" เล่มนี้วางจำหน่ายเมื่อปี พ.ศ.2548 เนื้อหาคือบันทึกเรื่องราวที่ผมบวชเมื่อปี พ.ศ.2547 ไม่ได้บวชนาน (แค่ 11 วัน) ไม่ได้บวชไกล (วัดอยู่ติดกับบ้านเลยครับ) แต่ผมก็อุตส่าห์จดบันทึกประสบการณ์ช่วงนั้นเสียยืดยาว จนกลายมาเป็นต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ a book นึกอย่างไรไม่รู้ ตัดสินใจรับพิมพ์ (และขายไม่ออก)

วันเวลาผ่านไป ผมพบไฟล์ต้นฉบับอยู่ในฮาร์ดดิสก์ตอนกำลังเก็บของเตรียมย้ายบ้าน แม้ไม่มีใครร้องขอว่าอยากอ่าน "ผมไม่มีผม" แต่ผมก็อยากนำมาเผยแพร่ไว้ที่นี้ โดยเรียบเรียงใหม่ให้กระชับขึ้น เอาไว้อ่านกันสนุก ๆ ครับ ส่วนถ้าจะได้สาระไปด้วย ให้ถือว่าเป็นของแถมก็แล้วกัน ผมจะทยอยลงในเว็บไซต์เป็นตอน ๆ นะครับ


 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot