ผมไม่มีผม (ตอนที่ 4)

1.

ตีหนึ่งครึ่ง ...ปวดท้องส้วมมาก ๆ จนต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำ สงสัยเพราะกินยาระบายเข้าไป สองสามวันมานี้ถ่ายน้อยกว่าปกติ ทั้งที่กินเข้าไปมากกว่าปกติ พยายามจะกินให้พอดี ๆ เหมือนที่ท่านพุทธทาสบอกไว้ว่า "กินเสมือนหยอดน้ำมัน แค่ให้ล้อเกวียนหมุนไปได้สะดวก" แต่ก็ทำไม่ได้เพราะกลัวหิว เลยกินตุนเข้าไปเสียเยอะ

เช้ามืด ตื่นตามเสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้ หัดเท่าไหร่ก็ห่มจีวรไม่ได้สักที ต้องลำบากคนอื่นห่มให้ตลอด วันนี้บิณฑบาตเส้นทางเดิม บาตรเต็มไวเหมือนเดิม (พระพี่เลี้ยงบอกว่าถ้าออกสาย คนจะใส่บาตรเยอะมากจนถือไม่ไหว) เมื่อยแขนสุด ๆ เหมือนมีอะไรทิ่มเท้าด้วย เจ็บ ๆ คัน ๆ


ในที่สุดบาตรก็เต็มจนล้น เหลืออีกหนึ่งมือ พอถือถุงได้อีกหลายใบ ...ในใจภาวนาว่าอย่าให้มีคนใส่อีกเลย

มีคุณตาอยู่คนหนึ่ง อายุแปดสิบแปดปี มาทำบุญแต่เช้าทุกวัน แกหูตึง เวลาจะคุยด้วยก็ต้องตะโกนดัง ๆ พระพี่เลี้ยงถามถึงคุณยาย แกบอกว่ายายมาไม่ไหวแล้ว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย


อยู่นานเกินไปก็ลำบากนะคนเรา

2.

กลับมาพักที่ห้องหลังบิณฑบาตเสร็จ พระพรบอกผมว่าเมื่อคืนออกไปดูหนังกลางแปลง กลับมาเที่ยงคืนกว่า บ่นให้ผมฟังว่าหนังโดนตัดต่อเหลือไม่ถึงสองชั่วโมง ผมเพิ่งรู้ว่าหนังกลางแปลงมีการตัดต่อใหม่ด้วย


ทดลองเปิดแอร์ที่ช่างมาซ่อมเมื่อวันก่อน เย็นดีใช้ได้ ง่วงนอนเลยทีเดียว

เจ็ดโมงครึ่ง ...ระฆังเรียกขึ้นศาลาฉันเช้า วันนี้ญาติโยมยังมาเยอะเหมือนเดิม แต่ก็น้อยกว่าเมื่อวาน ยังไงก็ตามอาหารเยอะมาก ๆ พระหนุ่มขึ้นเทศน์ติด ๆ ขัด ๆ เหมือนจะอ่านให้ฟังมากกว่า


ผมนึกแล้วก็อยากลองขึ้นเทศน์บ้างสักครั้ง สงสัยมานานแล้วว่าเราจะเทศน์เป็นภาษาปัจจุบัน ยกสถานการณ์ปัจจุบันได้หรือไม่ ทำไมต้องยกตัวอย่างนิทานสอนใจสมัยโบราณ ประเภทนายพรานกับสัตว์ป่าอะไรทำนองนั้น


มันไม่ชวนฟังเสียเลย

3.

แย่แล้ว...มีโยมมาถวายเพลที่กุฏิ ไม่มีใครอยู่เลย มีแต่เณร มีผมเป็นพระอยู่รูปเดียว (พระพรไปหาญาติที่บ้าน) ผมเลยต้องรับไว้อย่างไม่แน่ใจว่าสวดมนต์ให้ศีลให้พรถูกหรือเปล่า

และแล้วก็ถึงเวลาฉันเพล ช่วงเวลาแห่งความทรมาน ยังอิ่มอยู่ แต่ก็ต้องกินเข้าไป พะอืดพะอม กับข้าวไม่ถูกปากเท่าไร แต่ก็กิน ๆ เข้าไปเถอะ พระที่ร่วมวงฉันด้วยกันมีพฤติกรรมประหลาด แทนที่จะใช้ช้อนกลางที่มีอยู่ทุกจาน กลับใช้ช้อนกลางของกับข้าวอีกอย่างนึงมาตักแทน ...หรือเป็นวิธีคลุกให้อาหารปนกัน จะได้ไม่ติดในรส?

วันนี้วันที่สี่แล้ว แต่ผมก็ยังคงเป็นพระใหม่อยู่ นานแค่ไหนนะที่จะไม่เรียกว่า "พระใหม่"

พระพี่เลี้ยงกับเจ้าอาวาสไม่ค่อยได้มาฉันเพล เนื่องจากออกไปโปรดญาติโยมข้างนอกอยู่เสมอ (มีรถยนต์เฉพาะสำหรับไปโปรดโยมด้วย) วันนี้ผมจึงอยู่เงียบ ๆ คนเดียว ดูท่าแล้วคงหลับเหมือนเคย


มีเสียงไก่คอยกล่อม มีเสียงหมาคอยปลุก

4.

บ่ายโมง จริงตามคาดหลับไปหนึ่งชั่วโมง ถูห้องกับถูด้านหน้ากุฏิ พระพี่เลี้ยงกลับมาพอดี (รู้สึกเหมือนทำงานเอาหน้า) อาบน้ำ ซักผ้า ห้องน้ำสกปรกมาก แต่หารูระบายน้ำไม่เจอ คราบที่เกิดจากการขัดพื้นจึงลอยไปลอยมา


ผมยังคงคุยกับคนอื่นไม่เก่ง ได้แต่ยิ้ม ต่างกับพระพรที่เที่ยวโชว์มายากลจนสนิทกับพระรูปอื่นไปทั่ว


เมื่อวานโยมแม่บอกว่าลุงข้างบ้านเก่าสมัยผมยังเด็ก แกอยากเห็นผมในผ้าเหลืองมาก พูดถึงลุงคนนี้ทีไรก็นึกสงสารในชะตาชีวิตของแกทุกที สมัยยังอายุไม่มาก แกใช้ชีวิตแบบไม่ยอมแก่ กินเหล้า เที่ยวกลางคืน จู่ ๆ วันหนึ่งแกก็กลายเป็นอัมพฤกษ์ เดินเหินไม่สะดวก ต้องทำกายภาพอยู่นาน แต่ก็ไม่ดีขึ้น พักหลังจึงได้แต่นอน ต้องมีคนคอยหาข้าวหาปลาให้กิน ...ซึ่งก็คือเมียของแก


เคราะห์ซ้ำกรรมซ้อน อยู่ดี ๆ วันหนึ่งเมียที่คอยดูแลแกมาตลอด ตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งลำใส้ใหญ่ระยะสุดท้าย และเพียงไม่นาน ป้าแกก็จากไปอย่างไม่มีใครคาดคิด ทิ้งให้ลุงเผชิญกับโลกและโรคต่อไป (ยังดีที่มีลูกมารับช่วงดูแลต่อ)


บางคนบอกว่าเพราะป้ามัวแต่ต่อชะตาอายุให้ลุง ลุงแกเลยไม่ยอมจากไป


ส่วนอายุป้าก็สั้นลงเรื่อย ๆ เพราะลืมต่ออายุให้ตัวเอง

5.

หยิบหนังสือ “จะเลือกเงินหรือชีวิต” มาอ่านต่อ ได้ความรู้และได้คำถามใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ เช่น ตั้งแต่ทำงานมาเราหาเงินได้เท่าไรและตอนนี้เหลือเงินเท่าไร? เราได้ค่าจ้างจริง ๆ เท่าไร / เมื่อหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดจากการทำงานแล้ว เช่น ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้า หรือแม้กระทั่งค่าพักผ่อนที่เกิดจากความเครียดในการทำงาน / แปลงค่าใช้จ่ายรายเดือนให้อยู่ในรูปของจำนวนเวลาที่ต้องทำงาน เพื่อแลกกับสินค้าชิ้นนี้ แล้วเราจะใช้เงินอย่างคุ้มค่ามากขึ้น รวมทั้งส่งผลดีต่อโลกในด้านการประหยัดทรัพยากรอีกด้วย / ออมเงินแล้วนำไปลงทุนที่ไม่เสี่ยงมาก แล้ววันหนึ่งรายได้จากการลงทุนนี้จะพอใช้เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิต โดยเราไม่ต้องทำงานเพื่อเงินอีกแล้ว

สรุปว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ก็คือ เพื่อให้คนเราหลุดพ้นจากเงิน-สิ่งที่ขับเคลื่อนโลกอยู่ทุกวันนี้

ช่วงเย็น เป็นช่วงเวลาที่เข็มนาฬิกาเดินช้าที่สุด เหมือนปลีกวิเวกยังไงไม่รู้ ผมเคยอยู่แต่ในโลกที่หมุนด้วยความเร็วสูง มาวันนี้ติดเบรคให้ชีวิต หัวคะมำพอสมควร


เหงา เดินรอบวัดหลายรอบแล้ว อยู่ ๆ ก็อยากกินโอวัลตินเย็นขึ้นมา แต่ไม่รู้ว่าซื้อที่ไหน หิว เดินวุ่น


โปรแกรมหนังกลางแปลงคืนนี้ฉายเรื่อง “คนปีมะ” กับ “ปิ๊ดปี้ปิ๊ด” จำได้ว่าเรื่องหลังโป๊มาก ๆ ไม่รู้เอามาฉายในวัดได้อย่างไร (คงจะตัดฉากโป๊ทิ้งมั้ง) ...คนฉายหนังช่างมีอารมณ์ขันเสียจริง เขียนป้ายเตือนไว้ว่า


“อายุต่ำกว่า 60 ปีห้ามดู”

6.

นั่งมองโลกภายนอกผ่านประตูวัด คนเล่นสงกรานต์กันโครมคราม วัยรุ่นคนหนึ่งย้อมผมสีดอกเลา ใส่เสื้อคอกระเช้านุ่งผ้าถุงเหมือนคุณยายมาก ๆ

ผมเดินไปเดินมา ไม่รู้จะทำอะไรดี จะดูทีวีก็เขิน ๆ เพราะพระผู้ใหญ่หลายรูปนั่งจับกลุ่มอยู่ข้าง ๆ ห้อง แต่สุดท้ายก็เปิดดูข่าวจนได้


พระพรกลับมาแล้ว พา "โอ๊ต" หลานชายวัยเจ็ดขวบมาด้วย ท่าทางเอาเรื่อง โอ๊ตจะมาอยู่ด้วยจนถึงวันสึก พระพรบอกผมว่าเขาอาจจะสึกก่อนผม

คืนนี้เงียบมาก เพราะรำวงย้อนยุคได้จากไปแล้ว เหลือแต่หนังกลางแปลงที่คอยขับกล่อมให้หลับนอน (ประชด)

นึกถึงเมื่อกลางวัน บนศาลาเปิดแต่เพลงฮิต ๆ ทั้งนั้น รู้เห็นเป็นใจ (ไฮเปอร์) เธอคือนางฟ้าในใจ (แคลช) ไม่ลืม (ยูเอชที( คิดถึงฉันไหมเวลาที่เธอ (แท๊กซี่) เณรร้องตามเสียงดังลั่น

บนศาลามีซีดีของ Red Beat เจ้าแห่งเพลงแดนซ์ RCA ด้วย


เป็นคืนที่หิวที่สุดในสี่คืนที่ผ่านมา ซัดนมไปอีกกล่อง รวมแล้วเป็นห้า ครบทั้งนมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง และเจเล่

พระพรออกไปดูหนังอีกแล้ว พาตัวน้อยไปด้วย


ขอให้ผ่านคืนนี้ไปได้เถอะนะ ...หิว.


(อ่านตอนอื่น ๆ กดที่แฮชแท็กนี้ครับ #ผมไม่มีผม )


หมายเหตุ : หนังสือเล่มแรกที่ทำให้หลายคนรู้จักผม คือ "งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า" แต่จริง ๆ แล้วหนังสือเล่มแรกที่ผมเขียนและได้รับการตีพิมพ์ คือ "ผมไม่มีผม" เล่มนี้วางจำหน่ายเมื่อปี พ.ศ.2548 เนื้อหาคือบันทึกเรื่องราวที่ผมบวชเมื่อปี พ.ศ.2547 ไม่ได้บวชนาน (แค่ 11 วัน) ไม่ได้บวชไกล (วัดอยู่ติดกับบ้านเลยครับ) แต่ผมก็อุตส่าห์จดบันทึกประสบการณ์ช่วงนั้นเสียยืดยาว จนกลายมาเป็นต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ a book นึกอย่างไรไม่รู้ ตัดสินใจรับพิมพ์ (และขายไม่ออก)


วันเวลาผ่านไป ผมพบไฟล์ต้นฉบับอยู่ในฮาร์ดดิสก์ตอนกำลังเก็บของเตรียมย้ายบ้าน แม้ไม่มีใครร้องขอว่าอยากอ่าน "ผมไม่มีผม" แต่ผมก็อยากนำมาเผยแพร่ไว้ที่นี้ โดยเรียบเรียงใหม่ให้กระชับขึ้น เอาไว้อ่านกันสนุก ๆ ครับ ส่วนถ้าจะได้สาระไปด้วย ให้ถือว่าเป็นของแถมก็แล้วกัน ผมจะทยอยลงในเว็บไซต์เป็นตอน ๆ นะครับ

 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot