หนังสือ 8 เล่ม อ่านแล้วชอบที่สุดในปี 2018

Updated: Jan 8, 2019


ปี 2018 ถือเป็นปีที่ผมอ่านหนังสือเยอะมาก (69 เล่ม) และไม่ใช่แค่อ่านผ่าน ๆ หรืออ่านจบแล้วก็แล้วกันไป แต่ต้องจับใจความสำคัญให้ได้ว่าผู้เขียนกำลังสื่ออะไร

เนื่องจากต้องนำมาพูดคุยไว้ในคอร์ส Food for Thought

เรียกว่าเป็นปีที่เข้มข้นที่สุดในชีวิตการอ่านหนังสือของผม

จนรู้สึกได้เลยว่าทักษะการอ่านจับใจความ พัฒนาขึ้นมาก


อย่างไรก็ตาม ผมพบว่าตัวเองอ่านหนังสือไม่ค่อยทันสมัย

หมายถึง เล่มที่เขาฮิตกัน กว่าจะอ่าน ก็เลิกฮิตกันไปแล้ว

เพราะรอให้มั่นใจเสียก่อนว่าดีแน่ จะได้ไม่เสียเวลาอ่านฟรี

หรือบางเล่มเก่ามาก เลือนลางในความทรงจำ

ก็ยังอุตส่าห์ไปขุดมาอ่านจนได้

(ต้องขอบคุณ amazon kindle และ bookdepository)


เพื่อเป็นการจดบันทึกความทรงจำของตัวเอง

(รวมถึงแบ่งปันสู่คนอื่น ๆ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์บ้าง)

จากหนังสือ 69 เล่ม ผมคัดเลือกมา 8 เล่ม

มีอยู่เล่มเดียวที่เพิ่งตีพิมพ์ในปี 2018

นอกนั้นตีพิมพ์ก่อนหน้านั้นทั้งเก่าและเก่ามาก

เล่มเก่าสุดคือ ตีพิมพ์เมื่อปี 1989

แต่ผมเพิ่งหยิบมาอ่านในปี 2018

เพราะฉะนั้นจึงถือว่าเป็นหนังสือใหม่สำหรับผม


และ 8 เล่มที่ว่า มีรายนามดังต่อไปนี้ครับ

(ไม่ได้เรียงตามลำดับความชอบ)


1. A Little History of Religion : Richard Holloway (2016)



หนังสือที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ของศาสนาได้สนุกมาก

เรื่องที่เคยชวนง่วงนอนสมัยเรียน กลับกลายเป็นน่าติดตาม

ต้องยกความดีความชอบให้ผู้เขียน (ปัจจุบันอายุ 80 กว่า)

เขาคืออดีตบิชอปและหัวหน้านักบวชแห่งคริสตจักร

ปัจจุบันเป็นนักเขียน/นักวิจารณ์ด้านศาสนาที่มีชื่อเสียง


Richard Halloway เริ่มจากประเด็นที่บอกว่า

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ต้องมีศาสนา

เพราะมนุษย์นั้นมีความรู้สึกตัว รู้ว่านี่คือตัวฉัน

จึงเกิดความสงสัยและกลายเป็นคำถามว่า


1. ใครสร้างมนุษย์ขึ้นมา? 2. เมื่อเราตายแล้ว เกิดอะไรขึ้นกับเรา? และศาสนาก็พยายามจะตอบ 2 คำถามนี้

คำถามแรกนั้น หลายศาสนามักบอกว่า

พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกอย่าง

(พระเจ้าในความหมายว่ามีสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์)


ส่วนอีกคำถาม คนเราตายแล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น?

มนุษย์เราเชื่อว่ามีการเดินทางหลังความตายเกิดขึ้น

และจุดนี้เองที่ศาสนามีคำตอบต่อชีวิตหลังความตาย

เพราะศาสดาของหลายศาสนาต่างพูดคล้ายกันว่า

เคยไปเยือนโลกหลังความตายนั้น

หรือไม่ก็โลกหลังความตายได้บอกอะไรบางอย่าง

จึงทำให้เขาต้องเผยแผ่สิ่งที่ได้รับรู้มา


และประวัติศาสตร์ของศาสนา

ก็คือเรื่องราวความเคลื่อนไหวของศาสดา

รวมถึงคัมภีร์ที่เขียนถึงเรื่องราวของพวกเขา

ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการโต้เถียง

แต่กลับมีความหมายกับผู้คน และสืบทอดจนถึงปัจจุบัน


ขอย้ำอีกทีว่านี่เป็นหนังสือที่อ่านสนุกมาก

ร้อยเรียงจากศาสนาหนึ่ง สู่อีกศาสนา ได้อย่างน่าสนใจ

ไม่ต่างอะไรกับการดูซีรีส์ที่จบตอนแล้วต้องดูตอนต่อไป

แนะนำแบบสุด ๆ ครับ


ฉบับปกแข็งภาษาอังกฤษ ผมสั่งจากต่างประเทศ

กระดาษคุณภาพดี รูปภาพประกอบก็งดงามมาก

และหนังสือเล่มนี้มีฉบับภาษาไทยด้วย ในชื่อว่า

ศาสนา: ประวัติศาสตร์ศรัทธาแห่งมวลมนุษย์

โดยสำนักพิมพ์ openworlds



2. The 7 Habits of Highly Effective People : Stephen R. Covey (1989)



นี่คือหนังสือที่ผมเคยคิดว่า "ฉันรู้เนื้อหาหมดแล้ว"

ไม่ต้องอ่านให้เสียเวลา เขามีบทสรุปให้แล้ว

นิสัย 7 อย่างนั้นมีดังต่อไปนี้


1. Be Proactive

2. Begin with the End in Mind

3. Put First Things First

4. Think Win-Win

5. Seek First to Understand, Then to be Understood.

6. Synergize

7. Sharpen the saw


แต่ความจริงก็คือ

ลองจินตนาการว่ามีคนบอกคุณว่า Harry Potter นั้นมี 7 เล่ม แต่ละเล่มชื่ออะไร คิดว่าเราจะเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนอยากสื่อหรือไม่? ...คงแทบเป็นไปไม่ได้เลย


ความดีงามของหนังสือเล่มนี้ก็คือ มันถูกวางโครงสร้างไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

และเราจะไม่ทางรับรู้ถึงภาพรวมได้เลย

ถ้าเราอ่านแค่ 7 ข้อนี้มีอะไรบ้าง


หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนครับ



Part 1 : paradigms & principles

เขาพูดถึงการเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่

เพราะกรอบความคิดกำหนดการกระทำทั้งหมด


Part 2 : Private Victory หรือความสำเร็จส่วนบุคคล

ประกอบด้วย 3 นิสัย (นิสัยที่ 1-2-3)

ที่จะเปลี่ยนเราจากคนที่พึ่งพิงคนอื่น (Dependence)

ไปเป็นคนที่พึ่งพิงตัวเองได้ (Independence)

Part 3 : Public Victory หรือความสำเร็จส่วนรวม

ประกอบด้วยอีก 3 นิสัย (นิสัยที่ 4-5-6)

ที่จะเปลี่ยนเราจากคนที่ทำเองคิดเองคนเดียว

ไปเป็นรู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น

พึ่งพาซึ่งกันและกัน (Interdependence)


Part 4 : Renewal หรือการเติมพลัง คือนิสัยข้อสุดท้าย นิสัยที่ 7

ที่จะทำให้ทั้ง 6 นิสัยก่อนหน้านั้นแข็งแกร่ง

และติดตัวเราจนพาเราไปสู่เป้าหมายในที่สุด


สรุปก็คือหนังสือเล่มนี้คือคู่มือการเดินทาง

การเดินทางจากการเอาแต่พึ่งพิงคนอื่น

ไปสู่การพึ่งตนเอง เข้าควบคุมชีวิตตัวเอง

และนำไปสู่การรู้จักประสานพลังกับผู้อื่น

กลายเป็นการพึ่งพา ไม่ใช่พึ่งพิง


ถ้าตั้งใจอ่านทั้งเล่มจนจบ

เราจะพบเนื้อหาดี ๆ อีกมากมายที่ไม่ถูกพูดถึง

ไม่ว่าจะเป็นที่มาของการเขียนหนังสือเล่มนี้

นั่นคือ Personality Ethics กับ Character Ethics

ว่าด้วยการให้ค่ากับเปลือกนอก และเนื้อแท้ข้างใน


หรือเรื่องของ Emotional Bank Account

ว่าด้วยบัญชีความเชื่อใจที่เราต้องหมั่นฝากไว้

ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือชีวิตส่วนตัว


และหากใครเคยอ่านฉบับภาษาไทย แต่อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง

ขอให้รู้ไว้ว่า..ไม่ใช่ความผิดของคุณ เพราะฉบับแปลไทย ผู้แปลคงพยายามเต็มที่แล้ว แต่กลายเป็นว่าอ่านยากกว่าภาษาอังกฤษ นับเป็นความประหลาดอย่างยิ่ง

ผมแนะนำให้อ่านฉบับภาษาอังกฤษครับ


ปี 2019 หนังสือเล่มนี้จะมีอายุครบ 30 ปี

อย่าได้ดููถูกว่าเป็นหนังสือเก่าแล้ว

แต่อยากให้มองว่านี่เป็นหนังสือคลาสสิก

เนื้อหาในเล่มจะทันสมัยไปอีกนานเท่านาน

เพราะเส้นทางการพัฒนาตนเอง

ไม่ว่าจะกี่ปี ก็คงไม่หนีไปจาก 7 นิสัยในเล่ม



3. Principles : Ray Dalio (2017)



หนังสือเล่มหนาที่ไม่รักกันจริง คงอ่านไม่จบ

ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและแนวคิดของ Ray Dalio

ผู้ก่อตั้ง hedge fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก


ล่าสุดผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ในวัย 70 ปี

เพิ่งได้รับการจัดอันดับให้ติด 1 ใน 100 ผู้มั่งคั่งที่สุดในโลก

เรื่องราวในหนังสือจึงเป็นการกลั่นประสบการณ์ของเขา

ทั้งเรื่องประวัติ หลักการชีวิต และหลักการการทำงาน

โดยแยกเป็นส่วน ๆ อย่างชัดเจน


เวลาที่ใคร ๆ พูดถึงหนังสือเล่มนี้

ก็มักจะเน้นไปที่แนวคิดชีวิตและการทำงาน

ซึ่งพูดถึงการตั้งเป้าหมาย 5 ขั้นตอน ได้แก่

มีเป้าหมายที่ชัดเจน แจกแจงปัญหาที่ขวางทางไม่ให้เราถึงจุดหมาย

สำรวจให้ถึงรากของปัญหาว่าเกิดจากอะไร

ออกแบบแผนการกำจัดปัญหานั้น

และลงมือทำตามแผนจนกว่าจะได้ผลลัพธ์


นอกจาก 5 ขั้นตอนนี้แล้ว

ยังมีเรื่องการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น

เพราะอีโก้มักทำให้เราคิดว่าถูกเสมอ

ยังไม่นับ Blind Spot อันเป็นจุดบอดที่เราไม่รู้ตัว

Ray Dalio ย้ำเรื่องนี้ตลอดทั้งเล่ม

ว่าเราต้องมีบุคคลที่น่าเชื่อถืือ

ไว้คอยแสดงความ "ไม่เห็นด้วย" กับเรา


แต่สารภาพตรง ๆ ว่า

ผมประทับใจเนื้อหาส่วนแรกของหนังสือที่สุด

เขาตั้งชื่อว่า Where I'm coming from


ผู้เขียนเล่าประวัติส่วนตัวตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน

ตั้งแต่เหตุผลที่เขาซื้อหุ้นตัวแรก ตอนอายุ 12 ปี

การเข้าสู่โลกของ Commodity Futures

การตกงานและนำไปสู่การตั้งบริษัทในห้องนอน

ความมั่นใจเกินไปที่ให้บทเรียนอันแสนเจ็บปวด

ไปจนถึงการก่อร่างสร้างบริษัทตลอด 40 ปี

ผ่านเหตุการณ์ยุ่งเหยิงของอเมริกา


ผมชอบมาก ๆ ตอนที่เขาทิ้งท้ายไว้ว่า


เมื่อขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดแบบที่ใครก็อยากเป็น เขาพบว่ามันไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่คนส่วนใหญ่คิด

จริง ๆ แล้วสิ่งที่สำคัญในชีวิต มีเพียงแค่...

ได้กินอยู่หลับนอนที่ดีตามสมควร

ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนใกล้ตัว

สิ่งพวกนี้ต่างหากที่สำคัญ

และมันก็ไม่ต้องใช้เงินเยอะแยะ

เผลอ ๆ การมีเงินมากเกินไป

ยังนำมาซึ่งภาระที่ต้องแบก ต้องดูแล

ต้องปวดหัวกับทางเลือกที่มากเกินไป

และการมีชื่อเสียงก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย


เล่มนี้ยังไม่มีแปลภาษาไทยนะครับ

แต่ฉบับภาษาอังกฤษสวยงามน่าสะสม



4. Never Split the Difference: Negotiating As If Your Life Depended On It : Chris Voss (2016)



หนังสือที่อ่านแล้ว "มันส์" เหมือนดูหนังแอ็คชั่นฮอลลีวู้ด

เขียนโดยอดีต FBI ที่ทำหน้าที่เป็น hostage negotiator

(ผู้เจรจาต่อรองตัวประกันที่ถูกผู้ร้ายจับตัว)


เนื้อหาพูดถึงวิธีการเจรจาต่อรองให้ได้ผล

โดยผู้เขียนบอกว่าเทคนิคที่เขาใช้ในการทำงานหลายสิบปี

สามารถนำมาปรับใช้กับการเจรจาต่อรองได้ทุกเรื่อง

ไม่วาจะในโลกธุรกิจหรือชีวิตประจำวัน

เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ชีวิตก็คือการเจรจาต่อรอง


เนื้อหาในเล่มแบ่งเป็น 10 บท (ที่อ่านสนุกมาก)

เล่าถึงเทคนิคเจรจาต่อรองตั้งแต่พื้นฐาน และลึกขึ้นเรื่อย ๆ

โดยวางอยู่บนหลักการของ Active Listening

ไม่ว่าจะเป็น...

- Be a Mirrror (วิธีพูดสะท้อนสิ่งที่อีกฝ่ายพูด)

- Labeling (การติดป้ายให้กับความรู้สึกของอีกฝ่าย)

- Master of “Say No”

(การทำให้อีกฝ่ายพูดว่าไม่ แทนที่จะพูดว่า ใช่)

- 6 ขั้นตอนสำคัญของ Active Listening

- เทคนิคต่อราคาแบบ Ackerman bargaining


แต่บทที่ผมชอบที่สุด

ก็คือตอนที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้บอกว่า

ส่วนตัวแล้ว เขาไม่เชื่อเรื่องของ "การพบกันครึ่งทาง"

(ภาษาอังกฤษใช้คำว่า split the difference)


เขาเลยพูดแรง ๆ ตรง ๆ กับเราว่า


จงอย่าประนีประนอมในการเจรจาต่อรองใด ๆ เพราะสุดท้ายมันมักจะจบลงที่ bad deal

หลายครั้งเราเลือกประนีประนอม ทั้งที่ใจไม่อยาก

ก็เพราะถูกสอนมาว่าการยอมคนอื่น

คือสิ่งที่คนดีมีศีลธรรมเขาทำกัน

และเรานั่นแหละจะเป็นคนเจ็บปวดเสียเอง


เล่มนี้มีฉบับภาษาไทยนะครับ ในชื่อว่า

ต่อยังไงไม่ให้เป็นรอง: การเจรจาต่อรองที่เหมือนมีชีวิตเป็นเดิมพัน

สำนักพิมพ์ Move Publishing



5. Happier : Tal Ben-Shahar (2007)



หนังสือที่ผมชอบมาก อ่านแล้วเปลี่ยนมุมมองชีิวิตไปเยอะ

พูดถึงเรื่องที่ดูจับต้องไม่ได้อย่าง "ความสุข"

ให้กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้ (และเข้าใจตรงกัน)


ผู้เขียนบอกว่าการมีความสุขเป็นทักษะที่ฝึกได้

เนื้อหาในเล่มเรียบเรียงมาจากคอร์สที่ได้รับความนิยมที่สุด

ในประวัติศาสตร์การเรียนการสอนที่ Harvard University

สอนโดย Tal Ben-Shahar

ดอกเตอร์ชาวอิสราเอลที่เชี่ยวชาญด้าน Positive Psychology


ในเล่มเขาแบ่งเนื้อหาเป็น 3 ส่วน

1. "What is Happiness?" ความสุขคืออะไร

2. "Happiness Applied" การประยุกต์ความสุขไปใช้กับด้านต่าง ๆ

ได้แก่ การเรียน การงาน และความสัมพันธ์

3. "Meditations on Happiness" 7 ขั้นตอนวิธีฝึกปฏิบัติเพื่อความสุข


หลาย ๆ ประเด็นในเล่ม น่าสนใจและชวนฉุกคิด

ไม่ว่าจะเป็น...


การถามว่า Am I Happy? (ตอนนี้ฉันมีความสุขไหม?)

ฟังเหมือนจะดี แต่อาจไม่มีประโยชน์​

เพราะวัดยาก...แค่ไหนที่เรียกว่ามีความสุขอยู่ตอนนี้


แต่ถ้าเปลี่ยนใหม่ ถามตัวเราเองว่า

How can I become happier?

ฉันจะมีความสุขมากขึ้นได้อย่างไร?

คำถามแบบนี้เป็นคำถามปลายเปิด

และชวนให้คิดต่อถึงวิธีการใหม่ ๆ


หรืออันที่ผมชอบที่สุดก็คือ...


ถ้าลองสังเกตดี ๆ ถึงสิ่งที่เราอยากได้ทั้งหลาย

ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ เงินทอง ชื่อเสียง การยอมรับ

ถ้าเราถูกถามว่า "แล้วทำไมจึงอยากได้สิ่งเหล่านี้?"

เช่น ทำไมอยากได้บ้านหลังใหญ่?

ทำไมอยากได้รถคันใหม่?

ทำไมอยากรวย?

เชื่อหรือไม่ว่า พอตอบแล้ว

เราก็จะถามต่อไปได้อีกเรื่อย ๆ ว่า "แล้วทำไม?"


เช่น แล้วทำไมอยากรวยล่ะ?

เราก็อาจจะตอบว่า ก็จะได้มีเงินซื้อบ้านใหม่

แล้วทำไมอยากซื้อบ้านใหม่ล่ะ?

ก็อาจจะตอบได้อีกว่า ก็บ้านหลังเดิมมันเล็กไปแล้ว

แล้วทำไมต้องอยากได้บ้านหลังใหญ่ล่ะ?

....ถามต่อได้ไม่รู้จบ


แต่ถ้าเราถูกถามด้วยคำถามว่า

why do you want to be happy?

แล้วทำไมจึงอยากมีความสุข?


รับรองว่ามันจะเป็นคำถามและคำตอบที่จบในตัว


ก็ใครจะไม่อยากไม่มีความสุขล่ะ

คือไม่รู้จะถามอะไรต่อเลย


จุดนี้เองที่ผู้เขียนบอกว่า


ความสุขนี่แหละ คือเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์

เล่มนี้มีฉบับภาษาไทยนะครับ ในชื่อว่า

คู่มือเพิ่มความสุขจากชั้นเรียนฮาร์วาร์ด

สำนักพิมพ์ วีเลิร์น



6. Men are from Mars, Women are from Venus : John Gray (1992)



หนังสือ non fiction ที่ขายดีที่สุดในยุค 90s

สร้างยอดขายถล่มทลายกว่า 50 ล้านเล่ม

เนื้อหาพูดถึงเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง

ที่มักจะมีปัญหาในการสื่อสารทำความเข้าใจกัน

เพราะชายกับหญิงนั้นมีวิธีสื่อสารที่แตกต่างกัน

ราวกับมาจากดาวคนละดวง


แต่ถ้าผู้ชายผู้หญิงเข้าใจวิธีคิด

หรือการสื่อสารความรู้สึกของอีกฝ่าย

ก็จะทำให้ความสัมพันธ์มั่นคง

และกลายเป็นรักนิรันดร์


เกรย์พูดถึงความแตกต่างของชายหญิงไว้ได้ชัดเจนมาก

เขาบอกว่าผู้ชายนั้นชอบเป็น Mr. Fix-it ส่วนผู้หญิงนั้นชอบเป็น Home Improvement Committee


อธิบายขยายความดังนี้ครับ


สิ่งที่ผู้หญิงรำคาญผู้ชายที่สุดก็คือ เมื่อเธอเล่าปัญหาอะไรให้ฟังสักเรื่อง สิ่งที่ผู้ชายชอบทำก็คือ ทำตัวเป็น Mr.Fix-it หรือคนที่ชอบเสนอวิธีแก้ไขปัญหาในเรื่องนั้น

ทั้งที่จริง เธอแค่อยากเล่าให้ฟัง

อยากให้รู้สึกร่วมกันเท่านั้น

ไม่ได้ต้องการจะแก้ปัญหา


แต่ผู้ชายชอบตรงเข้าประเด็น

มีปัญหาเหรอ ก็แก้ไขสิ ไม่เห็นต้องบ่นเลย

นี่แหละครับผู้ชายชอบเป็น Mr.Fix-it

หรือมิสเตอร์ซ่อมได้


ในขณะที่อีกฝั่งนึง

สิ่งที่ผู้ชายรำคาญผู้หญิงที่สุดก็คือ

เธอชอบมาเปลี่ยนแปลงปรับปรุงเขา

เพราะผู้หญิงมักจะคิดว่าเมื่อเธอรักใครสักคน

นั่นเป็นหน้าที่ที่เธอต้องปรับปรุงเขาให้ดีขึ้น

ไม่ต่างกับการที่เธอตั้งคณะกรรมการขึ้นมา

แล้วเฝ้าดูว่าผู้ชายของฉันมีอะไรต้องแก้ไขบ้าง


เธอชอบดูแลผู้ชายของเธอ

ชอบบอกให้ผู้ชายรู้ว่าเขาควรจะทำอะไร

นี่แหละครับผู้หญิงชอบเป็น

Home Improvement Committee

หรือคณะกรรมการปรับปรุงประจำบ้าน


นี่เป็นแค่น้ำจิ้มตอนเริ่มต้นเท่านั้นครับ

ในเล่มยังมีรายละเอียดดี ๆ อีกมากมาย

ที่ทำให้เราเข้าใจคู่ชีวิตของเราได้ดีขึ้น


ยอมรับว่าเมื่อ 20 กว่าปีก่อน

ผมอ่านแล้วไม่อิน ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนเลย

แต่วันนี้มีครอบครัว มีคู่ชีวิต

ผมรู้ซึ้งเลยครับว่าหนังสือเล่มนี้ดีมาก

มันทำให้ผมไม่พยายามไปเปลี่ยนคนรักของผม

แต่ทำให้ผมเข้าใจเธอ

และเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวผมเองให้ดีขึ้น


เล่มนี้เคยมีแปลภาษาไทย โด่งดังมากในบ้านเรา

ถึงกับมีหนังสือชื่อล้อเลียนออกมา (และขายดีด้วย)

แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบัน หนังสือขาดตลาดไปนานแล้ว

อย่างไรก็ตาม ฉบับภาษาอังกฤษก็ไม่ได้อ่านยากครับ

คุ้มค่าที่จะอ่านไว้ใช้กับชีวิตคู่ของเรา



7. The Persuasion Code : Christophe Morin & Patrick Renvoise (2018)



หนังสือที่พูดถึงโมเดลการโน้มน้าวจิตใจผู้คน

ให้ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของเรา

เนื้อหาในเล่ม ได้จากผลการวิจัยหลายด้านประกอบกัน

ได้แก่ neuroscience

media psychology

และ behavioral economics


โดยมีหลักการพื้นฐานก็คือ

เราต้องสื่อสารตรงเข้าไปกระตุ้นที่สมองชั้นในสุด

ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความสนใจ และการตัดสินใจ

โดยผ่านกระบวนการที่หนังสือเล่มนี้เรียกว่า NeuroMap™

ซึ่งทำให้เราออกแบบการสื่อสารที่โน้มน้าว

ได้ทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา


ต้องบอกว่าเรื่องที่ยอดฮิตมาก ๆ ในช่วง 1-2 ปีนี้

ก็คือศาสตร์แห่งสมอง หรือ Neuroscience

เรียกว่าใครไม่พูดถึง ก็ดูจะเชยมาก

(หนังสือ Principles ของ Ray Dalio ก็ยังพูดถึง)

โดยเฉพาะการนำมาประยุกต์ใช้กับการตลาด

ที่เรียกว่า Neuromarketing


ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้คือ

ถ้าคุณไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน


การอ่านหนังสือเล่มนี้เล่มเดียว ก็แทบจะครอบคลุมเนื้อหาเบื้องต้น จนเรียกว่าเป็น Neuromarketing 101 ก็ได้

หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน

ส่วนแรก ว่าด้วย neuroscience

คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ

เขาเล่าได้ง่ายที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่านมา


ส่วนที่ 2 ว่าด้วย persuasion theory (ทฤษฎีการโน้มน้าว)

และทำความรู้จักกับ stimuli หรือตัวกระตุ้นทั้ง 6

ที่มีผลต่อความสนใจของสมองชั้นในของเรา

อันได้แก่

1. Personal เรื่องนี้เกี่ยวกับฉัน

2. Contrastable แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

3. Tangible จับต้องได้ เข้าใจง่าย

4. Memorable สั้นกระชับ น่าจดจำ

5. Visual ดึงดูดสายตา

6. Emotional กระตุ้นเร้าอารมณ์


ส่วนที่ 3 ว่าด้วย กระบวนการโน้มน้าว

และกระบวนการสื่อสารให้ตรงไปสู่สมองชั้นใน

ซึ่งประกอบด้วย

1. การวิเคราะห์ปัญหาของลูกค้า (Pain)

2. การวางจุดแตกต่างให้วิธีแก้ไขปัญหาที่เรานำเสนอ (Claim) 3. การทำให้เห็นถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ (Gain) 4. ส่งทั้งหมดนี้ไปยังสมองชั้นใน (Deliver to the Primal Brain)


เล่มนี้ยังไม่มีแปลภาษาไทยครับ

และผมแนะนำให้ซื้อฉบับภาษาอังกฤษ

เพราะมีลูกเล่นที่น่าสนใจมาก

นั่นคือ เป็นหนังสือปกแข็งที่มีปกกระดาษหุ้มอีกที

และด้านหลังของปกหุ้มนี้ เขาพิมพ์ภาพรวมของหนังสือทั้งเล่ม

หรือกระบวนการที่หนังสือเล่มนี้เรียกว่า NeuroMap™


เรียกว่าไม่เสียชื่อที่สอนเรื่อง Neuromarketing

เพราะรู้ว่าสมองคนเราจดจำภาพได้ดีกว่าตัวอักษร



8. Sapiens : A Brief History of Human Kind : Yuval Noah Harari(2015)



ในบ้านเรา

ปีนี้ไม่น่าจะมีหนังสือเล่มไหนถูกพูดถึงเท่าเล่มนี้

เชื่อว่าหลายคนเคยเห็นฉบับภาษาอังกฤษมาก่อน

และซื้อไปดองไว้ อ่านไม่จบ เพราะสู้ความหนาไม่ไหว

(ฉบับภาษาไทยก็หนาใช่ย่อย)


แต่ผมอยากจะบอกว่า

นี่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ชาติมนุษย์ที่สนุกมาก

มากจนผมสงสัยว่าทำไมตอนเรียนหนังสือ

ผมไม่เคยรู้สึก "อิน" กับประวัติศาสตร์เท่านี้มาก่อน


เนื้อหาในเล่มว่าด้วยประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ

ผ่านการปฏิวัติทั้ง 3 รูปแบบคือ

Cognitive Revolution หรือการปฏิวัติจากรับรู้

Agricultural Revolution หรือการปฏิวัติเกษตรกรรม

และสุดท้าย Scientific Revolution หรือการปฏิวัติวิทยาศาสตร์


ผู้เขียนเป็นศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์

แห่งมหาวิทยาลัยเยรูซาเล็ม

เขาพาเราไปดูว่าการปฏิวัติทั้ง 3 นี้เปลี่ยนแปลงมนุษย์ไปอย่างไร

เพื่อเข้าใจตัวเราที่กว่าจะมาเป็นเราในทุกวันนี้

ว่าผ่านอะไรมาบ้าง และอาจจะต้องเจอกับอะไรในอนาคต


หลังจากอ่านเล่มนี้จบไปหลายเดือนแล้ว

ผมเองก็ยังครุ่นคิดถึงเนื้อหาในเล่มได้ไม่รู้จบ

มีหลายประเด็นที่สนุก และน่าคิดต่อ

อาทิ


ความเท่าเทียมกันมีจริงหรือไม่? หรือในธรรมชาติ ไม่เคยมีความเท่าเทียมอยู่แล้ว

หรือจะเป็นเรื่องที่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

มนุษย์รวมกลุ่ม พัฒนา ก้าวหน้าจนถึงวันนี้

เพียงเพราะพวกเรามี imagined reality

หรือจินตนาการที่เราเชื่อกันว่าจริง


เงินทอง ตำแหน่ง กฏระเบียบ

พวกนี้เป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้น

แต่กลับทำให้โลกเป็นระเบียบ

และทำให้คนเรายอมทำงานร่วมกัน


ถ้าอย่างนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่า

อนาคตอันใกล้

เราจะเข้าสู่โลกเสมือนจริงมากขึ้นอีก

มนุษย์จะไปรวมตัวกันในโลกเสมือนจริง

และโลกจะเข้าสู่การปฏิวัติครั้งใหม่


ยิ่งคิดก็ยิ่งสนุกครับ ผมชอบเล่มนี้มาก

น่านับถือที่ผู้เขียนร้อยเรียงประเด็นในช่วงเวลาที่ยาวนานมาก

แล้วเล่าออกมาให้เราเข้าใจในหนังสือเล่มเดียว

ซึ่งจะว่าไป 500-600 หน้า ยังถือว่าบางด้วยซ้ำ

เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ชาติมนุษย์ที่ผ่านมา


เล่มนี้มีฉบับภาษาไทยครับ

และช่วยผมได้มากในการทำความเข้าใจ

ฉบับภาษาไทย ในชื่อว่า

เซเปียนส์: ประวัติย่อมนุษยชาติ

สำนักพิมพ์ ยิปซี

10,817 views
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot