หนัง/ซีรีส์/สารคดี 10 เรื่องที่ชอบที่สุดในปี 2020

Updated: Dec 28, 2020

ปี 2020 เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดูหนังของเราหลายคน เพราะแทบไม่มีหนังใหญ่ฉายในโรง หรือต่อให้มี บางคนก็กลายเป็นไม่อยากไปดูในโรง เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หนังสตรีมมิ่งออนไลน์จึงเป็นทางเลือกหลักในปีนี้ เมื่อบวกกับทีวีจอใหญ่ที่ราคาถูกลงเรื่อย ๆ อินเทอร์เน็ตที่แรงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงแพลตฟอร์มหนังออนไลน์ที่คุณภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ ใครจะรู้ว่าองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้อาจเปลี่ยนพฤติกรรมของนักดูหนังให้ดูอยู่กับบ้านมากขึ้นก็ได้


ตัวผมเอง ไม่ถึงกับเรียกว่าเป็นนักดูหนัง ยิ่งปี 2020 ถือว่าดูหนังไม่เยอะเลย พลาดเรื่องดี ๆ ดัง ๆ ไปก็หลายเรื่อง อย่างไรก็ตาม ก็ยังอยากแบ่งปันหนังที่ดูแล้วชอบ ทั้งเพื่อบันทึกเป็นความทรงจำของตัวเอง และทั้งเพื่อเผื่อใครสนใจตามไปดูบ้าง และต่อไปนี้คือ หนัง/ซีรีส์/สารคดี 10 เรื่องที่ผมดูแล้วชอบที่สุดในปี 2020 ครับ


1. Itaewon Class


ผมดูเรื่องนี้แบบไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย รู้แค่ว่ามีแต่คนแนะนำเยอะมาก ไม่สปอยล์ก็แล้วกันนะครับ เอาเป็นว่าเสน่ห์ของเรื่องนี้อยู่ที่ 4 ข้อ ดังนี้


1. ตัวบทที่ฉลาดในการวางความขัดแย้งไขว้กันไปมา ทั้งเรื่องความรักและธุรกิจ

2. เล่าถึงปูมหลังของตัวละครรองตัวอื่น ๆ ด้วย ทำให้ไม่ได้มีแต่เรื่องของพระเอกนางเอก

3. การแสดงออกทางสีหน้าของนักแสดงเจ๋งดีครับ น้อยแต่มาก

4. รายละเอียดทางธุรกิจที่ใส่เข้ามา ทำให้เรื่องการล้างแค้นดูเข้มข้นหนักแน่นขึ้น


รวม ๆ แล้วไม่ถึงกับเป็นซีรีส์ระดับตำนาน เพราะบทบางจุดก็พยายามมากไป (หนังสร้างจากการ์ตูน บางตอนเลยเว่อร์ ๆ หน่อย) อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าที่ Itaewon Class ถูกใจคนจำนวนหนึ่ง น่าจะเป็นเพราะมันคือเรื่องราวของคนตัวเล็กที่กล้างัดข้อกับคนตัวใหญ่ (ดูแล้วปลอบประโลมใจดี เพราะชีวิตจริงเราไม่ค่อยได้เห็นแบบนี้) มันคือเรื่องราวของคนรุ่นใหม่วัย 20s 30s ที่ไม่อ่อนข้อให้กับคนรุ่น 60s (ซึ่งกำลังเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคนี้) และมันคือความฝันของคนยุคใหม่ที่อยากมีกิจการเป็นของตัวเอง (ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร ในทีมมีแต่คนรุ่น ๆ เดียวกัน)


ถือเป็นซีรีส์ที่สนุก ดูแล้วสร้างแรงบันดาลใจได้ดีทั้งในเรื่องของการทำธุรกิจและการลงทุน


2. คิมจียอง เกิดปี 82


เคยได้ยินหลายคนพูดถึงหนังสือชื่อเดียวกัน (ผมยังไม่เคยอ่าน) พอได้ดูหนังก็ต้องบอกว่าดีกว่าที่คิดไว้มาก รายละเอียด วิธีการเล่าสลับอดีตกับปัจจุบัน รวมถึงความลับที่ค่อย ๆ เผยออกมา ทำได้ดีสุด ๆ ถ้าดูสองรอบจะยิ่งเห็นรายละเอียดครับ


หนังเล่าถึงความไม่เท่าเทียมกันของชายหญิงในสังคมเกาหลี เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่ชีวิตเปลี่ยน เพราะแต่งงาน มีลูก ต้องลาออกมาเลี้ยงลูก เป็นแม่บ้าน...ที่เธอไม่ได้อยากเป็น ผมเองเป็นผู้ชายยังรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ทำออกมาดีมาก ผมได้เข้าใจมุมมองฝ่ายหญิงมากขึ้น เชื่อว่าบางฉากบางตอน ดูแล้วจะนึกถึงตัวเราเองหรือคนในครอบครัว เพราะประเทศแถบเอเชีย มีความเชื่อคล้าย ๆ กัน


ส่วนตัวคิดว่าหนังทำได้ดี ไม่เหมารวมว่าผู้ชายแย่ทุกคน อย่างน้อยพระเอกก็ยังเป็นผู้ชายที่ดี แต่ผมก็ยังคิดอยู่ว่าบางคนดูแล้วอาจไม่อยากมีลูก ไม่อยากแต่งงานไปเลยหรือเปล่า


อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำสำหรับผู้หญิงที่รู้สึกว่าฉันมีปมเรื่องทำนองนี้ครับ เพราะถ้ามีสติไม่พอ อาจกระตุ้นความรู้สึกเกลียดชังเพิ่มขึ้น เพราะหนังทำได้จริงมาก ๆ ขยี้รายละเอียดแบบรู้ลึก รู้จริง หลายฉากนี่ทำเอาอึ้งไปเลย ผมดูแล้วยังเสียน้ำตาตามไปด้วย เพราะลุ้นให้ตัวละครผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ด้วยดี


เป็นหนังที่ผมชอบมาก ๆ แต่ต้องใจกว้างในการรับชม อย่าอินจนถอนตัวออกมาไม่ได้ครับ


3. A Beautiful Day in the Neighborhood


หนังดีมาก ก ไก่ล้านตัว ส่งเสริมพลังใจได้เป็นอย่างดี เรื่องราวของคอลัมนิสต์นิตยสาร Esquire ผู้มองโลกในแง่ร้าย ปัญหาชีวิตรุงรัง เขาต้องมาสัมภาษณ์พิธีกรรายการเด็กชื่อดัง (ทอม แฮงค์) ผู้ชักชวนให้ผู้คนมองโลกในแง่ดี ทั้งที่ชีวิตที่เขาก็มีทั้งร้ายและดี


หนังไม่หวือหวา เหมือนดูหนังคลาสสิก หนังย้อนยุค แต่คำพูดที่ตัวละครที่รับบทโดย ทอม แฮงค์ นั้น คมคาย ลึกซึ้ง เข้าไปถึงส่วนลึกของหัวใจ ฉากหยุดนิ่งหนึ่งนาทีในหนังเพื่อให้ระลึกถึงบางคน คือที่สุดแล้วครับ ฉากแม่ผู้ล่วงลับ พูดในจินตนาการกับคอลัมนิสต์ผู้กักเก็บความโกรธ คือที่สุดอีกเช่นกัน...ฟังแล้วปลดล็อค ใครเป็นแฟน ทอม แฮงค์ อาจนึกคิดไปว่าบางทีถ้า ฟอร์เรสท์ กัมพ์ มาทำรายการทีวีเด็ก จะต้องมีบุคคลิกประมาณในเรื่องนี่แหละครับ


หนังดีจริง ๆ ไม่โลกสวยจนเอียงไปข้าง แต่ชวนให้หาทางจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว


4. A World of Married Couple


"เหมือนได้เรียนวิชาจิตวิทยาผ่านการดูละคร" ผมไม่เคยดูซีรีส์ที่ยาวถึง 20 ชั่วโมง แต่พอดูเรื่องนี้จบ ก็ต้องบอกตัวเองว่าคุ้ม สนุก ลุ้น ได้แง่คิด


หากใครคิดว่าเนื้อเรื่องมีเพียงการทรยศหักหลัง เชือดเฉือนตบตีแย่งผู้ชาย หรือเต็มไปด้วยฉากเร่าร้อนรุนแรง (แบบที่การตลาดพยายามสื่อว่าหนังได้เรท 19+) หากใครคิดแบบนี้ ...คุณพลาดอย่างแรง เพราะเรื่องนี้มีดีกว่านั้นมาก เอาจริง ๆ ผมคิดว่ามันคือหนังครอบครัวด้วยซ้ำ เพราะไม่มีความสำเร็จนอกบ้านใด ๆ จะทดแทนความล้มเหลวในบ้านได้ และเราไม่จำเป็นต้องล้มเหลวเองเพื่อเรียนรู้ แต่เราเรียนรู้ผ่านตัวละครเหล่านี้ได้ จะได้ไม่ต้องล้มเหลวแบบพวกเขา


ซีรี่ส์เรื่องนี้แทบจะนำหลักจิตวิทยามาสร้างเป็นความสัมพันธ์ของตัวละครที่มีบุคลิกและปูมหลังแตกต่างกันไป ทั้งคนที่ชอบทำตัวตกเป็นเหยื่อให้อีกฝ่ายทำร้ายและเอาเปรียบ (เพียงเพราะสงสารเขา) ทั้งคนที่ชอบทำร้าย ใช้ความรุนแรงกับอีกฝ่าย (เพื่อซ่อนความอ่อนแอของตัวเอง) ทั้งคนที่ชอบไปวุ่นวายช่วยเหลือคนอื่นโดยใช่ที่ (เพราะแก้เรื่องตัวเองไม่ได้ จึงไปแก้เรื่องคนอื่นแทน)


หรือจะเป็นพฤติกรรมอื่น ๆ ในเรื่องความรัก ชีวิตคู่ ครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการพยายามกลับไปแก้ไขอดีตโดยไม่รู้ตัว ปมพ่อ ปมแม่ เพศหญิงที่เผลอวางตัวเองเป็นแม่ของทั้งลูกและสามี เพศชายที่ไม่ยอมโต ทำตัวเป็นเด็กชายตลอดกาล ความรักกับความเกลียดชังที่ไม่ใช่ด้านตรงข้าม แต่เป็นฝาแฝดตัวติดกัน


ทั้งหมดนี้เหมือนจะเครียด แต่เปล่าเลยครับ ดูสนุกลุ้นไปตามตัวละคร และเนื่องจากยาวมากถึง 20 ชั่วโมง เราจึงผูกพันกับตัวละครที่มีความลึกในปูมหลัง จนได้เรียนรู้นิสัยใจคอพวกเขาอย่างลึกซึ้ง


นักแสดงเล่นดีมีเสน่ห์กันทุกคน ราวกับพวกเขาคือตัวละครนั้นอยู่แล้ว ดนตรีประกอบก็ไพเราะ ยิ่งใหญ่มาก ถ่ายภาพสวยงามลึกซึ้ง ซ่อนความหมายหลายอย่างให้ตีความ จนต้องทำเป็นตอนพิเศษออกมา ซึ่งพอได้รู้ก็ยิ่งทึ่งมาก เสื้อผ้า ผม รูปภาพบนผนัง คลิปวิดีโอที่ตัวละครดู ทุกอย่างมีความหมายที่ตั้งใจให้ตีความ


สรุปว่าคู่ควรแล้วที่เรื่องนี้เป็นซีรีส์เกาหลีที่มีเรตติ้งสูงสุดตลอดกาล เชียร์ให้ดูครับ ประทับใจมาก


สมัยยังละอ่อนกว่านี้ ผมเชื่อไปเองว่าถ้าอยากรู้จักพฤติกรรมมนุษย์ เราต้องเรียนรู้จากตำราวิชาการหรือผลการวิจัยเท่านั้น ...แปลกดีที่พออายุมากขึ้น กลับพบว่าการได้ดูละครชั้นดีสักเรื่อง (ที่บทเขียนได้ลึกซึ้ง) มันสอนให้เราเรียนรู้พฤติกรรมมนุษย์ได้ดีไม่แพ้ผลงานวิชาการเหล่านั้นเลย


ซีรีส์เรื่องสอนผมได้หลายอย่างจริง ๆ ครับ


5. ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์

จากหนังใหญ่ 2 ชั่วโมงมาเป็นซีรีส์ 12 ชั่วโมง จึงมีเวลาเล่าส่วนขยายเพิ่มได้ไม่น้อย รวมถึงบทสรุปที่แตกต่างจากหนังใหญ่ด้วย ละครเรื่องนี้มาตรฐาน GDH ครับ ไม่มีอะไรต้องอธิบาย ของเขาดีจริง คุณภาพระดับโลก ทั้งบท การถ่ายทำ และนักแสดง สำหรับใครที่เคยดูหนังแล้ว คิดว่าซีรีส์คงเอาหนังมายืด คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะ ที่ถูกคือซีรีส์ขยาย "ความโกง" ออกไปในมิติที่ลึกและใหญ่ขึ้น


ผมทึ่ง 2 แสดงหน้าใหม่ "จูเน่ & เจ้านาย" เล่นดีมาก ทั้งที่ตัวละครแตกต่างกับชีวิตจริงของทั้งสองคนนี้มาก สองคนนี้สมควรต้องได้รางวัลสักเวทีแล้วล่ะครับ


แต่ที่ทึ่งที่สุดคือช่วง 5 นาทีสุดท้ายของตอนจบ บทสนทนาที่ลินพูดกับแบงค์ (จูเน่ & เจ้านาย) เหนือความคาดหมาย พาเราไปได้ไกลกว่าที่ซีรีส์วัยรุ่นทุกเรื่องเคยทำมา แตะเรื่องการศึกษาและการเมืองได้แบบเชือดนิ่ม ๆ แต่ทรงพลัง ตรงกับสถานการณ์ปีนี้สุด ๆ


เป็นซีรีส์ไทยคุณภาพระดับไม่อายใคร อวดสายตาชาวโลกได้เลย


6. Hope Frozen


สร้างจากเรื่องจริงเมื่อหลายปีก่อนที่เคยเป็นข่าวถกเถียงกัน เมื่อพ่อแม่นักวิทยาศาสตร์ชาวไทย ใช้เทคโนโลยีไครออนิกส์ "แช่แข็ง" ลูกสาววัย 2 ขวบซึ่งเสียชีวิตจากโรคร้าย ด้วยความหวังว่าวิทยาการในอนาคตจะช่วยให้ลูกสาวฟื้นขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะในร่างเดิม ร่างใหม่ หรือเป็นเพียงสมองที่มีร่างอวตารอยู่ในโลกออนไลน์ก็ตาม


ผมดูเรื่องนี้แบบไม่รู้อะไรมาก่อนเลย ไม่เคยได้ยินข่าวนี้ด้วยซ้ำ ผลก็คือชอบครับ กระทบใจ น้ำตาซึมในหลายฉาก และชวนให้ถกเถียงได้หลายมุมมองกับคนที่นั่งดูด้วยกัน เช่น นี่คือความรักหรือการยึดติด? เทคโนโลยีอนาคตจะทำได้จริงหรือเปล่า? ถ้าทำได้จริง น้องคนนี้ตื่นมารักษาตัวจนหาย พ่อแม่ก็จะตายจากไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นจะมีประโยชน์อะไร? และอีกมากมายที่ชวนขบคิด จนเข้าใจเลยว่าตอนที่เรื่องนี้เป็นข่าวใหม่ ๆ ครอบครัวนี้คงต้องเจอกับคลื่นความคิดเห็นถาโถมใส่ไม่น้อย


นอกจากเนื้อเรื่องแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชม ก็คืองานด้านภาพและการตัดต่อ ซึ่งผู้กำกับเรื่องนี้ก็คือหญิงสาวสัญชาติไทย-อเมริกัน เธอเก็บฟุตเทจถึง 2 ปี บวกกับคลิปส่วนตัวของครอบครัวนี้มาตัดต่อได้อย่างลงตัว เหมือนเราได้ดูหนังดี ๆ สักเรื่อง รวมถึงภาพธรรมชาติของเมืองไทยที่ถ่ายได้งดงาม มีความเป็นศิลปะ สมแล้วที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมาหลายงาน


อยากให้ลองหาเวลาดูเรื่องนี้ครับ ผมเชื่อว่านอกจากจะอยากส่งกำลังใจให้ครอบครัวในสารคดีเรื่องนี้แล้ว เราจะระลึกขึ้นได้อีกครั้งว่า...


ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุด จงอย่าลืมให้กำลังใจซึ่งกันและกัน


7. The Social Dilemma


เอาจริง ๆ สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้มีประเด็นใหม่ เกือบทั้งหมดเราเคยได้ยินมาแล้วเกี่ยวกับข้อเสียของ Social Media ไม่ว่าจะเป็นเสพติด เปรียบเทียบ ติดไลค์ หรือภาพใหญ่กว่านั้นก็คือ เรา-ผู้ใช้งาน-กลายเป็นสินค้าที่เจ้าของแพลตฟอร์มเอาไปขายให้คนที่อยากโฆษณาขายของ หรือใหญ่กว่านั้นอีก เราถูกล่อลวงด้วย fake news หรือข่าวลวงได้ง่ายขึ้น ถูกปลุกปั่น ถูกทำให้คิดเองไปว่าคนอื่น ๆ ก็คิดเหมือนเรา (ทั้งที่จริง AI คัดกรองแต่คอนเทนต์ที่เราชอบและเห็นด้วย)


ถึงจะไม่มีประเด็นใหม่ แต่ที่น่าสนใจคือ หนังเรื่องนี้เป็น Docudrama Film ความหมายคือ


1. มี "ความเป็นสารคดี" จากบทสัมภาษณ์หลาย ๆ คนที่เคยทำงานกับ facebook google และอื่น ๆ ซึ่งพวกเขาล้วนออกมาพูดถึงอันตรายของมัน (ทั้งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง) คำพูดจึงฟังดูมีน้ำหนัก ไม่ใช่การกล่าวหาจากใครก็ไม่รู้


2. มี "ความเป็นหนัง" เพราะผู้กำกับเลือกใช้นักแสดงให้รับบทครอบครัวที่วัยรุ่นติดมือถือ และนำไปสู่ปัญหาในเวลาต่อมา รวมถึงการจำลองภาพ AI ให้เราเข้าใจว่า เราผู้ใช้งานถูก manipulated หรือถูกชักใยบงการอย่างไรบ้าง ให้ถูกใจจนเสพติดและใช้งานแพลตฟอร์มนานขึ้น ...บริษัทเหล่านี้จะได้ขายโฆษณาได้มากขึ้น


แน่นอนว่าหนังอาจจะเอียงข้างไปทางต่อต้าน Social Media แต่ในหนังก็พยายามบอกครับว่าที่จริงก็มีข้อดี และเราขาดมันไม่ได้ เขาถึงบอกว่ามันเป็น Dilemma อันคือสภาวะที่เลือกยากมาก ตัดสินใจไม่ถูก


อย่างไรก็ตาม ไม่มากก็น้อย ผมเชื่อว่าพอดูจบ เราจะตระหนักในการใช้มือถือหรือพวก Social Media เหล่านี้มากขึ้นว่าอย่าตกเป็นทาสของมัน ผมเองหลัง ๆ ใช้ facebook น้อยลงมาก (ส่วน IG twitter tiktok มี แต่ไม่เคยเข้าเลย) ผมเปิด facebook เข้ามาเขียนงานตอนกลางคืน เสร็จแล้วก็ปิดเลย ระหว่างวันก็เปิดดูน้อยมาก รวมแล้วไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รู้สึกสมองโล่งขึ้นเยอะ ไม่ต้องรับรู้เรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรู้


ใครอยากลองติดตามการใช้งานมือถือของตัวเอง ว่าแต่ละวันฉันเปิด app อะไรไปกี่นาทีกี่ชั่วโมง เดี๋ยวนี้มีฟังก์ชั่นที่ชื่อ Digital Wellbeing นะครับ ลองค้นหาในมือถือของคุณดู (น่าจะอยู่ใน Setting)


...บางที เมื่อเห็นตัวเลขเวลาการใช้งาน คุณอาจตกใจว่าฉันใช้เวลาชีวิตไปกับโลกในจอมือถือนานขนาดนั้นเลยเหรอ?


8. EUROVISION SONG CONTEST: The Story Of Fire Saga


นิยามสั้น ๆ ของหนังเรื่องนี้คือ "เหนือความคาดหมาย" สำหรับคนอยากหาความผ่อนคลายและแรงบันดาลใจ หนังเรื่องนี้เหมาะกับคุณ แต่ถ้าใครชอบหนังแบบที่ต้องมีสาระหนัก ๆ บทเรียนชีวิตยิ่งใหญ่ บอกผ่านเรื่องนี้ไปเลยครับ เพราะนี่คือหนัง Comedy Romantic (ไม่ใช่ Romantic Comedy)

EUROVISION SONG CONTEST: The Story Of Fire Saga เล่าเรื่องราวของสองเพื่อนรัก (และรักเพื่อน) ทั้งคู่เป็นคนชาวไอซ์แลนด์คนบ้านเดียวกัน โตมาด้วยกัน มีฝันเดียวกันคืออยากเป็นตัวแทนประเทศไปประกวดในการรายการ EUROVISION SONG CONTEST (รายการนี้มีอยู่จริง จัดโดยประเทศยุโรป จัดมาตั้งแต่ปี 1956 ไม่เคยหยุด ปี 2020 เป็นปีแรกที่หยุดเพราะโควิด...ซึ่งหนังเรื่องนี้บังเอิญมาก มาฉายปีนี้พอดี)

เล่าแบบสั้น ๆ แบบไม่สปอยล์ นี่คือหนังของ Loser ที่พยายามตามหาชัยชนะให้ได้ แต่เล่าออกมาในแนวทางตลก เสียดสี เรื่องนี้ไม่ถึงกับตลกตกเก้าอี้ แต่ผมก็หัวเราะมากกว่า 10 ที มุขจิกกัดประเทศต่าง ๆ (โดยเฉพาะอเมริกา...แสบมาก) ที่สำคัญเพลงในหนังเพราะมาก ๆๆๆ โดยเฉพาะเพลงสุดท้ายที่ใช้ในการประกวด โอโห ทรงพลัง (รวมถึงเพลงฮิตในผับที่ปิดท้ายเครดิต ติดหูมาก) ...นอกจากนี้ ยังมีโบนัสแถมอีกคือ สถานที่ถ่ายทำสวยมาก ใครดูทีวีจอใหญ่ภาพชัด ๆ นี่คือเป็นบุญตาครับ

บอกตรง ๆ ว่าตอนแรกผมไม่กล้าดู​ เพราะตัดสินหนังจากปก แถมชื่อ Will Ferrell ก็ทำให้คิดไปไกลว่าหนังจะต๊องแค่ไหนหนอ ...แต่ปรากฏว่าดูจบ พบว่าชอบมาก หนังตามสูตรไม่มีอะไรคาดเดายาก แต่ไม่รู้สิครับ มันมีเสน่ห์ในแบบของมัน

บางช่วงบางตอนอาจอืด ๆ หน่อย แต่อยากให้ดูจนจบ แล้วคุณจะอมยิ้ม ฟังเพลงไปจนจบเครดิต

9. Tenet


หนังเรื่องนี้มีทั้งคนที่ดูรู้เรื่องกับไม่รู้เรื่อง ผมอยู่ในฝั่งรู้เรื่อง...แต่ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ (ตกลงฝั่งไหน?) แต่ก็ถือเป็นหนังที่ดูสนุกครับ 2 ชั่วโมงครึ่งผ่านไปไวมาก ฉากแอ็คชั่นอลังการ เสียงดนตรีก็บีบคั้นอารมณ์เหลือเกิน ยังคิดอยู่ว่าต้องหาโอกาสดูซ้ำอีกสักรอบ


ผมเป็นแฟนหนังของโนแลน ดูทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เลยต้องไปเช็คอินในโรง (เป็นหนังเรื่องเดียวในปีนี้ที่ดูในโรง นับตั้งแต่เกิดโควิด) แม้ว่าดูจบแล้วจะรู้สึกไม่สมดังที่คาดไว้ คือดี แต่ระดับโนแลน น่าจะดีกว่านี้ได้อีก อารมณ์เหมือนดูหนังที่คารวะหนัง เจมส์ บอนด์ 007 แต่ใส่ความแปลกแบบ inception ผสม memento ใครดูเรื่องนี้แล้วยังงง ๆ เหมือนผม ลองอ่าน บทความนี้ (สปอยล์แหลก ยังไม่ดู อย่าอ่าน)


เท่าที่อ่าน ๆ ดู ผมคิดว่าอธิบายเข้าใจง่ายที่สุดแล้วครับ


10. My Octopus Teacher


ผมไม่เคยคิดว่าคนเราจะสนิทกับสัตว์ใต้ทะเลอย่าง "หมึก" (Octopus) ได้ด้วย นี่คือสารคดีที่ว่าด้วยเรื่องราวของชายนักดำน้ำ ผู้บังเอิญพบเจอหมึกตัวหนึ่งที่ยินดีเป็นมิตรกับเขา ถึงขนาดยื่นหนวดมาจับมือกับเขา ยอมให้เขาเข้าใกล้


หลังจากนั้นเขาจึงดำลงไปใต้ทะเลแทบทุกวัน เป็นเวลานับร้อย ๆ วัน เพื่อพบและบันทึกชีวิตเจ้าหมึกตัวนี้ เราจึงได้ทั้งเห็นทั้งความงดงามใต้ท้องทะเล ความตื่นเต้นจากการไล่ล่าและถูกไล่ล่า ความฉลาดในการเอาตัวรอดอย่างเหลือเชื่อ และปิดท้ายได้อย่างซาบซึ้งตราตรึงใจ ใครมีทีวีจอใหญ่ ต้องเปิดดูเรื่องนี้ครับ จะเห็นความงดงามแบบเต็ม ๆ ตา ถือเป็นสารคดีดูได้เพลิน ๆ ภาพสวย ๆ


เหมาะกับเอาไว้ผ่อนคลายในช่วงเวลายาก ๆ แบบปี 2020 ครับ.


3,541 views0 comments