หนังสือ 9 เล่มที่ชอบที่สุดในปี 2019

Updated: Dec 26, 2020

ตามธรรมเนียมครับ สิ้นปีเมื่อไหร่ ก็อยากจะทบทวนดูว่าปีนี้ผ่านอะไรมาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องของการอ่านหนังสือที่กลายเป็นงานหลักของผมไปแล้ว ปีนี้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษน้อยลง อ่านหนังสือแปลภาษาไทยเยอะขึ้น (แต่ก็อ่านควบคู่ไปกับเล่มอังกฤษด้วย) ปีนี้เจอหนังสือที่ถูกใจน้อยลง แต่ก็ได้เจอเล่มที่ไม่คิดว่าจะชอบด้วย ปีนี้หยิบหนังสือเล่มเก่ากลับมาอ่านอีกครั้ง ดองเล่มใหม่น้อยลง ปีนี้ซื้อหนังสือราคาสูงหลายเล่ม และทำใจตั้งแต่แรกว่าซื้อมาเพื่อเก็บสะสม ปีนี้บริจาคหนังสือสภาพดีออกไปกว่า 300 เล่ม เพื่อเปิดทางให้หนังสือเล่มใหม่เข้ามา ปีนี้กลับมาอ่านเรื่องสั้นและนิยายอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปหลายปี




และปีนี้ นี่คือหนังสือ 9 เล่มที่ผมอ่านแล้วชอบที่สุด (ไม่ได้เรียงลำดับ) หลายเล่มออกมานานแล้ว แต่ผมเพิ่งเคยอ่านในปีนี้ ...หวังว่าจะมีบางเล่มที่คุณน่าจะชอบเช่นกันครับ


1. เรื่องสำคัญต้องพูดเป็น (Crucial Conversations)


อย่าตัดสินหนังสือจากปก เพราะนี่คือข้อเสียเดียวของเล่มนี้ ที่ดูแล้วน่าเบื่อมาก (ฉบับภาษาอังกฤษก็หน้าปกแบบนี้ครับ) หรือถ้าจะมีอีกข้อ ก็คือการตั้งชื่อหนังสือที่แห้งแล้งไปหน่อย ไม่มีอะไรน่าจดจำเลย (หมายถึงฉบับภาษาอังกฤษ)

แต่นอกนั้น เนื้อหาดี ดีมาก ดีที่สุด มีไม่กี่เล่มที่ผมจะอ่านไป รำพึงรำพันไปว่า เจ๋งว่ะ โอโห ใช่เลย เฮ้ย คิดได้ไง ...ในเล่มจึงเต็มไปด้วยไฮไลต์แทบทุกบรรทัด (จนคิดว่าจะไฮไลต์บรรทัดที่ไม่สนใจดีกว่า)

Crucial Conversations ฉบับภาษาอังกฤษเขียนขึ้นในปี 2002 อัพเดทใหม่ในปี 2012 และแปลไทยในปี 2019 พูดถึงช่วงเวลาสำคัญที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเรา นั่นคือช่วงที่เกิดการสนทนาครั้งสำคัญ หรือ Crucial Conversations

ตอนแรกผมคิดว่านี่คือหนังสือสอนเจรจาธุรกิจ หน้าปกก็ชวนให้คิดแบบนั้นว่าอาจจะน่าเบื่อ แต่พอดูรีวิวใน amazon โอโห ดีมาก ไม่มีใครด่าเลย สุดท้ายก็เลยซื้อมาอ่าน และพออ่านฉบับไทยจบ ก็สั่งซื้อฉบับ kindle มาอ่านใหม่อีกรอบ และกดสั่งซื้อฉบับเล่มปกแข็งมาสะสมไว้ด้วย

ความดีงามของเล่มนี้ก็คือ Crucial Conversations ไม่ได้หมายถึงการเจรจาทางธุรกิจเท่านั้น แต่หมายถึงการพูดคุยในสถานการณ์ไหนก็ได้ ขอแค่ความเห็นไม่ตรงกันและมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นแหละการสนทนาครั้งสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตได้เลย

หลายครั้งบางคนเลือกใช้คำพูดรุนแรงจนเกิดการแตกหัก ในขณะที่บางคนเลือกที่จะเงียบ เก็บทุกสิ่งไว้ในใจ หนังสือเรียก 2 วิธีการนี้ว่า Fool's Choice หรือทางเลือกของคนไม่ฉลาด พูดง่าย ๆ ก็คือ

จะพูดตรง ๆ แรง ๆ หรือจะเงียบเก็บไว้ ...มันก็แย่พอกัน

ประเด็นก็คือ หนังสือเล่มนี้นำเสนอทางเลือกใหม่ที่ทำให้เราพูดสิ่งที่อยู่ในใจได้ โดยไม่ต้องทำร้ายอีกฝ่าย รวมทั้งยังเกิดความเข้าอกเข้าใจกันทั้งสองฝ่ายอีกด้วย ที่เจ๋งก็คือเขานำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และวิเคราะห์การสนทนาครั้งสำคัญได้อย่างเป็นระบบระเบียบ นำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีสติและสื่อสารได้ดีขึ้น แม้ทำได้แค่ 10% ของที่เขาสอนไว้ (ซึ่งผมลองไปใช้แล้ว) ชีวิตก็จะดีขึ้นมาก

ที่ชอบมากคือ เขามีวิธีอธิบาย ยกตัวอย่างชัดเจน แถมยังมีศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น วิทยาศาสตร์ทางสมอง / NLP แบบไม่มโน และพออ่านไปสักพัก ผมรู้สึกว่าเขากำลังอธิบายธรรมะให้เรารู้เท่าทัน "การปรุงแต่งของความคิด" ที่สุดท้าย เรามักกลายเป็นพวก "คิดเอง ช้ำเอง"

แนะนำให้อ่านฉบับภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วย ถ้าทำได้ครับ ไม่ใช่ภาษาไทยแปลไม่ดี แต่เพราะบางคำ อ่านเป็นภาษาอังกฤษจะเข้าใจง่ายกว่า เช่นคำว่า Condition / Mutual Purpose / Mutual Respect

"เรื่องสำคัญต้องพูดเป็น" เขียนโดย Kerry Patterson/Joseph Greenny/Ron McMillan/Al Switzler สนพ.วีเลิร์น ราคา 295 บาท ครับ

2. โฮโมดีอุส (Homo Deus)

หนังสือแนะนำสำหรับคนชอบเนื้อหาหนัก ๆ ท้าทายความคิด และต้องใช้สมาธิในการอ่านสูง เพราะหนากว่า 500 หน้า และครอบคลุมเนื้อหาทั้งประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี จิตวิทยา สังคมวิทยา ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง และอีกมากมาย

ฉบับภาษาอังกฤษเขียนในปี 2016 ตีพิมพ์ปี 2017 และแปลเป็นภาษาไทยในปี 2019 ถือเป็นภาคต่อของหนังสือดังระดับโลกอย่าง Sapiens : A brief History of Humankind ซึ่งพูดถึงประวัติศาสตร์กว่าจะมาเป็นมนุษย์เราอย่างในทุกวันนี้ คราวนี้ Homo Deus พูดถึงความเป็นไปได้ของโลกในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราเหล่ามนุษย์บ้าง

โดยหลักใหญ่ใจความของเล่มนี้ก็คือ ในเมื่อตอนนี้เราสามารถจัดการกับ 3 ปัญหาที่เคยทำร้ายมนุษย์มานาน ได้แก่ ความอดอยาก โรคระบาด หรือสงคราม ได้ดีขึ้นมากแล้ว แต่ดูเหมือนเราก็ยังไม่พอใจ และมีความต้องการใหม่มาแทน นั่นคือ อยากเป็นอมตะ อยากมีความสุข และอยากเป็นพระเจ้าที่เนรมิตทุกอย่างได้เอง เหมือนกับชื่อหนังสือ Homo Deus ที่แปลว่า Human God หรือมนุษย์ผู้เป็นดังพระเจ้า

ข่าวดีก็คือ ดูเหมือนเราจะมีพลังมากพอที่จะตอบสนองความต้องการใหม่ 3 อย่างนี้ได้ (บ้าง)


แต่ข่าวร้ายก็คือ ดูเหมือนเรา (อาจ) จะควบคุมพลังของเราไม่อยู่ และอาจเป็นการทำลายล้างตัวเราเอง

โครงสร้างของหนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนครับ ส่วนแรก คือ Homo Sapiens Conquers the World โฮโมเซเปี้ยนหรือมนุษย์อย่างเรายึดครองโลกใบนี้ได้สำเร็จ ส่วนที่สอง Homo Sapiens Give Meaning to the World โฮโมเซเปี้ยนหรือมนุษย์อย่างเราสร้างความหมายบางอย่างกับโลกใบนี้ และส่วนสุดท้าย ส่วนที่สาม Homo Sapiens Loses Control โฮโมเซเปี้ยนหรือมนุษย์อย่างเราสูญเสียการควบคุม

โดยก่อนหน้าที่จะเข้าสู่เนื้อหาทั้งสามส่วน ผู้เขียนได้เขียนบทเปิดไว้ยาวถึง 100 หน้า เพื่ออธิบายถึงที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ที่เขาพยายามบอกว่าไม่ใช่การฟันธงถึงอนาคตของมนุษยชาติ เพราะไม่มีใครทำได้ แต่เขาแค่พูดถึงทางที่เป็นไปได้ทางหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นในอนาคตก็ได้

อาจไม่ยุติธรรมนัก ถ้านำเล่มนี้มาเทียบกับหนังสือเล่มแรกของเขาอย่าง Sapiens ที่กลายเป็นหนังสือระดับตำนานของโลกไปแล้ว เพราะความคาดหวังที่สูงระดับนั้น อย่างไรก็คงไม่ได้รับการเติมเต็ม เอาเป็นว่าลีลาภษาของผู้เขียนยังคงร้ายเหลือ จิกกัด แสบ ๆ คัน ๆ และเต็มไปด้วยการค้นคว้าแล้วนำมาเรียบเรียงได้อย่างลื่นไหล (แม้จะรู้สึกว่าเนื้อหาส่วนนึงเหมือนเป็นการเล่าซ้ำจากเล่ม Sapiens ก็ตาม)

ฉบับภาษาไทยต้องชื่นชมความสามารถของผู้แปลครับ เพราะมันเป็นหนังสือที่อ่านไม่ง่ายเลย ต้องมีความรู้หลากหลายศาสตร์ ผมเองซื้อฉบับภาษาอังกฤษมาก็อ่านไม่จบ ต้องมาพึ่งพาภาษาไทยเล่มนี้

Homo Deus ฉบับภาษาไทย สนพ.Gypzy ราคา 520 บาทครับ

3. Becoming


อ่านสนุกกว่าที่คิดไว้มาก นี่คือหนังสือชีวประวัติที่เล่าถึงเรื่องราวของ มิเชลล์ โอบามา ภริยาของบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

เขียนขึ้นในปี 2018 หนังสือเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน จนถึงเหตุการณ์ปัจจุบันที่เธอเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งของอเมริกา เป็นสตรีหมายเลขหนึ่งคนแรกที่มีเชื้อสายแอฟริกัน อเมริกัน ชีวิตของเธอต้องผ่านพบเจอทั้งสุขและทุกข์ เธอเล่าเอาไว้อย่างหมดเปลือก ไม่ใช่แค่ความเข้มแข็ง แต่รวมถึงความอ่อนแอ ไม่มั่นใจ...เหมือนคนทั่ว ๆ ไป

หนังสือแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักครับ ส่วนที่หนึ่ง Becoming Me เรื่องราวในวัยเด็กของเธอจนถึงวัยทำงานและได้พบกับว่าที่สามี ส่วนที่สอง Becoming Us ช่วงเวลาของชีวิตคู่ การปรับตัว จนนำไปสู่ชัยชนะทางการเลือกตั้ง และส่วนสุดท้าย Becoming More ช่วงเวลาที่เธอมีชีวิตที่เหลือเชื่อ เป็นที่จับตาของผู้คนมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีแต่ความสุขอย่างเดียว

ถึงจะหนา 500 กว่าหน้า แต่ผมก็อ่านจบใน 3 วัน แสดงว่าเล่มนี้ต้องมีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดไว้


และอาจเป็นเพราะผมชอบอ่านหนังสือชีวประวัติ ชีวิตคนทั้งคน ย่นย่อมาให้อ่านในไม่กี่ชั่วโมง ไม่มากก็น้อย ต้องได้บทเรียนบางอย่างแน่นอน

ผมไม่มีความรู้ด้านการเมืองสหรัฐอเมริกา ไม่เคยสนใจติดตามชีวิตหรือผลงานของสองสามีภรรยาโอบามา แต่ก็ยังอ่านได้สนุก เหมือนได้เรียนรู้ชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งที่มีชีวิต "เหลือเชื่อ" จากชีวิตชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง แต่เรียนดี เรียนเก่ง กลายเป็นนักกฏหมาย ได้พบผู้ชายที่จะมาเป็นคู่ชีวิต และจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

ในฐานะผู้ชาย ผมได้เรียนรู้ความรู้สึกนึกคิดของผู้หญิง ไม่ว่าจะอยู่ซีกโลกไหน ชาติเชื้ออะไร ผู้หญิงต่างต้องการเวลาจากผู้ชายของเธอ ในขณะที่ผู้ชายต้องการออกไปต่อสู้กับโลกข้างนอก ผู้หญิงแค่ต้องการให้ผู้ชายอยู่กับเธอ (บ้าง) เรื่องนี้เป็นสมดุลที่หาได้ยาก...โดยเฉพาะถ้าสามีของเธอชื่อ บารัค โอบามา เธอเล่าเรื่องราวชีวิตคู่ไว้ได้ดี ไม่ได้โทษใคร แต่พยายามทำความเข้าใจ หลายเรื่องไม่ต้องหาเหตุผล...แต่แค่เข้าใจ

ในฐานะเพื่อนร่วมโลก ผมได้เรียนรู้ว่าจะมีเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทองแค่ไหน ตัวตนลึก ๆ ของเราล้วนอ่อนแอ และถูกทำร้ายได้ง่าย โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบถามตัวเองว่า ฉันดีพอแล้วหรือยัง? มิเชลล์เล่าเรื่องความอ่อนแอของเธออย่างหมดเปลือก การพิสูจน์ตัวเอง การถูกทำร้ายด้วยคำพูดของสื่อ การเหยียดเพศ เหยียดสีผิว ...แต่เธอก็เข้มแข็งพอที่จะเรียนรู้เพื่ออยู่กับเรื่องเหล่านี้ และทำให้ดีขึ้น

และในฐานะคนที่ดูหนังฮอลีวู้ดมาทั้งชีวิต ดีใจมากที่ได้อ่านเรื่องราวในทำเนียบขาว "ของจริง" ว่าผู้คนในนั้นเขาอยู่กันอย่างไร ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเป็นประธานาธิบดีและคนรอบข้างเป็นอย่างไร ส่วนนี้สนุกมากครับ เพิ่งรู้ว่านี่คือเรื่องจริง! ปธน. มีรหัสเข้าถึงคลังอาวุธนิวเคลียร์ และต้องมีนายทหารถือเครื่องยืนยันตัวตนเตรียมใช้งาน คอยหิ้วเจ้าเครื่องนี้ตามไปตามมาตลอดเวลา!

สรุปว่า สนุก อ่านเพลิน ถ้าเป็นผู้หญิง ยิ่งน่าจะชอบเล่มนี้ ส่วนถ้าเป็นผู้ชายอ่าน ผมก็คิดว่าน่าสนใจในการทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงที่ยุคนี้ถูกคาดหวังให้เก่งทั้งเรื่องดูแลครอบครัวและเรื่องการงาน

"Becoming เขียนโดย Michelle Obama สำนักพิมพ์ Amarin How to ราคา 395 บาทครับ


4. The Goal กระบวนการเพื่อการปรับปรุงที่ไม่หยุดยั้ง


ผมเคยเห็นฉบับภาษาอังกฤษของเล่มนี้มานานแล้ว แต่หน้าปกช่างไม่ดึงดูดเอาเสียเลย ตอนนั้นสงสัยว่าทำไมเล่มนี้ได้รับการยกย่องขนาดนั้น นิตยสาร Time ถึงกับยกให้เป็น 1 ใน 25 หนังสือบริหารธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุด วันนี้ได้มาอ่านฉบับภาษาไทย (ซึ่งแปลดีมาก ลอง google ชื่อคนแปลดูแล้วจะทึ่งครับ คนระดับนี้มาแปลให้เราอ่าน ทำไมจะไม่อ่าน?) ต้องบอกว่า ฉันมัวไปอยู่ที่ไหนมา น่าจะอ่านมาตั้งนานแล้ว (แต่ไม่เหมาะกับทุกคนนะครับ อาจต้องเป็นเด็กสายวิทย์หน่อย เพราะมีความเป็นโมเดลคณิตศาสตร์นิดหน่อย)

หนังสือเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1984 จากนั้นก็กลายเป็นหนังสืออมตะของคนในวงการธุรกิจตั้งแต่นั้นมา โดยเฉพาะคนที่ต้องเกี่ยวข้องกับสายงานการผลิต ความสุดยอดของหนังสือเล่มนี้ก็คืออธิบายเรื่องซีเรียสทางธุรกิจ อย่างเช่น การมีประสิทธิภาพที่แท้จริง ยอดขาย สินค้าคงคลัง ค่าใช้จ่าย แต่ผู้เขียนเล่าออกมาผ่านรูปแบบของ "นิยาย" เพราะฉะนั้นตลอดเวลาที่ตัวละครกำลังแก้ไขปัญหา เราจึงได้เรียนรู้หลักการบริหารการผลิตไปด้วย แถมยังนำเรื่องนี้ไปใช้กับธุรกิจอื่น ๆ ได้ รวมถึงชีวิตของเราด้วย

ที่สำคัญต้องบอกว่า สนุกมาก อ่านไปลุ้นไป นี่คือหนังสือบริหารจัดการที่ตื่นเต้นได้ปานนั้น!

ที่น่าทึ่งอีกอย่างก็คือ Eliyahu M. Goldratt ผู้เขียนเป็นนักฟิสิกส์ชาวอิสราเอล จบการศึกษาปริญญาตรีและโทด้านวิทยาศาสตร์ ปริญญาเอกด้านปรัชญา แต่กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบริษัทธุรกิจ รวมถึงเป็นเจ้าของทฤษฎีที่ชื่อ Theory of Constraints หรือทฤษฎีข้อจำกัด ซึ่งเป็นทฤษฏีคลาสสิกที่ยังใช้กันจนทุกวันนี้ เรียกย่อ ๆ ว่า TOC

ถ้าอธิบายสั้น ๆ ใจความของทฤษฎีนี้มีอยู่ว่า “ระบบใด ๆ ก็ตามที่มีการทำงานหลายส่วนต่อ ๆ กันไป จะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งแห่งที่เป็นคอขวด หรือ Bottle Neck ซึ่งจุดนี้เองที่จะกลายเป็นข้อจำกัดของทั้งระบบ และเราต้องหาทางแก้ไขเพื่อให้ประสิทธิภาพทั้งระบบดีขึ้น

และทฤษฎีนี้เองที่จะกลายมาเป็นหัวใจหลักของหนังสือ The Goal เล่มนี้ที่เรากำลังพูดถึง ปัจจุบัน Eliyahu M. Goldratt เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2011 แต่ Theory of Constraints ก็ยังถูกพูดถึงและใช้กันในแวดวงธุรกิจครับ

The Goal เขียนโดย Eliyahu M. Goldratt สำนักพิมพ์ Free Mind ราคา 450 บาทครับ


5.ทำไมผู้ชายไม่รู้จักฟัง และผู้หญิงอ่านแผนที่ไม่เป็น (Why Men Don't Listen and Women Can't Read Maps)


นี่คือหนึ่งในหนังสือที่ผมชอบที่สุด แต่คิดว่าหลายคนน่าจะไม่รู้จัก เคยมีแปลไทยเมื่อหลายปีก่อน ก็น่าจะขายไม่ดีมาก และคงหาซื้อไม่ได้แล้ว

เป็นหนังสือประเภทที่ผมอยากเขียนได้บ้าง คือ เขียนอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย (วิทยาศาสตร์ทางสมองที่ทำให้ชายหญิงมีพฤติกรรมแตกต่างกัน) ซึ่งหัวข้อนี้ก็นับว่ายากแล้ว แต่ที่ยากกว่าคือ เขาเขียนได้ตลกมาก ตลกจนต้องหัวเราะออกมาดัง ๆ ด้วยความช่างประชดประชันของผู้เขียนที่เล่นมุกกับความสัมพันธ์ของชายหญิง (ส่วนตัวผมชอบเล่มนี้มากกว่า "ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์" เสียอีก เพราะมันตลกนี่แหละครับ)

เขียนขึ้นตั้งแต่ปี 2001 แต่ยังทันสมัยจนถึงทุกวันนี้ เพราะชายหญิงยังมีวิธีคิดและวิธีทำที่ไม่แตกต่างจากหลายพันหลายหมื่นปีที่ผ่านมา หนังสือพูดถึงการทำความเข้าใจเพศตรงข้าม เพราะผู้ชายกับผู้หญิงนั้นมีวิธีคิดและวิธีสื่อสารที่แตกต่างกัน


เรา "เท่าเทียมกัน" แต่ผู้ชายกับผู้หญิงนั้น "ไม่เหมือนกัน"

ความน่าสนใจของเล่มนี้ก็คือไม่ได้เขียนโดยผู้ชายหรือผู้หญิง แต่เป็นการเขียนร่วมกันของคู่สามีภรรยาที่ออกเดินทางทั่วโลกเพื่อค้นคว้า สัมภาษณ์ จัดสัมมนารวมถึงหาหลักฐานทางชีววิทยา จิตวิทยา และประสาทวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน ทั้งหมดนี้เพื่อบอกกับเราว่าไม่มีเพศไหนดีกว่าเพศไหน เราแค่ไม่เหมือนกัน และต้องทำความเข้าใจกัน

ขอเล่าแค่ตอนต้นให้ฟังนะครับ เท่านี้ก็น่าไปหามาอ่านแล้ว เขาเขียนไว้แบบนี้ครับว่า



ในสมัยก่อนนานมาแล้ว หญิงชายอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น รู้หน้าที่ที่แตกต่างกัน ผู้ชายออกไปเผชิญโลก เสี่ยงชีวิตล่าหาอาหาร เดินทางไกล และกลับมาบ้านเพื่อนำอาหารมาให้ลูกเมีย พร้อมทำหน้าที่ปกป้องไปด้วย

เพราะฉะนั้นคุณค่าความสำเร็จของผู้ชาย จึงวัดจากการที่เขาล่าอาหารได้มากน้อยแค่ไหน ลูกเมียมีความสุขชื่นชมในความสามารถและความแข็งแกร่งของเขาหรือเปล่า

ส่วนผู้หญิงนั้น หน้าที่ของเธอคือเลี้ยงลูก พัฒนาลูก ตรวจตราความเรียบร้อยของที่พัก สังเกตเห็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ดี หรือไม่ก็อาจจะออกหาผลไม้แถวนั้นมาเก็บตุนไว้ พร้อมกับพบปะพู