สิงโต ยักษ์ มาโนช อุดม และคมความคิด

1.

ครั้งนึงนานมาแล้ว "พี่ซัน มาโนช พุฒตาล" เคยบอกกับผมว่า "บอยรู้มั้ย ผมเป็นคนที่มีความสุขกับการเดินทาง ตั้งแต่ตอนจัดกระเป๋าอยู่ที่บ้าน"

วันนี้ผมนึกถึงประโยคนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะคิดถึงช่วงก่อนหน้ายุคโควิด ที่เรายังเดินทางท่องเที่ยวกันบ่อยกว่านี้ เรื่องน่าแปลกของการท่องเที่ยวก็คือ แต่ละครั้ง เราใช้เวลาไปกับการเดินทางไม่น้อย ยิ่งถ้าไปต่างประเทศ ยิ่งหมดไปเป็นสิบชั่วโมง


ภาพถ่ายโดย Tom Swinnen จาก Pexels

คำถามก็คือ แล้วทำไมเราจึงต้องฝากความสุขไว้ที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว? เช่น ถ้าถึงที่พัก ฉันจะนอนกลิ้งบนเตียง ฉันจะว่ายน้ำเล่น ฉันจะไปกินร้านนั้นร้านนี้ ฉันจะไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ ...แล้วตอนนั้นฉันคงมีความสุขแน่ ๆ

ทำไมไม่เราไม่ความสุขระหว่างเดินทางไปด้วย? ทำไมเราไม่มีความสุขที่นี่ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้เลย? หรืออย่างกรณีของพี่ซัน ...ทำไมเราไม่มีความสุขตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทางเลยล่ะ? แบบนี้น่าจะคุ้มกว่าเยอะ

เรื่องนี้ผมว่านำไปปรับใช้กับชีวิตได้ด้วย หลายคนเครียดกับการมีเป้าหมาย ฝากความสุขไว้ในอนาคตตลอดเวลา จนลืมไปว่าเราใช้เวลาเดินทางไปสู่เป้าหมาย นานกว่าการดื่มด่ำอยู่กับความสำเร็จเมื่อถึงเป้าหมายเสียอีก


เราฝากความสุขไว้ในอนาคตหรือเปล่า?

เพราะฉะนั้นนอกจากการเลือกเป้าหมายที่ถูกใจแล้ว เราน่าจะต้องคิดด้วยว่า ระหว่างทางเรามีความสุขกับมันได้ด้วยหรือไม่? หรือจะต้องกล้ำกลืนฝืนทน ลำบากลำบนทุกวัน เพื่อจะได้ไปมีความสุขในวันข้างหน้า?

ผมไม่ได้บอกว่าการไปถึงเป้าหมายนั้นไม่ต้องอดทนฟันฝ่า แต่คนที่ก้าวไปเพราะใจรัก เขาจะเหนื่อยเพราะมีความสุข แล้วไปมีความสุขต่ออีกที่ปลายทาง ...ไม่ใช่เหนื่อยเพราะเป็นทุกข์ เพื่อรอไปสุขที่ปลายทาง


ลองตรวจสอบตัวเองดูสิครับว่า เราฝากความสุขไว้ในอนาคตหรือเปล่า? ถ้าใช่ ก็ลองดึงความสุขกลับมาที่นี่ ตรงนี้ เดี๋ยวนี้เลย

มีความสุขตั้งแต่เริ่มตั้งเป้าหมาย มีความสุขเมื่อกำลังเดินทางไปสู่เป้าหมาย และมีความสุขอีกทีเมื่อไปถึงเป้าหมาย


แบบนี้สิครับถึงจะมาถูกทาง


2.

ผมชอบฟังบทสนทนาของตัวจริงผู้ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะคนที่สร้างตัวเองขึ้นมาจากศูนย์ หลายคำพูดจากความคิดของเขา เรานึกไม่ถึง ...ที่นึกไม่ถึง เพราะเขาขึ้นไปสูงมาก สูงจนเราไม่เคยเห็นวิวทิวทัศน์จากตรงนั้นว่าเป็นอย่างไรบ้าง จึงนับเป็นโชคดีที่เขามาเล่าให้เราฟัง


ผมเคยได้ฟังประโยคหนึ่งของนักลงทุนพอร์ตหลายพันล้าน "เสี่ยยักษ์ วิชัย วชิรพงศ์" แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังจำประโยคนั้นได้ฝังแน่นติดทนนาน

หลังจากเสี่ยยักษ์เล่าถึงประวัติการสร้างตัวเองได้สักพัก เขาก็พูดถึงเรื่อง ๆ หนึ่งที่ผมคงจดจำไปจนชั่วชีวิต เสี่ยยักษ์บอกว่า ชีวิตคนเราคือการขึ้นภูเขา สุดท้ายเราก็ต้องไปไหว้พระที่บนภูเขา หลังของเราทุกคนมีกระบุงอยู่หนึ่งใบแบกใส่หลังไว้ คำถามก็คือ "เราใส่ดอกไม้หรือก้อนหินไปในกระบุงนั้น?"


"เราใส่ดอกไม้หรือก้อนหินไปในกระบุงนั้น?"

พอฟังประโยคนี้จบ ผมรู้สึกเหมือนสว่างวาบทันที ไม่แน่ใจนะครับว่าผมตีความสิ่งที่เสี่ยยักษ์ต้องการสื่อถูกต้องหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าเรื่องดังกล่าวหมายถึง สุดท้ายปลายทางชีวิตคนเราก็ต้องตาย แต่ระหว่างทางที่ชีวิตเดินไปนั้น เราแบกอะไรไปด้วย?

ดอกไม้ หรือ ก้อนหิน? เรื่องสวยงาม หรือ เรื่องทุกข์ใจ? เรื่องดี ๆ หรือ เรื่องร้าย ๆ? ใจที่ให้อภัย หรือ ใจที่ยังอาฆาตแค้น? ...เราแบกอะไรขึ้นภูเขาไปไหว้พระ?

นี่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผมจะเก็บไปถามตัวเองอยู่เรื่อย ๆ เพราะทุกวันผมเองก็กำลังเดินทางขึ้นเขา จุดหมายคือไปไหว้พระ ผมจะหมั่นตรวจสอบกระบุงของผมว่า ในกระบุงนั้น ผมใส่ดอกไม้หรือก้อนหิน?

ถ้ามีแต่ก้อนหิน ผมจะเอาออก เก็บดอกไม้มาใส่แทน เพราะผมอยากนำดอกไม้ไปถวายพระ ไม่ใช่ก้อนหินอันหนักอึ้ง

ผมหวังว่าคุณจะเก็บคำถามนี้ไปถามตัวเองเช่นกัน ...เราใส่ดอกไม้หรือก้อนหินไปในกระบุงนั้น?


เป็นคำถามที่น่าคิดจริง ๆ ครับ


3.

ในชีวิตนี้ ผมเคยไปดู "เดี่ยวไมโครโฟน" ของ อุดม แต้พานิช แบบสด ๆ แค่ครั้งเดียว นั่นคือ "เดี่ยว 11" (รอบอื่น ๆ จองไม่ทัน และรอบก่อนโน้น กำลังทรัพย์ไม่พอ)​


ปรากฏว่าสิ่งที่ผมชอบที่สุดในเดี่ยวครั้งนั้นกลับไม่ใช่มุกตลก แต่กลับเป็นบางประโยคที่อุดมพูดก่อนจะจบการแสดง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเฮียแกจะพูดแบบนี้ทุกรอบหรือเปล่า

เฮียโน้สนั้นพูดว่า "ใจคนเราเหมือนหางเสือ ที่จะบังคับให้ชีวิตเราไปทางไหนก็ได้ อยู่ที่เราจะตั้งมันไว้อย่างไร" แล้วเขาก็เล่าว่าเขามีเพื่อนรวย ๆ เยอะเลย แต่หลายคนไม่มีความสุข เพราะพวกเขามีแค่สองสถานะ คือ "หงุดหงิด" กับ "หายหงุดหงิด"

แล้วอุดมก็สรุปได้คมคายว่า "ที่พวกเขาเหล่านี้ไม่มีความสุข ก็เพราะไม่เคยตั้งหางเสือไว้ว่าจะมีความสุข"

โอโห ผมว่ามันใช่เลย รู้สึกดีใจที่ไม่ลุกไปเข้าห้องน้ำตอนนี้ และดีใจที่ไม่มัวขำจนฟังผ่านวรรคทองนี้ไป คุ้มค่าบัตร 3,500 บาทแล้วครับ

"คนเราไม่เคยมีความสุข เพราะไม่เคยตั้งใจว่าฉันจะมีความสุข" ผมรู้ดีว่าประโยคนี้มันจริงยิ่งกว่าอะไร เพราะในหลายครั้งของการไปบรรยายตามบริษัทต่าง ๆ ผมมักจะบอกบนเวทีอยู่เสมอว่า "ใจคนเราเหมือนน้ำตก" ไม่ใช่หมายถึงน้ำตกใส ไหลเย็น เห็นตัวปลานะครับ แต่ใจคนเราชอบ "ตก" ลงไปสู่ที่ต่ำ ...ถ้าเราไม่บังคับ ไม่ตั้งหางเสือให้ใจ ใจจะพาเราเข้ารกเข้าพง ร่วงลงไปยังโคลนตมเสมอ

ลองสำรวจตัวเองสิครับว่า แต่ละวันเราตั้งธงในใจ ตั้งหางเสือเรือชีวิตไว้ว่าอย่างไร? วันนี้ฉันจะหงุดหงิดใครดี? หรือวันนี้ฉันจะมีความสุขกับเรื่องอะไรดี?


แต่ละวันเราตั้งธงในใจ ตั้งหางเสือเรือชีวิตไว้ว่าอย่างไร?

สองคำถามนี้คือหางเสือของเรือลำเดียวกัน แต่พาเราไปคนละทิศ ทิศแรก พาไปค้นหาเรื่องลบ ๆ ทิศหลัง พาไปค้นหาเรื่องดี ๆ


ใจคนเราเหมือนหางเสือ ที่จะบังคับให้ชีวิตเราไปทางไหนก็ได้ อยู่ที่เราจะตั้งมันไว้อย่างไร

จากนี้ไป "ฉันจะตั้งหางเสือของเรือชีวิตฉันว่าอย่างไรดี?" นี่คือคำถามที่เราควรหมั่นถามตัวเอง


4.

แม้ทุกวันนี้ รายการประกวดร้องเพลง อาจไม่ได้รับความนิยมเท่าเดิม แต่ประโยคที่ "สิงโต นำโชค" พูดไว้ในรายการ The Voice ก็ยังเป็นอะไรที่ประทับอยู่ในใจผมจนทุกวันนี้ เขาพูดกับ 2 ผู้เข้าประกวด ที่จะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งตกรอบ สิงโตพูดแบบนี้ครับ

"มีคนถามผมว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จทางด้านดนตรี ชีวิตนี้จะไปทำอะไรต่อ? ผมก็เลยถามเขากลับไปว่า แล้วอะไรคือคำว่าประสบความสำเร็จทางด้านดนตรี? ต้องมีชื่อเสียงโด่งดังใช่มั้ย? ต้องมีเพลงฮิตใช่มั้ย? แบบนี้ใช่มั้ยถึงจะเรียกว่าสำเร็จ ถึงจะมีความสุข?"


ชายสวมหมวกผู้ทำให้อูคูเลเล่ฮิตทั่วเมือง ยังคงพูดต่อไปว่า "ผมว่าจริงๆ แล้วการที่เราได้ขึ้นมาร้องเพลงบนเวที การที่เราได้หยิบกีตาร์มาร้องเพลงในร้านอาหาร ผมว่าสิ่งนี้แหละคือความสำเร็จแล้ว

"ถ้ากลับบ้านไป มีคนถามคุณว่าประสบความสำเร็จมั้ย? ให้คุณตอบไปเลยว่าประสบความสำเร็จตั้งแต่วันที่กล้าก้าวเข้ามาประกวดบนเวทีแห่งนี้แล้ว เพราะฉะนั้น ไม่มีเหตุผลเลยที่คุณจะหยุดร้องเพลง เพียงเพราะไม่ได้ถูกผมเลือกให้เข้ารอบต่อ"


พอ สิงโต นำโชค พูดจบ คนก็ปรบมือกันทั้งห้องส่ง ส่วนผมฟังแล้วน้ำตาคลอ แม้แต่ตัวสิงโตนำโชคเอง ถ้าผมตาไม่ฝาด เหมือนเขาจะน้ำตาคลอด้วยซ้ำ


ฟังคำพูดของเขาแล้วผมก็นึกเรื่องราวของเราหลายคน คนที่นิยามคำว่า "ประสบความสำเร็จ" ได้คับแคบเหลือเกิน คับแคบจนบีบรัดหัวใจให้เราไม่มีความสุข

เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ คือสิ่งที่เราหลายคนใช้เป็นหลักวัดความสำเร็จ โดยละเลยแง่มุมอื่น ๆ ของชีวิตไป เช่น ความสุขของครอบครัว ความสงบภายในใจ

ที่แย่กว่านั้น เราชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แล้วเฝ้าบอกตัวเองเสมอว่า ฉันยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉันยังมีน้อยกว่าคนอื่น

และที่แย่ที่สุดก็คือ เรายอมให้ใครก็ไม่รู้มาติดป้ายบอกสรรพคุณตัวเราว่า แบบนี้เรียกว่าคุณประสบความสำเร็จแล้วนะ แบบนี้เรียกว่าคุณยังไม่ประสบความสำเร็จนะ

สิ่งที่ผมอยากจะบอกและเชื่อว่าเป็นสิ่งเดียวกับที่ สิงโต นำโชค ต้องการสื่อ ก็คือ การประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่อง "ปลายทาง" แต่เป็นเรื่อง "ระหว่างทาง"


การประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่อง "ปลายทาง" แต่เป็นเรื่อง "ระหว่างทาง"

ระหว่างทางที่เดินไปในแต่ละวัน เรากล้าบอกกับตัวเองมั้ยว่า ฉันมีความสุขในสิ่งที่ทำ ฉันภูมิใจและรักในสิ่งที่ทำ


ถ้ากล้าบอก กล้าพูดอย่างเต็มปาก ผมคิดว่าเราก็ประสบความสำเร็จไปตั้งนานแล้วล่ะครับ

อย่าเอาความสำเร็จไปแขวนไว้ปลายทาง แล้วไปรอมีความสุขที่จุดนั้น แต่จงประสบความสำเร็จในทุกวัน แล้วชีวิตจะมีความสุขในทุกวัน

วันนี้คุณประสบความสำเร็จแล้วหรือยังครับ?.

3,781 views
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot