วันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของวันที่เหลืออยู่

1.

หลายปีก่อน (ย้ำว่าหลายปีก่อน) ภรรยาผมปวดท้องอย่างรุนแรง ตอนนั้นเราไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจด้วยซ้ำว่าจะต้องนอนโรงพยาบาล ทีแรกดูเหมือนเธอจะแค่ปวดท้องโรคกระเพาะ เนื่องจากคืนก่อนหน้านั้นเราขับรถกลับจากต่างจังหวัด รถติดมาก ทำให้ต้องกินข้าวมื้อค่ำดึกกว่าปกติ


แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อถึงโรงพยาบาล ภรรยาผมปวดท้องหนักขึ้นเรื่อย ๆ คลื่นไส้และอาเจียนออกมา หนักเข้าก็เริ่มรู้สึกใจสั่น กระสับกระส่าย บ่นตลอดว่าหายใจไม่ทัน พยาบาลวัดชีพจรดูก็พบว่า หัวใจเต้นถี่ถึง 150 ครั้งต่อนาที ซึ่งถือว่าเร็วกว่าหัวใจของคนที่เพิ่งออกกำลังกายด้วยซ้ำ


ภรรยาผมบอกว่าเธอนอนลงไม่ได้เพราะหายใจไม่ออก แม้แต่จะนั่งก็ยังยากเลย ผมต้องประคองเธอไว้ เพราะไม่มั่นใจว่าเธอจะเป็นลมล้มไปเมื่อไหร่


บางประโยคขณะนั้นเธอบอกกับผมว่า...เหมือนจะตาย


2.

โชคดีที่สุดท้ายแล้วเหตุการณ์ผ่านไปด้วยดี หลังจากตรวจนู่นนั่นนี่มากมาย ทั้งเอ็กซเรย์ ทั้งให้ยาหลายขนาน หมอก็พบว่าภรรยาผมน่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งพอผ่าเสร็จ อาการปวดทั้งหมดก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เรียกว่าเปิดตัวยิ่งใหญ่ แต่จบลงที่ไม่เป็นอะไรมาก (ซึ่งดีแล้ว) เล่นเอาคนที่เป็นห่วง ถอนหายใจไปตามๆ กัน

ผมย้อนนึกถึงประโยคที่เธอพูดว่า "...เหมือนจะตาย" แล้วก็นึกถึงประโยคในเพลงฮิตของบอดี้สแลม ที่พี่ตูนร้องว่า "ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน" แล้วก็คิดไปต่ออีกว่า ...ถ้าตอนนั้นภรรยาผมจากไปจริง ๆ ผมจะทำอย่างไร?


ยังมีความรู้สึกอีกมากมายที่ผมยังไม่เคยได้บอกเธอ


3.

ผมฟุ้งซ่านไปเรื่อยว่า นั่นสิ ทำไมชีวิตมนุษย์นั้นช่างเปราะบางเหลือเกิน เห็น ๆ กันอยู่เมื่อนาทีที่แล้ว ใครจะรู้ว่าอีกไม่กี่นาทีถัดมา จะไม่ได้เห็นกันแล้ว เรื่องแบบนี้มีให้เห็นเป็นตัวอย่างถมไป


ครั้งหนึ่งผมเคยเห็นภาพข่าวการร่ำไห้ของแม่ทหารที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตก แม่ผู้สูงอายุบอกกับนักข่าวว่า ไม่คิดว่าครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะได้พบและพูดคุยกับลูกชาย


การพลัดพรากจากสิ่งที่รักมักเป็นทุกข์ คำสอนศาสนาว่าไว้อย่างนั้นมานับพันปี แต่ดูเหมือนมนุษย์ปุถุชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากความจริงข้อนี้ไปได้เสียที


หนำซ้ำยังหาสิ่งที่รักมายึดมั่นถือมั่นให้พะรุงพะรังเสียอีก


4.

สำหรับผม คำถามที่ว่า "เราเกิดมาเพื่ออะไร?" เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก สมัยเรียนมหาวิทยาลัยในช่วงวัยกำลังค้นหาตัวเอง ผมเจอหนึ่งคำตอบของคำถามนี้ เป็นคำตอบของไอน์สไตน์ (หวังว่าจะใช่ เพราะเขาตายไปนานแล้ว และมีคนอ้างถึงเยอะ) ไอน์สไตน์ตอบคำถามนี้ว่า "เราเกิดมาเพื่อทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น เกิดมาเพื่อเป็นที่รักของผู้อื่น"


คำตอบอาจฟังดูเพื่อมวลชนและเป็นคนดีมาก แต่ผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยในวันนี้ (ผิดกับในวันนั้นที่รู้สึกค้านในใจว่าทำไมเราต้องเกิดมาเพื่อคนอื่นด้วย ทำเพื่อตัวเองอย่างเดียวไม่ได้หรือไง?)

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเจออีกหนึ่งคำตอบที่น่าสนใจ คำตอบนั้นตอบว่า "เราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตกับคนที่เรารัก" ...ดูเข้าใจง่าย เข้าถึงง่ายกว่าคำตอบที่แล้ว และดูเป็นปัจเจก ไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เท่าคำตอบของไอน์สไตน์ แต่ก็โดนใจผมไม่น้อย


เราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารัก (และรักเรา) สำหรับผมคำนี้ยิ่งใหญ่มาก เพราะยิ่งยืนยันความคิดของผมที่ว่าคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานหนักแล้วตายจากไป เพราะที่สุดแล้วเราก็อยากใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ดูแลพ่อแม่ เล่นกับลูก พูดคุยกับคนรัก เพราะเราก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะอยู่กับเราไปอีกนานเท่าไหร่


และในทางกลับกัน เราเองก็ไม่รู้ว่าจะอยู่บนโลกนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน


...ในเมื่อชีวิตคนเรามันช่างแสนเปราะบาง


5.

ใครบางคนเคยบอกผมว่า เขาจะไม่มีวันออกจากบ้าน ถ้ายังทะเลาะกับคนที่บ้านค้างอยู่ เพราะเขาไม่รู้ว่าเมื่อออกบ้านไปแล้ว จะได้กลับมาปรับความเข้าใจกันอีกหรือเปล่า เขาอาจประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอยู่นอกบ้านก็ได้


มีเรื่องขำขื่นเรื่องหนึ่งเล่าไว้ว่า แม่ผู้แก่ชราคนหนึ่งโทรหาลูกสาว "ลูกเอ๋ย ไปทำงานที่กรุงเทพฯ ตั้งนาน ไม่กลับมาเยี่ยมเยือนแม่บ้างเลยเหรอ?"


ลูกสาวตอบแม่ว่า "โอ๊ย ไม่มีเวลาหรอกแม่ งานยุ่งจะตาย" แม่ก็เลยบอกว่า "จ้ะ จ้ะ ไม่เป็นไรลูก ถ้างั้นส่งเงินมาที่บ้านบ้างนะลูก แม่จะเอาไปซื้อหยูกยา ปวดเข่าเหลือเกิน"


ปรากฏว่าลูกสาวตอบแม่กลับมาว่า "โอ๊ย แม่ เงินอะไรล่ะ หนูใช้เองตัวคนเดียว เดือนชนเดือนยังจะไม่รอดอยู่แล้ว ไม่มีหรอกแม่"


...เรื่องนี้ก็เลยสรุปได้ว่า คนเรานั้นสามารถไม่มีทั้งเงินและเวลาในขณะเดียวกันได้ด้วย


6.

นานมาแล้วมีโฆษณาทางทีวีชิ้นหนึ่ง เป็นเรื่องราวของพ่อใบ้กับลูกสาวที่เกลียดพ่อ ตอนนั้นผมน้ำตาไหลทุกครั้งที่เห็นโฆษณาตัวนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกคู่นี้แสดงให้เห็นว่า คนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารัก ผิดแต่ว่ากว่าลูกจะรู้ว่าพ่อรักลูกขนาดไหน ก็ต้องผ่านพ้นวิกฤตชีวิตเสียก่อน


สุภาษิตจีนบอกเอาไว้ว่า "เนื้อมังกรหน้าหลุมศพพ่อแม่ มีค่าน้อยกว่าข้าวต้มร้อน ๆ สักถ้วยตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่"


ลองถามตัวเองดูครับว่าวันนี้ได้ใช้ชีวิตกับคนที่เรารักแล้วหรือยัง? หรือมัวใช้เวลาไปทำอย่างอื่นที่คิดว่าสำคัญกว่า หรือหลงลืมไปเพราะเห็นว่าเป็นคนใกล้ตัว จะพบเจอพูดคุยเมื่อไรก็ได้...ซึ่งไม่จริง


ใครจะรู้ว่าวันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของวันที่เหลืออยู่ ...ไม่ของคนที่เรารัก ก็ของตัวเราเอง.

2,116 views
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot