ความเปลี่ยนแปลงนั้นน่ากลัว สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย

1.

,,,มีอยู่วันนึง

ผมเพิ่งรู้สึกถึงความศิวิไลซ์ของชีวิต

และคิดว่าการออกจากบ้านเริ่มจำเป็นน้อยลง


ยิ่งถ้าใครทำงานอยู่ที่บ้านด้วยแล้ว

ก็แทบจะสิงสถิตอยู่ที่บ้านได้เลย

เพราะมีบริการทุกอย่างส่งตรงถึงบ้าน


ภาพโดย Wilfried Pohnke จาก Pixabay

ต่อไปนี้คือสิ่งที่เกิดกับผมในบ่ายวันหนึ่ง...


ชำระบิลบัตร ประกัน อินเตอร์เน็ต น้ำ ไฟ

แค่สแกนผ่าน app ไม่ต้องไปธนาคาร


สั่งหนังสือผ่านเว็บ ลดราคาเท่างานหนังสือ

ค้นหาก็ง่าย ว่าเล่มที่ต้องการ มีหรือไม่

สั่งไป 2 วัน วันนี้มาส่งในสภาพดีมาก

มีของแถมให้ด้วย...ช่างน่าประทับใจ


ทิ้งช่วงไม่นาน รถอีกคันมาส่งของหน้าบ้าน

ตู้คีบตุ๊กตาของลูกสาวที่สั่งไปเมื่อวาน

ย้ำว่าเมื่อวาน...วันนี้มาส่งเรียบร้อย

มีของแถมให้อีกด้วย...ช่างน่าประทับใจ


หิว แต่ไม่อยากออกไปไหน

ก็แค่สั่งให้คนไปซื้ออาหารที่ร้าน แล้วมาส่ง

เจอโปรโมชั่นดี ส่งฟรี แถมคูปองลดราคาอีก

สรุปว่ามื้อนั้น ถูกกว่าขับรถออกไปกิน


...ชีวิตมันช่างศิวิไลซ์เสียจริง ๆ


2.

เมื่อก่อนการซื้อของผ่านเน็ต ใครจะกล้า?

แต่ตอนนี้เราซื้อกันเป็นเรื่องปกติ

เหตุเพราะทุกอย่างสนับสนุนกันและกัน

แอพใช้ง่าย ชำระเงินสะดวก จัดส่งของไว

ทำให้เราไม่ต้องออกไปซื้อของให้เสียเวลา


เรื่องพวกนี้กำลังเปลี่ยนโลกทีละนิด

เพียงแต่เราอาจไม่ทันได้สังเกต

ไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่เกิดในระดับโลก

สินค้าข้ามประเทศกันไปมาอย่างง่ายดาย


ผมเคยสั่งแท็บเล็ตจอยักษ์จากอเมริกา

3 วันส่งถึงบ้าน...เร็วจนน่าตกใจ

ผมเคยสั่งชาสมุนไพรจากอเมริกา

สั่งแค่ 1,000 บาท ก็ส่งฟรีแล้ว

รวมภาษีแล้วยังถูกกว่าซื้อในไทยอีก


เรื่องนี้ทำให้ผมนึกไปได้หลายมุม


ในมุมคนขาย

ต้องทำระบบสืบค้นหน้าร้านออนไลน์ให้ดี

เพราะยุคนี้สินค้ามากล้น จนหาไม่ถูก

ถ้าทำให้ใช้งานง่าย จ่ายเงินก็ง่าย

สมัครสมาชิกไม่ยุ่งยาก ไม่สมัครก็ได้

แบบนี้ใคร ๆ ก็อยากซื้อ


และจากนี้ไปคู่แข่งของคุณคือคนทั้งโลก

แต่ก็เช่นกัน ลูกค้าของคุณคือคนทั้งโลก

อย่าคิดแค่ในประเทศเท่านั้น


ในมุมคนกลาง

ถ้ามีประโยชน์น้อยลง ผู้ขายจะพบผู้บริโภคเอง

เช่น สำนักพิมพ์เริ่มขายหนังสือผ่านเว็บเอง

ราคาถูกกว่า และจัดส่งได้ดีมาก

แล้วร้านหนังสือและสายส่ง จะทำอย่างไรต่อ?

เป็นเรื่องที่น่าคิดครับ


ในมุมธุรกิจข้างเคียง

เช่น รับจัดส่ง ขายกล่องบรรจุ

ใครเห็นโอกาส ก็รับทรัพย์ไปเต็ม ๆ

เหมือนธุรกิจที่เติบโตตอนคนตื่นทอง ก็คือธุรกิจขายจอบขุดทองนั่นเอง

ในมุมคนซื้อ

นั่งอยู่บ้าน ก็ผลาญเงินได้ อันนี้ต้องระวัง

นี่ยังไม่นับการซื้อบริการออนไลน์ต่าง ๆ

เช่น Netflix หรือ Spotify

ต่อไปเราอาจจะไปโรงหนังกันน้อยลง

เพราะหนังลาโรงไม่นาน ก็มีให้ดูออนไลน์แล้ว


3.

แน่นอนครับ

บรรยากาศคือสิ่งที่หาไม่ได้ในบ้าน

จำเป็นต้องออกไปโรงหนัง งานหนังสือ หรือร้านค้า

แต่เชื่อว่าก็จะมีคนจำนวนหนึ่ง

ที่ไม่ได้อยากได้บรรยากาศอะไรขนาดนั้น


เขาอยากตรงเข้าประเด็น และไม่อยากฝ่ารถติด

ออนไลน์ก็จะมาแทนตรงนี้ได้มาก

และแทนที่ได้มากเสียด้วย


ใครจะไปคิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า

เราอาจมีอุปกรณ์จำลองบรรยากาศเหมือนจริง

ชนิดที่ว่าเหมือนอยู่ในร้านค้า

เราเดินหยิบจับเลือกซื้อสินค้าลงตระกร้าได้

จากนั้นไม่นานสินค้าก็จะส่งมาวางหน้าบ้านเรา


ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น ใครจะรู้?


ส่วนผมเป็นพวกชอบอยู่บ้านอยู่แล้ว

ชีวิตแบบนี้เลยยิ่งกว่าในฝัน

หลังจากที่มนุษย์ออกจากถ้ำ เร่ร่อนมานาน

อาจได้เวลาที่เราจะลงหลักปักฐานกันอีกครั้ง


4.

แต่ยุคนี้ ธุรกิจอะไรก็ไม่แน่นอน

บางอย่างที่คิดว่าแน่ ก็อาจแปรเปลี่ยนได้


คิดแล้วยังเหลือเชื่อที่ผมยกเลิก apple music

ทั้งที่ subscription ตั้งแต่วันเปิดตัว

และต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ ไม่มีขาดสักเดือน

เรียกว่าเป็นแฟนตัวยง ลูกค้าชั้นดี


เหตุผลง่าย ๆ ที่ยกเลิกก็คือ

ผมไม่ได้เป็นสาวก apple

ที่ใช้ทุกอย่างเป็น iOS

(มี iPad และ macbook pro)


มือถือก็ใช้ android

ล่าสุดซื้อ tablet จอยักษ์จาก amazon

และแน่นอนว่าเป็น android


ประเด็นก็คือ android ไม่มี apple music

หรือมีก็ไม่ครบทุกอุปกรณ์ที่เป็น android

หรือมีครบ ก็ง่อยมาก ใช้แล้ว crash บ่อย


เมื่อคิดในมุมนี้ ผมจึงเปลี่ยนมาใช้ spotify

เพราะมันใช้ได้กับทุก device ไม่แบ่งค่าย

(ไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ)


เหตุผลง่าย ๆ แค่นี้เอง ที่ทำให้ลูกค้าอย่างผม เปลี่ยนใจง่ายมาก

5.

ที่เล่าเรื่องนี้ เพราะยังอยู่ในอาการ "อิน"

หลายเดือนก่อน ผมอ่านหนังสือ Steve Jobs

ตอนหนึ่งในเล่ม Jobs บอกว่า

เพื่อความสมบูรณ์แบบ

เขาต้องเป็นเจ้าของระบบนิเวศทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็น software หรือ hardware


ซึ่งก็ถูกของเขานะครับ

iOS ก็เลยทำอะไรได้ง่าย

เพราะมีแต่ในอุปกรณ์ของ apple เท่านั้น

ความเสถียร ความสวยงาม จึงทำได้ไม่ยาก


แต่ประเด็นก็คือ

เดี๋ยวนี้ android ก็ไม่ขี้เหร่ ดีขึ้นเรื่อย ๆ

แม้เรื่อง app จะเจ๋งไม่เท่า iOS

หรือความเสถียรอาจจะยังสู้ไม่ได้


สำหรับผม นั่นเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก

เมื่อคิดว่าทุกวันนี้ผมทำทุกอย่างผ่าน Cloud


พิมพ์งานด้วย google doc

เก็บภาพและวิดีโอไว้ใน google photo

แชร์งานกันกับทีมผ่านทาง google drive


หรือจะเป็นการดูหนัง

ผมเช่าหนังผ่าน google movies

หรือดูซีรี่ส์จาก Netflix


แถมยังไม่ได้นั่งดูจนจบเรื่องในคราวเดียว

แต่ดูทีละนิดทีละหน่อย คนละบนอุปกรณ์ด้วย

เช่น เริ่มจากดูบนมือถือ android

แล้วไปดูต่อในคอม macbook pro

แล้วไปจบเรื่องที่ tablet ที่เป็น android


ก่อนหน้านั้น ผมเคยเช่าหนังจาก iTunes

จึงกลายเป็นว่าผมเลิกเช่าไปโดยปริยาย

เพราะเหตุผลเดิม ...

ไม่มี app ของ apple ใน android


6.

ผมอยากจะสรุปเรื่องนี้

แบบคนที่ไม่ได้มีความรู้มาก

เพียงแต่คิดในมุมของผู้ใช้งานเท่านั้น


จากนี้เราจะก้าวเข้าสู่ ยุค "ถอดวิญญาณ"

(ซึ่งจริง ๆ ก็สักพักแล้ว เพียงแต่คนกลุ่มใหญ่ ยังไม่มา)


ถอดวิญญาณแปลว่า

ทุกอย่างจะอยู่บนอากาศหรือ cloud

รูปภาพ วิดีโอ เอกสาร เพลง หนัง

และ app ทุกตัวที่เราใช้


ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์อะไร

มันจะไม่มีผลเลย

เพราะมันคือ "ร่าง" ที่ยืมใช้ชั่วคราวเท่านั้น


สำคัญคือ "ร่างนั้น"

รองรับ "วิญญาณ" ของเราหรือเปล่า?


พอเป็นแบบนี้

ผมคิดว่านี่คือความท้าทายของ apple


โลกที่ทุกอย่างอยู่บนอากาศ

ลูกค้าย่อมอยากเข้ากันได้ทุกอุปกรณ์


อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งล่ะที่รักใน apple

แต่ในเมื่อยังเป็นระบบปิดต่อไปแบบนี้

ก็น่าท้าทายว่าแล้ว apple จะอย่างไรต่อ?


7.

ครั้งนึง Steve Jobs เคยให้สัมภาษณ์ว่า

สิ่งที่เขาทำนั้นตรงกันข้ามกับ Bill Gates

เขาอยู่ในระบบปิด เพื่อควบคุมได้ทุกอย่าง

แต่ Gates บอกว่าเขาอยากเข้าได้กับทุกคน

(แต่ Windows กลับไม่ค่อยนิยมในมือถือ)


อย่างไรก็ตาม

บางทีผู้ชนะในเกมนี้อาจเป็น google ก็ได้

เพราะครอบครองทั้งระบบแบบที่ Jobs ต้องการ

ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นำ android ไปใช้ได้


ยิ่งเจอกับมือถือจีนที่เจ๋งขึ้นเรื่อย ๆ

งานนี้ apple เหนื่อยเหมือนกัน


ยุคนี้ธุรกิจอะไรก็ไม่แน่นอน

บางอย่างที่คิดว่าแน่ ก็อาจแปรเปลี่ยนได้

คิดจะกินยาว ๆ อยู่กันเป็นร้อยปี

เหมือนธุรกิจสมัยก่อน

สงสัยจะยากในยุคนี้ครับ


ความสามารถในการปรับตัวเท่านั้น ที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้

8.

ความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งน่ากลัว

สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย


ความเปลี่ยนแปลงคือโอกาสใหม่

สำหรับคนที่เตรียมตัวไว้

ตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง


สำหรับคุณ

ความเปลี่ยนแปลงคืออะไร?

โอกาสใหม่ หรือความน่ากลัวครับ?



 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot