โอกาสที่ซ่อนอยู่ในคำว่า "ไม่มีใครเขาทำกัน"

Updated: Nov 20, 2019

ผมชอบ "ความไม่รู้"

เพราะมันทำให้เราสดใหม่

ไม่มีภาพจำของสิ่งนั้นว่าที่ผ่านมา

คนที่ทำมาก่อน เขาทำอย่างไรบ้าง


เราจึงทำไปตามสัญชาตญาณ

ทำไปด้วยความ "ไม่รู้"

และหลายครั้งผลลัพธ์กลายเป็นแตกต่าง

เพราะไม่ได้ทำตาม ๆ กันมา


ผมนึกถึงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง

ลูกสาวถามแม่ว่า...

ทำไมเวลาแม่ทอดปลาทีไร

ต้องตัดเอาหัวปลาทิ้งทุกที


แม่บอกไม่รู้เหมือนกันลูกเอ๋ย

แม่ของแม่ก็ทำแบบนี้ แม่ก็เลยทำตาม

ลูกสาวยังไม่หายสงสัย

เลยโทรไปถามคุณยายว่า

"ทำไมยายทอดปลาต้องตัดหัวปลาทิ้ง?"


ยายตอบว่า

"สมัยก่อนกระทะที่บ้านยายมันเล็ก

ปลาตัวใหญ่เกิน ก็เลยต้องตัดหัวทิ้ง

ไม่อย่างนั้นมันจะล้นกระทะออกมา"


หลานยายเลยถึงบางอ้อ

"อ๋อ อย่างนี้นี่เอง"

บ้านเรากระทะออกจะใหญ่

ไม่ต้องตัดหัวปลาทิ้งก็ได้

แต่เพราะแม่ไม่รู้

ก็เลยตัดหัวปลาทิ้งตลอด

เพราะทำตามกันมาโดยไม่ได้ถาม


...เรื่องเล่านี้ทำให้เราฉุกคิดว่า

เราอาจต้องตั้งคำถามสักนิดว่า


สิ่งที่ทำตาม ๆ กันมา อาจไม่ได้แปลว่า ถูกต้องและดีเสมอไป

ลองถามตัวเองเสมอว่า

"ฉันทำให้แตกต่างกว่านี้ได้ไหม?

ถ้าไม่ใช่แบบที่เขาเคยทำกันมา

แล้วจะเป็นอะไรอย่างอื่นได้อีก?"


Pharrell Williams

ศิลปินชื่อดัง เคยพูดประโยคเด็ดไว้ว่า

"The Same is Lame"

"ความเหมือนกันไปหมดคือความไม่ได้เรื่อง"

ผมเห็นด้วยกับเขา


โลกนี้มีมาตรฐานเหมือนกันมากพอแล้ว

ที่เราต้องการคือ "ความแตกต่าง"


อย่ากลัวที่จะแตกต่าง

แต่จงกลัวที่จะเหมือนกันไปหมด


คำว่า "ไม่มีใครเขาทำกัน"

สำหรับคนจำนวนมาก

แปลว่าถ้าอย่างนั้นเราอย่าทำเลย

เพราะไม่มีใครเขาทำกัน


แต่คำว่า "ไม่มีใครเขาทำกัน"

สำหรับคนกลุ่มนึง กลับแปลว่า

ก็เพราะไม่มีใครเขาทำกันนั่นแหละ

จึงคือเหตุผลที่เราควรลองทำดู


ถ้ายึดคติ

"ใคร ๆ เขาก็ทำกัน"

เราก็เลยทำบ้าง

ต่อให้เราทำแบบเต็มที่

เราก็เป็นได้แค่หนึ่งในนั้น


แต่ "ไม่มีใครเขาทำกัน"

คำนี้คือโอกาสสร้างความแตกต่าง

ถ้าทำแล้วสำเร็จ จะกลายเป็นผู้นำเทรนด์

แต่ถ้าไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็กลับมาเท่าเดิม

หรือไม่ก็ได้รู้ว่า...

ถึงว่าล่ะ...ทำไมเขาไม่ทำกัน (ฮา)


โลกหลงรักความแตกต่าง แต่น้อยคนกล้าเป็นผู้นำ หลายคนรอเป็นผู้ตาม

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน

ตอนที่ผมทำหนังสือ

"งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า"

ผมคิดว่าทำไมมีหนังสือที่ดูน่าเบื่อ

มีแต่ตัวหนังสือเป็นพรืด


ผมจึงลองทำสิ่งที่ "ไม่มีใครเขาทำกัน"

นั่นคือออกแบบอาร์ตเวิร์คสี่สีสวยงาม

ตัวหนังสือเขียนน้อยมาก

อ่านแล้วหวังให้โดนทุกบรรทัด


ช่วงแรกมีคนคอมเมนต์ว่า

ตัวหนังสือน้อยเกินไป

อ่านแล้วไม่คุ้ม เอาเปรียบผู้บริโภค


มาถึงวันนี้

หนังสือสี่สีตัวหนังสือน้อย

กลายเป็นสิ่งที่ "ใคร ๆ ก็ทำกัน"


เพราะไม่มีใครเขาทำ

นั่นแหละเราจึงต้องทำ


และถ้าทำได้เจ๋งพอ

เราจะเปลี่ยนสิ่งที่ "ไม่มีใครเขาทำกัน"

ให้กลายเป็นสิ่งที่ "ใคร ๆ เขาก็ทำกัน"

...ได้ในที่สุด



เริ่มต้นด้วยความไม่รู้

จริง ๆ คือความได้เปรียบ

เพราะคนที่รู้มาก จะติดกับดัก

ฝรั่งเรียกว่า The Curse of Knowledge

แปลว่า คำสาปของความรู้

หมายถึง พอเรารู้และเข้าใจเรื่องนั้นแล้ว

เราจะจำไม่ได้ว่าก่อนหน้านั้น

เราไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องอะไรบ้าง


สายตาของมือใหม่จะหายไปจากเรา

ความรู้จะเข้าครอบงำ

ทำอะไรตามประสบการณ์ที่เคยทำมา

คิดอะไรใหม่ ๆ ได้ยากเหลือเกิน


การบอกให้ Learn, Unlearn, Relearn จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่คนที่ไม่รู้ จะเริ่มต้นด้วยการไร้กรอบ

เพราะไม่รู้ว่าอะไรที่ไม่ควรทำ

อะไรที่เขาไม่ทำกัน


ก็เลยทำในสิ่งที่เขาว่าไม่ควร เขาไม่ทำกัน

สุดท้ายใครจะรู้...อาจได้ลุ้นผลลัพธ์ใหม่ ๆ


"ฉันทำให้แตกต่างกว่านี้ได้ไหม?

ถ้าไม่ใช่แบบที่เขาเคยทำกันมา

แล้วจะเป็นอะไรอย่างอื่นได้อีก?"


ผมมักถามตัวเองด้วยคำถามนี้

เวลาเริ่มต้นทำงานชิ้นใหม่ ๆ

หรือเริ่มก้าวไปในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย


ลองนำคำถามนี้ไปปรับใช้กับงานของคุณ

ไม่มากก็น้อย น่าจะเปิดคำตอบใหม่ ๆ ให้เห็น


สำรวจว่าเขาทำอะไรกันมาบ้าง แล้วทำตรงข้าม

ใช้วิธีคิดของวงการอื่น มาใช้วงการของเรา

ใช้ความไม่รู้ของเราให้เป็นประโยชน์

เพื่อกลายเป็นผลลัพธ์ใหม่ ๆ ที่ใครไม่ทำกัน


และเรานั่นแหละ...ที่จะทำมันเป็นคนแรก


5,828 views
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot