3 ตัวกรอง ก่อนจองคอร์สเรียน

ยุคนี้มีคอร์สให้เรียนมากมาย

ใคร ๆ ก็ออกมาเปิดสอนกันเต็มไปหมด

จนกลายเป็นปัญหาว่าจะเรียนคอร์สไหนดี?


คุณมีปัญหาแบบนี้มั้ยครับ?

เรียนทุกคอร์สก็ไม่มีจะแ-ก

เรียนคอร์สแปลก ๆ ก็ไม่รู้เรียนทำไม

ไม่เรียนก็กลัวจะรู้ไม่ทันเขา

แต่เรียนแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดี


ถ้าคุณมีอาการแบบนี้...เราพวกเดียวกัน

ส่วนตัวผมเองทุกวันนี้ก็ยังเรียนรู้อยู่

จึงอยากแชร์ว่าผมใช้เกณฑ์อะไรบ้าง

ในการเลือกว่าจะลงเรียนคอร์สไหนดี

หากเห็นด้วย ก็ลองนำไปใช้ดูครับ


ภาพโดย ThePixelman จาก Pixabay

ผมเรียกหลักเกณฑ์นี้ว่า

"3 ตัวกรองก่อนจองคอร์สเรียน"

ตัวกรองที่ 1 : ดูเนื้อหา


อันนี้ผมจะดู 2 เรื่อง


เรื่องแรก

ดูว่า Outline เรียบเรียงเป็นระเบียบหรือไม่?

พูดง่าย ๆ ดู Customer Journey

ว่าเขาจะพาเราไปเส้นทางไหน

หากดูแล้วสับสน ยังไม่เห็นที่มาที่ไป

แปลว่าอาจยังเรียบเรียงไม่ดี ยังไม่ตกผลึก

เช่น อาจสอนเป็นรุ่นแรก ครั้งแรก


ถ้าเป็นอย่างนี้

ผมจะรอให้นิ่งในรุ่น 2-3 ก่อน แล้วค่อยเรียน

ไม่ก็หาคนที่สอนคล้ายกัน แต่เป็นระบบกว่า

(พอดีผมเป็นพวกคิดเป็นภาพครับ)


เรื่องที่สอง

ดูว่าเนื้อหาครบถ้วนหรือไม่ เลี้ยงไข้หรือไม่?

เช่น สอนไม่จบ มีคอร์สต่อไปอยู่นั่นแหละ

เรียนไปเรียนมาเดี๋ยวหมดตัว แบบนี้ไม่ไหว


อย่างไรก็ตาม

บางคอร์สก็ต้องออกแบบให้เป็น step

อันนี้เข้าใจได้ครับ

สุดท้ายต้องดูที่เจตนาผู้สอน ว่าอยากให้ความรู้ หรือเพียงอยากได้เงิน

ตัวกรองที่ 2 : ดูผู้สอน


อันนี้ผมจะดู 2 เรื่อง

เรื่องแรก

ดูว่าผู้สอนเป็นใคร เคยทำอะไรมา

รู้จริงในสิ่งที่สอนหรือไม่

หมายถึง เขาเรียนมาจากไหน?

เรียนจากการอ่านตำรา จากการอบรม

หรือเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง


ซึ่งไม่ว่าจะจากไหนก็ดีทุกข้อครับ

...ขอแค่ไม่มั่วเท่านั้นก็พอ


คำถามก็คือแล้วจะเรารู้ได้อย่างไร?

คำตอบก็คือต้องใช้หลักกาลามสูตร

อย่าเพิ่งเชื่อเขามาก เชื่อโดยไม่ได้คิด

ให้ตรวจสอบข้อมูลจากที่อื่นด้วย


จากนั้นให้ดูว่าเขารู้จริง

แล้วทำได้จริงในสิ่งที่สอนหรือไม่

(รวมถึงถ้าทำได้นาน ก็ยิ่งดี)


ซึ่งตรงจุดนี้ต้องระวังตรรกะวิบัติ

เพราะอาจทำให้เราหลงประเด็น

เช่น เขาเป็นโค้ชทีมโดดหนังยางมาก่อน ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็นโค้ชธุรกิจได้


หรือการชนะเพียงหนึ่งครั้ง

ก็ไม่ได้แปลว่าจะเข้าใจทั้งหมดแล้วมาสอนได้


หรือการที่พูดเก่ง สอนสนุก ก็ไม่ได้แปลว่าเนื้อหาต้องดี ...อันนี้ต้องแยกให้ออก

หรือแม้แต่การที่เขาเป็นฝรั่งมังค่า

ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องดีระดับอินเตอร์

เพราะฝรั่งก็คือคนธรรมดา ๆ

คือมีทั้งคนที่เก่งและไม่เก่งเหมือนกับเรา


เอาเป็นว่าผมจะดูว่าผลลัพธ์ที่ผมอยากได้

เขาซึ่งเป็นผู้สอน ได้รับผลลัพธ์นั้นหรือยัง?

เช่น ผมอยากเปิดร้านกาแฟแล้วสำเร็จ

ผมต้องหาผู้สอนที่เปิดร้านกาแฟแล้วโด่งดัง

(และจะดีมาก ถ้ายังทำร้านกาแฟอยู่)


หรือหากผมหาผู้สอนแบบนี้ไม่ได้จริง ๆ

ก็จะเลือกรองลงมาว่า

แล้วร้านกาแฟที่สำเร็จ เขาเรียนกับที่ไหน


และถ้าหากเป็นไปได้

อาจลองถามคนที่ไปเรียนมาแล้ว

ว่าสอนเป็นอย่างไรบ้าง

ซึ่งจะได้ความจริงกว่า testimonial

ที่เล่าความจริงเฉพาะส่วน

(หรือแย่กว่านั้นคือ over claim อันนี้ต้องระวัง)


เรื่องที่สอง

ดูว่าผู้สอนมี "จริต" ตรงกับที่ผมชอบหรือไม่?

หมายถึงเขามีท่าที ทัศนคติ

ค่านิยมแบบที่ผมชอบหรือไม่

เพราะคงเป็นเรื่องที่ยากมาก

หากเราต้องเรียนกับคนที่ไม่เหมือนเราเลย


เช่น

เราชอบคนตลก แต่เรียนกับคนซีเรียส

เราชอบคนทำตัวธรรมดา ๆ

แต่ไปเรียนกับคนเว่อร์วัง

แบบนี้คนสอนไม่ได้ผิด แต่เราผิดเอง


หากเป็นไปได้

ผมจะลองดูคลิปของเขาก่อน

ดูมือไม้ ท่าทาง การวางตัว การพูดจา

และความเชื่อที่เขาส่งออกมา


หากเป็นไปได้ ผมจะดูชีวิตส่วนตัวของเขา เพราะมันชัดกว่าในโลกออนไลน์

หากได้ผู้สอนที่แนวเดียวกัน

ผมจะสบายใจในการเรียนขึ้นเยอะ

และการเรียนการสอนครั้งนั้น

จะสนุกมากจนอยากเรียนไปเรื่อย ๆ



ตัวกรองที่ 3 : ดูตัวเอง


อันนี้ผมก็จะดู 2 เรื่องครับ


เรื่องแรก

ดูว่าถ้าจ่ายเงินแล้ว ผมจะได้เรียนหรือเปล่า?

อันนี้ถ้าเป็นคอร์สสอนสด ไม่น่ามีปัญหา

เพราะอย่างไรเสีย เราคงต้องไปเรียนแน่

แต่ถ้าเป็นคอร์สออนไลน์

หลายครั้งเราซื้อมาดองเป็นมะม่วง

ด้วยความหวังว่า "คง" ได้เรียนสักวันนึง


ซึ่งเชื่อเถอะครับว่า

ถ้าซื้อคอร์สมาแล้ว ไม่ได้ดูใน 1 เดือน

ให้ตีเป็นศูนย์ได้เลย

ผมเคยซื้อคอร์สไปเกือบแสนบาท

ทุกวันนี้ยังดูไม่ถึง 20% เลย


เพราะฉะนั้นต้องระวังการตัดสินใจ

ด้วยอารมณ์ชั่ววูบให้ดี...มันเปลือง


เรื่องที่สอง

ดูว่าเรียนแล้วเราจะเอาไปใช้ทำอะไร?

ข้อนี้คล้าย ๆ กับข้อก่อนหน้านี้

คือถ้าเรียนแล้วไม่ได้เอาความรู้ไปใช้

ไม่เกิน 1 เดือน เราจะกลับไปเป็นคนเดิม

คนที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย


หลาย ๆ คนลงเรียนไว้ก่อน

เพื่อให้รู้สึกดีที่ได้เรียน จะได้เหมือนฉลาด

แต่ความฉลาดจะไม่มีค่าเลย

หากไม่ได้เอาไปลงมือทำให้เป็นจริง


เพราะฉะนั้นก่อนเรียน

ต้องตั้งวัตถุประสงค์ไว้เลยครับ

ว่าเรียนแล้วจะเอาไปทำอะไร?


อย่าเรียนเผื่อ เรียนไปเรื่อย ...มันเปลืองเงิน เปลืองเวลา เปลืองสมองอีกต่างหาก

หากเห็นด้วย ก็ลองนำไปใช้ดูครับ

ส่วนตัวผมเองในฐานะเป็นผู้สอนด้วย

(แม้ทุกวันนี้แทบไม่ได้สอนอะไรแล้ว)

ก็จะพยายามทำตัวให้ได้แบบที่ว่ามาครับ


คือเรียบเรียง outline ให้เป็นระบบ

ไม่มีคอร์สตัวต่อเนื่องมากมาย

สอนเฉพาะสิ่งที่เคยทำมาจริง ๆ

ได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ๆ

และยังทำในสิ่งที่สอนอยู่


ตัวจริงของผมกับตอนที่สอน

ก็พยายามจะเป็นคนแบบเดียวกัน

และสอนสิ่งที่คิดว่าใช้ได้นาน ไม่ล้าสมัย


อย่างไรก็ตาม

หากผมเคยทำผิดพลาดประการใด

ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

และหากให้คำแนะนำได้ จะเป็นพระคุณครับ


ดูเนื้อหา ดูผู้สอน ดูตัวเอง

ผมเชื่อว่าทั้ง 3 ตัวกรองนี้

จะช่วยให้การเรียนคอร์สต่าง ๆ

คุ้มค่าและตรงกับความต้องการของคุณครับ

1,352 views
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot