20 นาที ที่นานกว่า 20 นาที

1.

มีอยู่วันหนึ่ง ผมนั่งกินข้าวใน food center

เห็นชายหญิง ไม่แน่ใจว่าแฟนกันหรือเปล่า

ทั้งคู่กินข้าวอยู่โต๊ะเดียวกัน นั่งฝั่งตรงข้ามกัน


ภาพที่สะดุดตา จนอยากถ่ายรูปเก็บไว้ก็คือ

ขณะที่มือขวาของทั้งคู่ตักข้าวเข้าปาก

มือซ้ายก็ถือมือถือ มองจอ ไม่มองจาน

และแน่นอน ...ไม่มองกัน


ทะเลาะกัน? ไม่น่าใช่

เพราะหัวแทบติดกันตอนก้มกิน

ถ้าจะให้เดาก็คงพี่น้อง เลยเบื่อคุยกันแล้ว


2.

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงทริปนึงที่เคยไป

เราเดินทางด้วยรถตู้ ไปสู่ต่างจังหวัด


เดี๋ยวนี้รถตู้คือความบันเทิงเคลื่อนที่

เราสามารถนั่งรถตู้รอบโลกได้ 2 รอบ

โดยมีหนังให้ดูไม่ซ้ำเรื่องจากฮาร์ดดิกส์ในรถ

ไหนจะเพลงให้ฟังอีกอื่น ๆ เป็นหมื่นล้านเพลง


การเดินทางครั้งนั้น แทบไม่มีใครคุยกับใคร

เสียงหนัง รายการทีวี กลบความเงียบไว้

และระหว่างดูหนัง บางคนหยิบมือถือมาเล่น


พอถึงที่หมาย เราต่างแยกย้ายเข้าห้องพัก

ต่างคนต่างมีโลกส่วนตัวของตัวเอง

พบกันอีกทีก็เกือบตอนกินข้าวเย็น


และแน่นอนบนโต๊ะอาหาร ระหว่างรอ ...เราเล่นมือถือ

ทริปนั้นเป็นหนึ่งในทริปที่ผมงงมาก

ตกลงเราแค่เปลี่ยนสถานที่เล่นมือถือ

เปลี่ยนที่ดูทีวี เปลี่ยนที่ฟังเพลง

...นั่นมันใช่แล้วหรือ?


ภาพโดย Lothar Dieterich จาก Pixabay

3.

สังเกตตัวเอง

ช่วงหลังผมชอบดูหนังเก่า 20-30 ปีที่แล้ว

ตอนแรกคิดว่าคงเพราะโหยหาอดีต

อยากดูหนังที่เคยดูซ้ำอีกรอบ


แต่พอได้ดูหนัง Call Me by Your Name

ซึ่งไม่ใช่หนังเก่า และผมไม่เคยดูมาก่อน

เรื่องราวในหนังเกิด ณ ปี 1983 ที่ชนบทอิตาลี


ผมจึงพบว่าไม่ได้ถวิลหาหนังที่เคยดูในอดีต

แต่คงถวิลหาชีวิต "ก่อนยุคโซเชียลมีเดีย"


ใน Call Me by Your Name

มีฉากธรรมดา ๆ ที่ผมรู้สึกประหลาดใจ

ตัวละครสนทนากันออกรสระหว่างกินข้าว

กินเสร็จ ไม่รีบลุก ยังคงดื่มและพูดคุยกัน

ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ


อาจเป็นเรื่องธรรมดาของชาวยุโรป

แต่สำหรับผม เป็นเรื่องแปลกตาของคนยุคนี้

เพราะเราไม่ค่อยได้ทำแบบนี้กันแล้ว


ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือ เพื่อน ๆ นัดกันกินข้าว

แต่ต่างคนเล่นมือถือ คุยกับคนที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้า

แล้วเราจะนัดกันมาทำไม?


4.

ช่วงหลังผมฝึกตัวเองให้หยิบมือถือขึ้นมาดูน้อยลง

ตั้งวินัยกับตัวเองไว้ว่าระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ

จะไม่หยิบมือถือขึ้นมาดู จะพูดคุยกับคนที่นั่งด้วย


และเมื่ออยู่ว่าง ๆ ระหว่างรออะไรสักอย่าง

จะไม่สั่งให้ตัวเองหยิบมือถือขึ้นมากดเล่น

แต่จะนั่งสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวไปเรื่อย ๆ

...ซึ่งผมพบว่ามันดีมากที่ได้ทำแบบนี้


ในขณะที่ทุกคนก้มหน้าก้มตา

มีแต่เราที่ได้เห็นโลกตรงหน้า


5.

อย่างเช่นวันหนึ่ง ผมไปส่งลูกตอนเช้า

วันนั้นผมนั่งเล่น ๆ บนเก้าอี้ไม้ในโรงเรียน

มองนก มองฟ้าได้นานถึง 20 นาที

โดยไม่ได้หยิบมือถือขึ้นมาเล่น

ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากนั่งเฉย ๆ


ความรู้สึกก็คือ... มันช่างเป็น 20 นาที ที่ยาวนานกว่า 20 นาที

แวบหนึ่งของความคิดระหว่างนั่งมองฟ้า

ก็หวนนึกไปถึง 20 กว่าปีก่อน

ผมกับเพื่อน ๆ เช่ารถตู้เดินทางลงใต้ด้วยกัน

จากกรุงเทพไปถึงยะลา แวะพักบ้านเพื่อนรายทาง


ยุคนั้นรถตู้คือรถตู้ ไม่ใช่ความบันเทิงเคลื่อนที่

และมือถือก็มีไว้ใช้แค่โทรออกกับรับสาย

จึงไม่มีอะไรจะฆ่าเวลาได้ดีกว่าการคุยกัน

คุยจนไม่รู้จะคุยอะไร ด่ากันจนหมดมุก

เบื่อเต็มที่ก็ยัดหูฟัง ฟังเพลงซ้ำไปซ้ำ

แต่พอถ่านหมด ก็ต้องกลับมาคุยกันใหม่


...20 กว่าปีผ่านไป เหตุการณ์ครั้งนั้น

ถือเป็นการเดินทางที่ประทับใจที่สุดในชีวิตผม

เพราะเราได้อยู่ใช้เวลาด้วยกันจริง ๆ


6.

เสียงเคารพธงชาติดังขึ้น

ปลุกผมจากภวังค์ความคิด

ผมเผลอหยิบมือถือขึ้นมาดู

กลับมาสู่โลกแห่งโซเชียลมีเดียอีกครั้ง


ไหนดูสิว่าใครไลค์โพสต์เราบ้าง?

ใครเมนต์ว่าอะไร?


อึม..จริงสิ

เรื่องการว่างเว้นจากโซเชียลมีเดีย

เรื่องรถตู้ เรื่องชายหญิงใน Food Center

น่าเอามาเขียนเป็นโพสต์นะ คนน่าจะชอบ

ยิ่งตบท้ายคม ๆ เท่ ๆ ว่า

"โซเชียลมีเดียทำให้เราใกล้กับคนไกล

แต่ไกลกับคนใกล้"

...โอโห คงแชร์กันกระจาย


....จากนั้นในที่สุด

ก็กลายมาเป็นสิ่งที่คุณอ่านตอนนี้


7.

มันช่างตลกร้ายเสียจริง ๆ

ในที่สุด...

ผมก็พ่ายแพ้ต่อมือถือจนได้สินะ

9,442 views
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot