20 นาที ที่นานกว่า 20 นาที

Updated: Jan 3

1.

มีอยู่วันหนึ่ง ผมนั่งกินข้าวในฟู้ดเซนเตอร์ เห็นชายหญิง ไม่แน่ใจว่าแฟนกันหรือเปล่า ทั้งคู่กินข้าวอยู่โต๊ะเดียวกัน นั่งฝั่งตรงข้ามกัน ภาพที่สะดุดตา จนอยากถ่ายรูปเก็บไว้ (แต่ไม่ได้ถ่าย) ก็คือ ขณะที่มือขวาของทั้งคู่ตักข้าวเข้าปาก มือซ้ายก็ถือมือถือ มองจอ ไม่มองจาน และแน่นอน ...ไม่มองกัน ทะเลาะกันหรือเปล่า? ไม่น่าจะใช่ เพราะหัวแทบติดกันตอนก้มกินข้าว ถ้าจะให้เดาก็คงพี่น้อง ...เลยเบื่อคุยกันแล้ว

ภาพโดย 愚木混株 Cdd20 จาก Pixabay

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงทริปนึงที่เคยไป เราทั้งหมดเดินทางด้วยรถตู้ไปสู่ต่างจังหวัด ผมเองไม่ค่อยได้นั่งรถตู้ เลยเพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้รถตู้คือความบันเทิงเคลื่อนที่ เราสามารถนั่งรถตู้รอบโลกได้ 2 รอบ โดยมีหนังให้ดูไม่ซ้ำเรื่องจากฮาร์ดดิกส์ในรถ ไหนจะเพลงให้ฟังอีกอื่น ๆ เป็นหมื่นล้านเพลง


ผลปรากฏว่าการเดินทางครั้งนั้น ระหว่างเดินทางแทบไม่มีใครคุยกับใคร เสียงหนัง รายการทีวี กลบความเงียบไว้ แถมระหว่างดูหนัง บางคนยังหยิบมือถือมาเล่น พอถึงที่หมาย ก็ต่างแยกย้ายเข้าห้องพัก ต่างคนต่างมีโลกส่วนตัวของตัวเอง พบกันอีกทีก็เกือบตอนกินข้าวเย็น และแน่นอนบนโต๊ะอาหาร ระหว่างรออาหาร ...เกือบทุกคนเล่นมือถือ


ทริปนั้นเป็นหนึ่งในทริปที่ผมงงมาก ตกลงเราแค่เปลี่ยนสถานที่เล่นมือถือ เปลี่ยนที่ดูทีวี เปลี่ยนที่ฟังเพลง


...นั่นมันใช่แล้วหรือ?


2.

ผมสังเกตตัวเอง ช่วงหลัง ๆ ผมชอบดูหนังเก่าเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ตอนแรกคิดว่าคงเพราะโหยหาอดีต อยากดูหนังที่เคยดูซ้ำอีกรอบ แต่พอได้ดูหนัง Call Me by Your Name ซึ่งไม่ใช่หนังเก่า เรื่องราวในหนังเกิด ณ ปี 1983 ที่ชนบทประเทศอิตาลี ผมจึงพบว่าตัวเองไม่ได้ถวิลหาหนังที่เคยดูในอดีต แต่คงถวิลหาชีวิต "ก่อนยุคโซเชียลมีเดีย"


ในหนัง Call Me by Your Name มีฉากธรรมดา ๆ ที่ผมรู้สึกประหลาดใจ ฉากนั้นตัวละครสนทนากันออกรสระหว่างกินข้าว กินเสร็จก็ไม่รีบลุก ยังคงดื่มและพูดคุยกันท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ


อาจเป็นเรื่องธรรมดาของชาวยุโรป แต่สำหรับผมถือเป็นเรื่องแปลกตาของคนยุคนี้ เพราะเราไม่ค่อยได้ทำแบบนี้กันแล้ว ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือ เพื่อน ๆ นัดกันกินข้าว แต่ต่างคนเล่นมือถือ คุยกับคนที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้า


แล้วเราจะนัดกันมาทำไม?


3.

ช่วงหลังผมฝึกตัวเองให้หยิบมือถือขึ้นมาดูน้อยลง ตั้งวินัยกับตัวเองไว้ว่าระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ จะไม่หยิบมือถือขึ้นมาดู จะพูดคุยกับคนที่นั่งด้วย และเมื่ออยู่ว่าง ๆ ระหว่างรออะไรสักอย่าง จะไม่สั่งให้ตัวเองหยิบมือถือขึ้นมากดเล่นไปเรื่อย แต่จะนั่งสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ...ซึ่งผมพบว่ามันดีมากที่ได้ทำแบบนี้ เพราะในขณะที่ทุกคนก้มหน้าก้มตา มีแต่เราที่ได้เห็นโลกตรงหน้า


อย่างเช่นวันหนึ่ง ผมไปส่งลูกตอนเช้า วันนั้นผมนั่งเล่น ๆ บนเก้าอี้ไม้ในโรงเรียน มองนก มองฟ้าได้นานถึง 20 นาที โดยไม่ได้หยิบมือถือขึ้นมาเล่น ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากนั่งเฉย ๆ


ความรู้สึกของผมในตอนนั้นก็คือ...มันช่างเป็น 20 นาที ที่ยาวนานกว่า 20 นาที


แวบหนึ่งของความคิดระหว่างนั่งมองฟ้า ก็ให้หวนนึกไปถึงเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ผมกับเพื่อน ๆ เช่ารถตู้เดินทางลงใต้ด้วยกัน จากกรุงเทพไปถึงยะลา แวะพักบ้านเพื่อนรายทาง ยุคนั้นรถตู้คือรถตู้ ไม่ใช่ความบันเทิงเคลื่อนที่ และมือถือก็มีไว้ใช้แค่โทรออกกับรับสาย จึงไม่มีอะไรจะฆ่าเวลาได้ดีไปกว่าการคุยกัน คุยจนไม่รู้จะคุยอะไร เบื่อเต็มที่ก็ยัดหูฟัง ฟังเพลงซ้ำไปซ้ำ แต่พอถแบตหมด ก็ต้องกลับมาคุยกันใหม่


...20 กว่าปีผ่านไป เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นการเดินทางที่ประทับใจที่สุดในชีวิตผม


เพราะเราได้อยู่ใช้เวลาด้วยกันจริง ๆ


4.

...เสียงเคารพธงชาติในโรงเรียนลูกสาวดังขึ้น ปลุกผมจากภวังค์ความคิด ผมเผลอหยิบมือถือขึ้นมาดู กลับมาสู่โลกแห่งโซเชียลมีเดียอีกครั้ง ไหนดูสิว่าใครไลค์โพสต์เราบ้าง? ใครเมนต์ว่าอะไร? อึม..จริงสิ เรื่องการว่างเว้นจากโซเชียลมีเดีย เรื่องรถตู้ เรื่องชายหญิงในฟู้ดเซนเตอร์ น่าเอามาเขียนลงออนไลน์ คนน่าจะชอบ ยิ่งตบท้ายคม ๆ เท่ ๆ ว่า "โซเชียลมีเดียทำให้เราใกล้กับคนไกล แต่ไกลกับคนใกล้" โอโห คงแชร์กันกระจาย


....จากนั้นในที่สุด ทั้งหมดก็กลายมาเป็นสิ่งที่คุณอ่านอยู่ตอนนี้ มันช่างตลกร้ายเสียจริง ๆ


ในที่สุด... ผมก็พ่ายแพ้ต่อมือถือจนได้สินะ.


11,125 views0 comments
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png