คุณคือเจ้าของบริษัท

1.

"คุณคือเจ้าของบริษัท" นี่คือหนึ่งในหัวข้อที่เมื่อก่อนผมบรรยายให้กับพนักงานบริษัทฟังเป็นประจำ ซึ่งมักจะสร้างความงุนงงปนสงสัยให้กับคนฟังว่า "ฉันเนี่ยนะ...เป็นเจ้าของบริษัท? ก็เห็นๆ อยู่ทนโท่ว่าเป็นลูกน้อง วัน ๆ รับแต่คำสั่งเจ้านาย"


ภาพถ่ายโดย bongkarn thanyakij จาก Pexels

แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังยืนยันอยู่ดีว่า "คุณคือเจ้าของบริษัท" แต่ไม่ใช่บริษัทที่คุณทำงานอยู่ (เดี๋ยวเจ้านายจะคิดว่าเรากำลังจะฮุบบริษัท) ...แต่เราคือเจ้าของบริษัทที่มีชื่อว่า บริษัท "ฉันเอง" จำกัด

สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ เราไม่ได้เป็นลูกน้องใคร เราก็แค่มารับงานจากลูกค้า (ซึ่งก็คือบริษัทที่เราทำงานอยู่) เราเป็น outsource ให้กับบริษัท เราไม่ใช่คนที่รอรับคำสั่งไปวัน ๆ และเราก็ไม่ใช่คนที่มีฐานะต่ำกว่าที่คอยแหงนหน้ารอเจ้านายเรียกใช้งาน


...แต่เราคือ CEO ของบริษัทเล็ก ๆ ที่มีพนักงานเพียงคนเดียว นั่นคือ "ตัวเรา"


2.

ถึงผมจะบอกว่ามันเป็นบริษัทเล็ก ๆ แต่ขอโทษครับ บริษัทนี้ลงทุน (โคตร) สูง ...ไม่เชื่อลองดูสิครับว่าเราลงทุนอะไรไปบ้าง?

ลงทุนอย่างแรก ลงทุนเรื่อง "เงินทุนเพื่อการศึกษา"


ถามหน่อยสิครับว่า ถ้าวันนี้เราเรียนไม่จบอะไรเลย จะมีสักกี่งานที่เราทำได้? น้อยยิ่งกว่าน้อยใช่มั้ยครับ

เพราะหลาย ๆ งานล้วนต้องการคนมีคุณสมบัติทางการศึกษา

สมมติว่างานที่เราอยากทำ ต้องเรียนจบปริญญาตรี บริษัทจึงจะรับเข้าทำงาน ...นั่นแปลว่าเราต้องเรียนถึง 16 ปี จึงจะสมัครงานตำแหน่งนี้ได้ ไหนจะหมดเงินค่าเรียนไปตั้งเท่าไหร่ ลองถามคุณพ่อแม่ดู...เป็นไงครับ บริษัทนี้ลงทุนเยอะมั้ยครับ?

ลงทุนอย่างที่สอง ลงทุนเรื่อง "สุขภาพ"


ทุกวันนี้มนุษย์เราใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ อยู่ในห้องปรับอากาศ นั่งนิ่ง ๆ ตามองจอสว่าง ๆ นิ้วคลิกเม้าส์แทบทั้งวัน เราจึงมีปัญหาสุขภาพที่เรียกกันว่า Office Syndrome หรือโรคที่เกิดจากการทำงานในออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็น โรคปวดหลัง นิ้วล็อค จอประสาทตาเสื่อม โรคภูมิแพ้ฝุ่น และอีกมากมาย

นี่ยังไม่นับความเครียดที่เกิดจากการตื่นแต่เช้า เพื่อมาเบียดเสียดกันบนรถเพื่อไปทำงาน


...เป็นไงครับ บริษัทนี้ทุ่มทุนสร้างจริงๆ ใช่มั้ย?

ลงทุนอย่างที่สาม ลงทุนเรื่อง "เวลา"


ข้อนี้คือการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาล เพราะเวลาคือสิ่งที่เราเรียกกลับคืนมาไม่ได้ ที่สำคัญ เวลาที่ว่า...ไม่ใช่เวลาของเราคนเดียว เนื่องจากเราไม่สามารถทำสองอย่างพร้อมกันได้ ดังนั้นถ้าเราเอาเวลามาทำงาน ก็ย่อมแปลว่าเราไม่ได้เอาเวลานั้นไปใช้กับคนที่เรารัก ยิ่งบางคนทำงานเลิกดึก ๆ ดื่น ๆ กว่าจะกลับบ้านก็มืดค่ำ ...นั่นคือการขโมยเวลาของครอบครัว

เป็นไงครับ เชื่อผมหรือยังว่า บริษัท "ฉันเอง" จำกัด ทุ่มทุนสร้างจริง ๆ ทั้งเงินทอง ทั้งสุขภาพ ทั้งเวลา เราแลกแบบสุด ๆ


3.

คำถามก็คือ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วว่า บริษัท "ฉันเอง" จำกัด ทุ่มทุนสร้างขนาดนี้ แล้วเราจะยังกล้าทำงานไม่เต็มที่อีกเหรอครับ? เราจะยังกล้า "เข้างานสาย-พักเที่ยงนาน-กลับบ้านไว" อีกเหรอครับ?


บางคนอาจคิดว่าการทำตัวแบบนั้น ฉันจะได้เปรียบบริษัทของเจ้านาย เพราะขยันมากหรือน้อย ฉันก็ได้เงินเดือนเท่าเดิมอยู่ดี

แต่ผมจะบอกให้เลยครับว่า อาจจะใช่ ที่เราได้เปรียบบริษัทของเจ้านาย แต่ขณะเดียวกัน เราก็เอาเปรียบบริษัท "ฉันเอง" จำกัด ซึ่งขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป บริษัทนี้คงมีแต่เจ๊งกับเจ๊ง

พนักงานที่ทำตัวเหลวไหลแบบนี้ CEO ต้องไล่ออกไปเลย แล้วเปลี่ยนใหม่ รับคนที่มีนิสัยเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง เข้ามาทำงานแทน...ผมหมายถึงตัวเรานั่นแหละ


ไล่เราคนเก่าออกไป ให้เราคนใหม่เข้ามาทำงานแทน ระลึกนึกได้แล้วว่าที่ผ่านมาฉันลงทุนสูงมาก กว่าจะได้มานั่งทำงานนี้ เวลาผ่านไป สุขภาพเสื่อมลงทุกวัน


ขืนยังไม่ตั้งใจทำงานเต็มที่ ดูท่า บริษัท "ฉันเอง" จำกัด คงจะขาดทุน

เริ่มตั้งแต่วันนี้เลยครับ ตอนเช้าตื่นไปทำงานด้วยความรู้สึกนี้ "ฉันคือเจ้าของบริษัท ฉันไม่ใช่ลูกน้องของใคร"


วันนี้อาจจะเป็นแค่ความคิด อาจเป็นแค่ทัศนคติ แต่ถ้าใครคิดได้แบบนี้ ทำได้แบบนี้

...วันหน้าก็เตรียมเป็นเจ้าของบริษัทจริง ๆ ได้เลยครับ

1,542 views
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot