เริ่มจากรักตัวเอง

1.

ถ้าเราชื่นชอบในตัวเราเอง มันก็เป็นเรื่องยากที่เราจะเกลียดชังคนอื่น และในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเกลียดชังตัวเอง มันก็เป็นเรื่องยากที่เราจะชอบคนอื่น


ภาพถ่ายโดย Gilberto Reyes จาก Pexels

ลองสำรวจตัวเองดูสิครับว่า ในแต่ะวันเราให้ความสนใจไปที่เรื่องอะไรมากกว่ากัน? คิดถึงคนที่ชอบ หรือคิดถึงคนที่เกลียด? คิดถึงเรื่องในอดีตที่ชอบ หรือคิดถึงเรื่องในอดีตที่เกลียด? ชอบอ่านข้อความที่ชอบ หรือชอบอ่านข้อความที่เกลียด? ...และอื่น ๆ อีกมากมาย


เป็นเรื่องเศร้าที่จะต้องบอกว่า ถ้าเราเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ คำตอบมักเป็นอย่างหลัง นั่นคือ เราชอบคิดถึงแต่สิ่งที่ไม่ชอบอยู่ตลอดเวลา


คนนี้ฉันเกลียด! หนังเรื่องนี้ฉันไม่ชอบ! หนังสือเล่มนี้เขียนแย่มาก! คนที่ฉันเกลียดโพสต์สเตตัสแล้ว ฉันต้องแชร์เพื่อด่า!


เหตุผลลึก ๆ ของเรื่องราวทั้งหมดนี้ ไม่ใช่อื่นใด นอกจาก "เรามีความเกลียดชังตัวเอง"


บางคนอาจคิดว่า มีด้วยเหรอ คนที่เกลียดตัวเอง? ตอบว่ามีครับ มีมากด้วย เขาคุยบ่นด่ากับตัวเองในใจทั้งวันนั่นแหละ เขาไม่เคยชื่นชมคนที่อยู่ในกระจกตรงหน้าสักเท่าไร เขาชอบคิดว่าตัวเองทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง แล้วก็ไม่ใช่ความผิดเขาด้วยนะ ความผิดคนอื่น! ฉันไม่ผิด! (ฟังเหมือนเขารักตัวเอง จึงปกป้องตัวเอง แต่ความจริงคือ เขาก็แค่ไม่อยากรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น)


คำถามก็คือ คนที่ยังเกลียดแม้แต่ตัวเอง จะเหลือที่ว่างไปรักและเมตตาใครได้?


โลกนี้จึงเหมือนไม่มีอะไรที่เขาจะพอใจได้เลย


2.

หากใครรู้สึกว่าฉันอาจมีอาการ "เกลียดตัวเอง" บางที 3 ข้อต่อไปนี้ อาจพอช่วยได้


ข้อหนึ่ง หัดชื่นชมตัวเองบ้าง ไม่ต้องรอคำชมจากคนอื่น ทำอะไรสำเร็จแม้เพียงเล็กน้อย ก็ขอให้ลองชื่นชมตัวเอง


ข้อสอง หัดช่วยเหลือคนอื่นบ้าง การบ่นไม่ช่วยให้โลกนี้เจริญขึ้น ถ้าไม่ชอบผู้คน ไม่ชอบโลกใบนี้ เราต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่เอาแต่ก่นด่า ลองออกไปทำอะไรเพื่อคนอื่น เพื่อสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทน เราจะรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง แล้วเราจะรักตัวเองมากขึ้น


ข้อสาม หัดมองหาข้อดีของทุกคนทุกเรื่อง เพราะทุกคนทุกเรื่องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย อยู่ที่เราจะเลือกมองหา จงจำไว้ว่า "เมื่อมองหา เราจะมองเห็น"


ถ้าเราชื่นชอบในตัวเราเอง มันก็เป็นเรื่องยากที่เราจะเกลียดชังคนอื่น


และในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเกลียดชังตัวเอง มันก็เป็นเรื่องยากที่เราจะชอบคนอื่น


3.

นอกจากอาการ "เกลียดตัวเอง" ยังมีอีกหนึ่งอาการใกล้เคียงกัน นั่นคือ ความรู้สึกว่า "ฉันไม่คู่ควร" และต่อไปนี้คือ 4 สัญญาณที่บ่งบอกว่าใครคนหนึ่งคนนั้นอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับสิ่งดี ๆ


ข้อแรก เวลามีคนชม มักปฏิเสธ ไม่ยอมรับคำชม หนำซ้ำบางทีไม่เชื่อว่าเขาชมจริง ๆ จากใจ


ข้อสอง เวลามีคนใกล้ตัวบ่นว่าเหนื่อย เขาจะเกทับด้วยการบอกว่าฉันเหนื่อยกว่า ประมาณว่าฉันขอครองตำแหน่งคนที่ลำบากที่สุดในโลก คนอื่นอย่ามาแย่งตำแหน่งนี้จากฉัน


ข้อสาม เวลามีคนถามว่าชอบมั้ย เช่น ชอบร้านนี้มั้ย ชอบหนังเรื่องนี้มั้ย ไม่ว่าจริง ๆ แล้วเขาจะชอบแค่ไหนก็ตาม แต่ก็จะหามุมที่ตอบว่า "ไม่ชอบ" จนได้ พูดง่าย ๆ ว่ารับไม่ได้ที่จะบอกว่าชอบ เพราะฉันไม่คู่ควรที่จะชอบ


ข้อสี่ ไม่พอใจทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่พอเรื่องราวนั้นผ่านไปแล้ว กลับคิดถึงและบอกว่าเรื่องในอดีตนั้นดีกว่าเรื่องราวตอนนี้ในปัจจุบัน


เบื้องหลังของอาการทั้งหมดนี้ ก็คือการ "มองเห็นตัวเอง" ว่า ฉันไม่คู่ควรกับสิ่งดี ๆ และมันเป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่ฉันต้องเจอกับเรื่องร้ายแบบนี้ ใครมีอาการแบบนี้บ่อย ๆ มักจะยิ่งดึงดูดเรื่องร้าย ๆ เข้ามาหาเขา และผลักสิ่งดี ๆ ออกไปจากตัว


ให้สมกับที่เขาเชื่อว่า "ฉันไม่คู่ควร"


4.

ทางแก้สำหรับอาการ "ฉันไม่คู่ควร" ที่พอทำได้ก็คือ "ให้ทำตรงกันข้าม" กับ 4 ข้อด้านบน ดังนี้ครับ



ข้อหนึ่ง ฝึกน้อมรับคำชมจากผู้อื่น อย่าพูดว่าไม่ขนาดหรอก ฉันไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่ให้กล่าวขอบคุณ รับคำชมนั้นไว้ พร้อมชื่นชมอีกฝ่ายกลับไป แล้วจะสุขใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย


ข้อสอง ฝึกปลอบโยนคนที่กำลังบ่นว่าเหนื่อย ให้กำลังใจฝีกฝ่าย ความเมตตาที่เรามอบให้กับเขา จะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น


ข้อสาม ฝึกมองหาข้อดีจากทุกเรื่องที่พบเจอ พูดคำว่า "ชอบ" ให้ติดปาก คาดหวังในทางที่ดีอยู่เสมอ เมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว ให้ลองมองหาว่าได้รับบทเรียนอะไรบ้าง จะนำปรับใช้อย่างไรได้บ้าง


ข้อสี่ ฝึกเก็บแต่เรื่องดี ๆ ไว้เป็นความทรงจำ เรื่องไม่ดีผ่านไปแล้ว จบไปแล้ว ขอให้มีความสุขกับปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า


ลองทำดูนะครับ เป็นเรื่องที่ใช้เวลา เนื่องจากความรู้สึกดังกล่าวหมักหมมมาทั้งชีวิต


เริ่มจากรักตัวเอง แล้วโลกนี้ก็จะรักเรา เริ่มจากความรู้สึกว่าฉันคู่ควรกับสิ่งดี ๆ แล้วสิ่งดี ๆ ก็จะยิ่งเข้ามาหาเรา.


 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot