มีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน หรือทำงานเพื่อแค่ให้มีชีวิตอยู่?

Updated: Aug 16

"ยังไม่ทันได้สบาย ก็เตรียมตัวตายเสียแล้ว"

ผมจำคำพูดนี้ได้ เหมือนเพิ่งได้ยินเมื่อวาน

ทั้งที่ป้าข้างบ้าน พูดไว้ตั้งสิบกว่าปีแล้ว


ตอนนั้นแกถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง

หลังจากตรากตรำทำงานมาหลายสิบปี

ว่าจะสบายได้พักผ่อนเสียหน่อย

แต่ก็ไม่ทัน อาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ

...แกตายไปหลายปีแล้วครับ


บังเอิญผมไปเปิดดูบันทึกเก่า ๆ

จึงนึกถึงความทรงจำนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

ภาพที่ผมจำได้ติดตาก็คือ

ลุงป้าทำงานตลอดเวลา

ตั้งแต่เช้ายันเข้านอน

แทบไม่เคยไปเที่ยวไหนเลย


จะว่าไปก็ไม่ต่างกับชีวิตพ่อแม่ของผม

ทำงานหนักไม่เคยพักผ่อน

"ชีวิตเอยไม่เคยสบาย"

เหมือนเป็นปรัชญาคนรุ่นพ่อแม่


การทำงานคือชีวิต ถ้าไม่ทำงาน แล้วชีวิตจะคืออะไร?

ทำงานหนัก เก็บเงิน ใช้ชีวิตเขียม ๆ

ของดีถ้าได้มา ก็ไม่ใช้ เก็บไว้ก่อน

ใช้ของเก่า ๆ ที่ไม่ดีไปก่อน

กว่าจะได้ใช้ของดีที่ได้มา

...ของดีก็เก่าแล้ว


อาจเพราะคนรุ่นพ่อแม่

ผ่านความยากลำบากมาเยอะ

เลยไม่กล้าใช้ของดี ๆ

แม้จะมีปัญญาหาซื้อหามาใช้

หรือลูกหลานซื้อให้ก็ตาม


ผมนึกถึงที่คุณหนุ่ม โตมร ศุขปรีชา

เคยพูดไว้นานมาแล้วว่า


คนรุ่นพ่อแม่ ที่ตอนนี้อายุ 60 ปีขึ้นไป

พวกเขา "Live to Work"

คือ มีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน


ในขณะที่คนวัยประมาณ 30 ปีขึ้นไป

พวกเรา "Work to Live"

คือ ทำงานเพื่อให้พอมีชีวิตอยู่ได้

แล้วขอเอาเงินนั้นไปกิน เที่ยว ดื่ม

ดีกว่าจะมานั่งลำบากทั้งชีวิต


ส่วนเด็กรุ่นใหม่ อายุต่ำกว่า 30 ปี

พวกเขา "Live & Work"

คือ ทำงานอะไรก็ได้

ขอแค่ให้สอดคล้องไลฟ์สไตล์

อยากมีชีวิตอิสระในแบบของเขา

มีชีวิตเพื่อวันนี้


เมื่อมองจากมุมนี้

ปรัชญาชีวิตคนแต่ละรุ่นนั้นย่อมต่างกัน

และไม่มีใครผิดใครถูก


จะเอามาตรฐานคนรุ่นเรา ไปตัดสินมาตรฐานคนรุ่นอื่น ...คงไม่ถูกต้อง


แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นความต่าง

ระหว่างคนรุ่นพ่อแม่กับคนรุ่นนี้

ดูเหมือนคนรุ่นพ่อแม่ไม่คิดมาก

เรื่องชอบหรือไม่ชอบในงานที่ทำ

ก็แค่ทำไปเรื่อย ๆ เลี้ยงดูครอบครัว


ในขณะที่คนยุคนี้ดูเหมือนจะมีปัญหา

พวกเราจำนวนหนึ่งไม่ชอบงานที่ทำอยู่

กลายเป็นความทุกข์ของยุคสมัย

หลายคนไม่ชอบวันจันทร์ เพราะคือวันที่ต้องไปทำงาน ความรู้สึกแบบนี้มันเริ่มมาจากไหน?

...ผมเคยถามตัวเอง

แล้วก็ได้คำตอบว่า

น่าจะเริ่มตั้งแต่วัยเรียน


เราถูกพรากจากอกพ่อแม่ให้ไปเรียน

มีกี่คนที่ชอบไปโรงเรียน? ผมว่าน้อย

กว่าเด็กน้อยจะปรับตัวได้ก็นานแสนนาน

พอปรับตัวได้ ก็เจอครูดุ เจอครูสอนน่าเบื่อ

(หมายถึงครูบางคน ไม่ใช่ครูทุกคน)

ทำให้หลายคนยิ่งไม่ชอบไปโรงเรียน

...เราจึงเกลียดวันจันทร์นับตั้งแต่นั้นมา


พอถึงวัยทำงาน

คล้ายเราถูกฝึกมาแล้วจากโรงเรียน

จันทร์ถึงศุกร์เคยเป็นวันเรียน

ก็แค่เปลี่ยนเป็นวันทำงาน


พักเที่ยงเคยกินข้าวโรงอาหาร

ก็กลายเป็นลงจากตึกไปกินข้าวที่ร้าน

แล้วซื้อผลไม้รวมขึ้นมากินบนออฟฟิศ


ที่เคยมีครูออกคำสั่ง

ก็กลายเป็นมีเจ้านายมาสั่งแทน

กริ่งเลิกเรียน ที่รอคอยมาทั้งวัน

กลายเป็นนาฬิกาฝาผนังที่เราจ้องมอง


ครูขานเช็คชื่อ มาครับ มาค่ะ

กลายเป็นเครื่องตอกบัตรเข้าออกงาน


เราคุ้นชินกับชีวิตแบบนี้มาทั้งชีวิต

จันทร์ถึงศุกร์อยู่ด้วยการทำตามคำสั่ง

เสาร์อาทิตย์คือวันมีชีวิตในแบบของฉัน

ธุรกิจบันเทิงเริงอารมณ์จึงเบ่งบาน

อาจเพราะเราไม่มีความสุขกับการทำงาน

จึงต้องหาที่ระบายความกดดัน


พูดแบบแรง ๆ

เหมือนเราถูกสอนมาตลอดว่า

ชีวิตก็แบบนี้แหละ ยอมรับสภาพไปเหอะ

นี่คือรูปแบบชีวิตที่ใครเขาก็ต้องเป็นกัน


เปล่า...ผมไม่ได้บอกว่า

ทุกคนจะไม่มีความสุขกับชีวิตแบบนี้

เพราะบางคนก็ชอบชีวิตแพทเทิร์น

เลิกงานก็จบที่ตรงนั้น ไม่ต้องเก็บไปคิดมาก

ชีวิตแบบนี้ดีและเหมาะกับใครหลายคน


แต่ผมกำลังพูดถึงคนที่ไม่มีความสุขกับวันจันทร์

คนที่ทนทุกข์ 5 วัน เพื่อไปสุขสันต์ 2 วัน

คนที่มองเห็นวันหยุดบนปฏิทินล่วงหน้าเป็นปี


หนึ่งในปัญหาระดับชาติก็คือ

ทำอย่างไรคนกลุ่มนี้

จึงจะหลุดจากวัฏจักร "เกลียดวันจันทร์"?


ผมไม่มีคำตอบที่ใช้ได้กับทุกคน

รู้แต่เพียงว่าคนที่ไม่เกลียดวันจันทร์

เกือบทั้งหมดเป็นคนที่ "หางานที่รัก" เจอ


คำถามต่อมา

ถ้าอย่างนั้น จะหางานที่รักเจอได้อย่างไร?

คำถามนี้ผมถูกถามบ่อย

และก็ตอบเหมือนเดิมทุกครั้งว่า...


1. ใช้ชีวิตให้หลากหลาย

2. อย่าคิดว่าตัวเองมีความสามารถเดียว

3. ไปในดินแดนที่ไม่เคยไป

4. ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ

5. ไม่จำเป็นต้องทำงานตรงตามที่จบมา

6. คบคนกลุ่มใหม่ ๆ เสียบ้าง

7. ยอมผิดพลาดบ้าง ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย


สิ่งเหล่านี้จะ "แงะ" เราออกจากความคุ้นชิน

ความคุ้นชินที่จริง ๆ เราก็ไม่ชอบ

เพียงแค่เรากลัวการเปลี่ยนแปลง


แต่เมื่อเรากล้าออกจากพื้นที่คุ้นชิน

เราจะเริ่มพบเจอสิ่งใหม่ ๆ

สิ่งใหม่ ๆ จะพาเราไปหาคนใหม่ ๆ

คนใหม่ ๆ จะพาเราไปหาโอกาสใหม่ ๆ

โอกาสใหม่ ๆ จะพาเราไปสู่อาชีพใหม่ ๆ

อาชีพใหม่ ๆ จะพาเราไปสู่ชีวิตใหม่ ๆ


...นี่คือขั้นตอนของการ "ค้นหางานที่รัก"


เมื่อนั้นเส้นแบ่งระหว่าง

เสาร์อาทิตย์กับจันทร์ถึงศุกร์...จะไม่มี


ไม่มีคำว่า "วันธรรมดา" กับ "วันหยุด"

มีก็แต่ "วันไม่ธรรมดา"

วันที่พักผ่อนกับงานคือเรื่องเดียวกัน

...และเราจะไม่เกลียดเช้าวันจันทร์อีกต่อไป


แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า

คนทุกรุ่นควรจะตั้งคำถามเหมือนกัน

นั่นคือ "เราจะเอาอย่างไรกับชีวิต?"


บางรุ่นตอบว่า ก็ทำงานไงล่ะ

บางรุ่นตอบว่า ทำงาน แต่ขอเที่ยวบ้าง

บางรุ่นตอบว่า มีชีวิตเดียว ใช้ซะ!


คำตอบของคำถามนี้

จะใช้จัดลำดับหลายสิ่งในชีวิต

เราจะเอาสิ่งไหนไว้ก่อนหลัง

สิ่งไหนทิ้ง สิ่งไหนเก็บ


ไม่ว่าคุณจะรุ่นไหน

อายุเท่าไหร่ ทำงานอะไร

ผมว่าคำถามนี้สำคัญมาก

"เราจะเอาอย่างไรกับชีวิต?"


ตอบคำถามนี้ เดี๋ยวนี้เลย

แล้วมันจะกำหนดทั้งหมดที่เหลือของชีวิตคุณ

14,948 views1 comment
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot