ความมั่นคง อยู่ที่ตัวเราเอง

Updated: Nov 21, 2020

1.

ครั้งนึงนานมาแล้ว มีคนส่งอีเมลมาถึงผม เขียนมาปรึกษาปัญหาเรื่องการงานทั่ว ๆ ไป แต่ผมอ่านแล้วกลับสะเทือนใจไม่น้อย จึงอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับใครอีกหลายคน

ภาพถ่ายโดย Tatiana Syrikova จาก Pexels

จุดสะเทือนใจที่ 1 : องค์กรใหญ่แค่ไหน...ก็ไม่มั่นคงได้


ใจความในอีเมลเขียนทำนองว่า เขารู้สึกไม่มั่นคงใน "องค์กร" ที่ทำอยู่


สาเหตุที่ผมสะเทือนใจก็เพราะผู้เขียนท่านนี้น่าจะลืมลบข้อความอัตโนมัติท้ายอีเมล ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่บอกว่าเขาทำงานอยู่องค์กรไหน (ซึ่งผมคงไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่เอาเป็นว่าทุกคนรู้จักแน่ ๆ)


เรื่องนี้นอกจากจะสะเทือนใจแล้ว ยังเตือนใจได้ดีว่า อย่าได้วางใจความใหญ่โตขององค์กร ใหญ่แค่ไหนก็ไม่มั่นคงได้ทั้งนั้น แน่นอนว่าผู้บริหารตำแหน่งสูงคงไม่น่าห่วง อย่างน้อยเขาก็ล้มบนฟูก แต่ระดับลูกน้องนี่สิ...เจ็บทุกทาง


เรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า "อย่าฝากชีวิตไว้ที่คนอื่น ให้รับผิดชอบความมั่นคง...ด้วยตัวเราเอง"


2.

จุดสะเทือนใจที่ 2 : งานประจำ...ทำเป็นอยู่อย่างเดียว


ใจความในอีเมลเขียนต่อไปอีกว่า พอรู้สึกถึงความไม่มั่นคงนั้นขึ้นมา เขาก็เลยอยากหาอะไรทำสักอย่าง


ฟังดูดีนะครับ...เพียงแต่ปัญหาก็คือผู้เขียนท่านนี้บอกว่า เขาไม่มีความสามารถอะไรอื่น ๆ นอกจากงานที่ทำอยู่เลย ...ขายของ ทำกับข้าว ประดิษฐ์นู่นนั่นนี่ ...เรื่องพวกนี้ไม่เคยทำสักอย่าง ชีวิตอยู่บนงานประจำที่ทำอยู่ทำไป


อ่านถึงตรงนี้...ผมรู้สึกถึงแรงสะเทือนในหัวใจ ใยคนหนึ่งจึงปล่อยให้ตัวเอง มีความสามารถที่จำกัดได้ถึงเพียงนี้?


เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึง "การลงทุนในตัวเอง" บางคนคิดว่าเรียนจบแล้ว คือจบแล้ว ไม่ต้องเรียนเพิ่มเติมอีกแล้ว ...แต่นั่นมันจริงที่ไหนกันเล่า?


มีทักษะหลายอย่างที่เราฝึกฝนได้ ไม่ว่าจะเป็นทักษะที่ใช้ประกอบอาชีพตรง ๆ เช่น ฝึกงานฝีมือ งานช่าง งานคอมพิวเตอร์ วิชาความรู้เหล่านี้รับงานสร้างรายได้ได้เลย หรือจะเป็นทักษะกว้าง ๆ อย่างเช่น การขาย การสื่อสาร การเขียน การพูด รวมถึงการคิดให้เป็นระบบ ทักษะเหล่านี้ก็ประยุกต์ใช้กับอาชีพได้มากมาย


ประเด็นอยู่ที่ "ทักษะ" นั้นแปลว่า "ฝึกได้" ฝึกได้ก็แปลว่า "ต้องใช้เวลา" ต้องใช้เวลาก็แปลว่า ต้องฝึกตั้งแต่วันที่ยังไม่จำเป็น เพราะวันที่จำเป็นต้องใช้ จะมัวมาฝึก...ก็ไม่ทันแล้ว


เรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า "ฝึกทักษะที่สำคัญไว้เสียตั้งแต่วันนี้ แล้วในอนาคต เราจะอยากขอบคุณตัวเราเอง


3.

จุดสะเทือนใจที่ 3 : นาทีนี้...กำลังใจไม่ช่วยแล้ว


ใจความในอีเมลลงท้ายว่า ติดตามงานเขียนของผมมาตลอด อ่านแล้วเพิ่มกำลังใจได้ดี


ผมสะเทือนใจก็ตรงคำว่า "เพิ่มกำลังใจ" นี่แหละครับ วันนั้นผมตอบอีเมลกลับไปแบบนี้ว่า "นาทีนี้กำลังใจไม่ช่วยแล้วครับ กำลังกายต้องมาด่วนเลย" ถ้าเรารู้สึกว่ามีสัญญาณไม่ดี การนั่งคิดบวกไปวัน ๆ ว่าสิ่งดี ๆ กำลังจะมา พลังลึกลับจงช่วยฉันด่วน...แบบนั้นมันไม่ช่วยครับ


เราต้องออกแรงทำอะไรสักอย่าง เช่น นาทีนี้จะฝึกทักษะอะไรใหม่? ฝึกวันนี้แล้วจะทันไหม? ถ้าไม่ทัน งั้นลองคิดสิว่าความสามารถในงานประจำของฉัน แปรเปลี่ยนไปทำอะไรได้อีก? รับงานนอก? หาที่ทำงานใหม่?


นาทีนี้ต้องเปิดตัวเองออกไปหาโอกาสใหม่ ไม่ใช่แค่การ "เพิ่มกำลังใจ" แต่ต้องใช้กำลังกายทำอะไรสักอย่าง เพิ่มความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้ตัวเอง


เรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า "นาทีที่ไฟกำลังจะไหม้บ้าน วิธีแก้ไขต้องไม่ใช่นั่งคิดว่า...เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไป แต่ต้องหาวิธีดับไฟด่วน"


ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ที่จะดับไฟ ...นอกจากตัวเราเอง


4.

ก็ประมาณนี้แหละครับ ความสะเทือนใจที่ได้อ่านอีเมลครั้งนั้น


ตัดฉับมาถึงในวันนี้ วันที่เราหลายคนเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไม่ดีมาก ๆ และความไม่มั่นคงก็กำลังไม่มั่นคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


ผมอยากสรุปไว้แบบนี้ครับว่า ไม่ใช่บริษัท ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ต้องมารับผิดชอบเรา แต่คือเราเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบตัวเอง


...และเราต้องเริ่มสร้างความมั่นคง ให้กับตัวเองตั้งแต่วันนี้เลย.


16,270 views0 comments
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot