ไม่ต้องมีมากมาย...แต่ต้องมีมากพอ

เป็นอิสระจากเงิน

ไม่ได้แปลว่าต้องมีเงินมากมาย

แต่ต้องมีเงินมากพอ


"มากมาย" กับ "มากพอ"

...ไม่เหมือนกัน


"มากมาย" นั้นตอบยาก

และอาจทำได้ยาก


แต่ "มากพอ" นั้นตอบง่าย ทำง่าย

...ถ้าคุยกับตัวเองให้จบ


มีอยู่ 3 ข้อ

ที่ช่วยให้เราพ้นจากความกังวลเรื่องเงิน


ข้อแรก

อย่าสร้างหนี้ เพียงเพราะอยากดูดี


คนจำนวนหนึ่งเป็นหนี้

เพียงเพราะอยากได้รับการยอมรับ

ว่าฉันดูดี มีระดับ ผู้คนจงนับหน้าถือตา

การทำแบบนี้ยิ่งทำให้ห่างไกลจากอิสระเงิน


ใครเคยมีหนี้

จะรู้ดีว่าสมองคิดอะไรไม่ค่อยออก

หนี้เลยยิ่งพอกกันไปใหญ่


คำแนะนำแบบพื้นฐานที่สุดก็คือ

ใช้เงินให้น้อยกว่าความสามารถในการจ่าย 1 ระดับ

เช่น จริง ๆ ซื้อรถราคาเท่านี้ได้สบายมาก

ก็ซื้อแค่คันที่ถูกกว่าลงมาหน่อย


พูดง่าย ๆ ก็คือ

อย่าเพิ่งรีบยกระดับค่าใช้จ่าย

ให้ขึ้นมาเท่ากับระดับการหารายได้


ถ้าทำแบบนี้ได้ เงินเหลือแน่นอน

และไม่มีหนี้ให้ปวดหัวโดยไม่จำเป็น


จำไว้เถิดว่า ไม่มีหนี้...ดูดีที่สุดแล้ว

ข้อสอง

มีความสุขกับการหาเงิน

ไม่ใช่มีความสุขกับการใช้เงิน


คนจำนวนหนึ่งสนุกกับการใช้เงิน

เมื่อเงินเข้ากระเป๋า

สมองจะทำงานทันทีว่าจะใช้อะไรดี?


รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้าใหม่

...ไอเดียใช้เงินเต็มหัวเลย


ในขณะที่คนที่เป็นอิสระจากเงิน

เขาจะสนุกกับขั้นตอนการหาเงิน

เขาแทบไม่ได้คิดถึงปลายทาง

(หมายถึงผลตอบแทนเรื่องเงิน)

แต่สนุกกับระหว่างทาง

เหมือนเล่นเกมอะไรสักอย่างที่อยากชนะ

พอจิตเป็นแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็ชนะทุกที

แปลกแต่จริง ยิ่งเป็นอิสระจากเงิน เงินกลับยิ่งวิ่งเข้ามา

ข้อสาม

คุยกับตัวเองให้ชัดว่า

มีเงินเท่าไหร่คือ "จุดอุ่นใจ" ของเรา


คนจำนวนหนึ่งหาเงินไปเรื่อย ๆ

โดยไม่รู้ว่าจุดหมายทางการเงินคืออะไร

ได้มาก็ใช้ไป หมดก็แค่หาใหม่

ลึก ๆ จึงอยู่ด้วยความกังวล

เพราะเดินไปแบบไร้ทิศทาง

เห็นเขาบอกว่าต้องรวย รวย รวย

ก็บ้าตามกันไป

...อยากรวยเร็วทีไร จนเร็วทุกที


ทั้งที่จริงไม่ต้องรวยล้นฟ้า

ก็เป็นอิสระจากเงินได้


คนที่เป็นอิสระจากเงิน

ไม่ใช่เพราะรวยมาก

แต่เพราะเขารู้ว่าต้องมีเท่าไหร่ถึงอุ่นใจ


เงินจำนวนนั้นคือเท่าไร...เราต้องรู้

เงินที่พอให้เราอยู่ได้ แม้ไม่ทำงาน

หรือทำงานก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องหาเงิน

มันคืิอเป้าหมายทางการเงิน

ซึ่งตัวเลขของแต่ละคนไม่เท่ากัน


แล้วทำอย่างไรจะสร้าง "จุดอุ่นใจ"?

ไม่ยาก แต่ใช้เวลา และต้องลงมือเดี๋ยวนี้

ดังนี้...


1. มีเงินเก็บสำรองอย่างน้อย 1 ปี

2. ทำประกันไว้เผื่อคราวซวย

3. ดีกว่าเงินเก็บนิ่ง ๆ คือมีกระแสเงินสดไหลเข้าทุกเดือน

เป็นเงินรายได้ที่ไม่ต้องพึ่งตัวเรา (หรือพึ่งน้อยมาก)

เช่น เงินปันผลจากหุ้น เก็บค่าเช่าห้อง

ลิขสิทธิ์ทางปัญญา ส่วนแบ่งทางธุรกิจ


ของพวกนี้ไม่ง่าย และใช้เวลาเรียนรู้

พอใช้เวลา ใช้สมอง

คนจำนวนมากจึงไม่ลงมือทำ

ได้แต่กังวลเรื่องเงินไปตลอดชีวิต


ย้ำอีกทีว่า

เป็นอิสระจากเงิน

ไม่ได้แปลว่าต้องมีเงินมากมาย

แต่แค่ต้องมีเงินมากพอ


คนมีเงินน้อย หลายคนเป็นอิสระจากเงิน มากกว่าคนมีเงินมากเสียอีก

ย้ำก่อนจบว่า

ไม่ได้แปลว่าให้ทำตัวจน

ไม่ได้ให้อยู่แบบจน ๆ ก็มีความสุขได้

แต่ให้มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นอิสระจากเงิน


นั่นคือ ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินตัว

มีความสุขกับการหาเงิน

และรู้จักจุดอุ่นใจทางการเงินของตัวเอง

5,120 views
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot