คนรุ่น Work Hard กับ Work Smart

Updated: Feb 14

1.

คนรุ่นก่อนศรัทธาการทำงานหนัก เขาทำงานหนักจนวันสุดท้ายของชีวิต เพราะเชื่อใน Work Hard ส่วนคนรุ่นนี้ไม่ศรัทธาค่านิยมแบบนั้น เขาไม่มีวันทำงานหนักจนวันสุดท้าย เพราะเชื่อใน Work Smart

ภาพถ่ายโดย Cup of Couple จาก Pexels

โลกเปลี่ยนไปมาก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคนรุ่นไหนดีกว่ากัน ในขณะที่คนรุ่นก่อนบอกว่าคนรุ่นนี้ขี้เกียจ แต่คนรุ่นนี้ก็บอกว่า...คนรุ่นก่อน บ้ารึเปล่า ทำงานหนักมาก


...ผมว่าทั้งหมดนี้ เราแค่มี "ความเชื่อ" ที่ต่างกัน


เมืองไทยก่อร่างสร้างเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เพราะคนที่วันนี้อายุ 60 กว่าขึ้นไป ธุรกิจต่าง ๆ ล้วนเริ่มจากพวกเขา คนรุ่นก่อนตอนนี้กำลังใกล้ฝั่ง เตรียมส่งไม้ต่อ เราจึงได้เห็นการเปลี่ยนผ่านสู่คนรุ่นลูก ที่ตอนนี้อยู่ในวัย 30 กว่าปี ก้าวขึ้นมาแทนพ่อ ส่วนคนรุ่นตรงกลาง ๆ อยู่ระหว่างคน 30 กว่าปีกับ 60 กว่าปี คนรุ่นนี้มักเป็นพนักงาน/ผู้บริหารมืออาชีพ เป็นคนรุ่นที่ถูกโยนไม้ข้าม จากพ่อไปสู่ลูก เพราะอย่างไรเสีย ธุรกิจส่วนใหญ่ก็มักส่งมอบให้ครอบครัว


ความน่าสนใจจึงอยู่ที่การเฝ้าจับตาว่าคนรุ่นอายุ 30 กว่าปีที่กำลังกุมบังเหียน พวกเขาจะนำพาธุรกิจรุ่นพ่อไปได้อย่างไร?


นี่คือการส่งไม้ต่อ ระหว่างคนรุ่น Work Hard กับ Work Smart


2.

ถ้าคนรุ่น 30 กว่าปี ทำได้ดี ธุรกิจจะก้าวกระโดดด้วยความทันสมัย แต่ถ้าทำได้ไม่ดี หรือไม่อยากสานต่อ ไม้ที่ส่งต่อ ก็อาจร่วงหล่นจนพังพาบ ส่วนคนรุน่ใหม่ที่พ่อแม่ไม่ได้มีธุรกิจไว้ให้สืบทอด หลายคนก็สร้างตัวเองขึ้นมาด้วยธุรกิจที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่มีวันเข้าใจ ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีลูกน้อง (หรือมีน้อยมาก) นั่งหน้าคอมอยู่บ้าน หรือทำงานโฮมออฟฟิศ ขายของออนไลน์ เทรดหุ้น สตาร์ทอัพ ยูทูบเบอร์​ และอีกหลายอาชีพที่คนรุ่นก่อนนึกไม่ถึง


ผมคิดว่าเราเรียนรู้ได้จากคนทั้งสองรุ่น เพราะบางครั้งชีวิตก็ต้อง Work Hard ในขณะที่บางครั้งก็ต้อง Work Smart นี่คือยุคที่โอกาสเปิดกว้างที่สุด คนธรรมดามีช่องทางเยอะขึ้น อยูที่จะจับรถให้ทัน แล้ววิ่งไปบนโอกาส หรือจะนั่งงงอยู่ตรงป้ายรอรถ ขึ้นไม่ทัน ได้แต่สงสัยว่า เขาทำอะไรกัน...ไม่เห็นรู้เรื่องเลย

สมัยก่อนใครมีที่ดิน มีโรงงาน นั่นแสดงถึงความยิ่งใหญ่ แต่สมัยนี้หลายธุรกิจเปลี่ยนโลก เริ่มต้นที่คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว โลกเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ "ไอเดีย" กลายเป็นสินทรัพย์ "ไอเดีย" กลายเป็นทุนก้อนใหญ่แห่งยุค ยิ่งยุคนี้มี "ความรู้" ฟรีและดี เต็มไปหมด คนรุ่นนี้จึงแทบไม่มีสิทธิ์พูดเลยว่า ฉันไม่มีไอเดีย เพราะไม่มีความรู้ ฉันอยากเก่งกว่านี้ แต่ไม่รู้จะหาความรู้ที่ไหน


ถ้าเราหาทางไปต่อในยุคนี้ไม่ได้ มันอาจเป็นไปได้สูงว่าเรา "ขี้เกียจ" หาความรู้ ไม่อยาก Work Hard แล้วก็ไม่อยาก Work Smart ด้วย


ข้ออ้างเก่าๆ อย่าง "ไม่มีทุน" ...กำลังตกยุค ข้ออ้างใหม่ๆ อย่าง "ไม่มีความรู้"...ไม่อาจยอมรับได้


คว้าโอกาส หรือ พลาดโอกาส เราล้วนเลือกเอง


3.

ผู้คนคือหนังสือเล่มหนาที่อ่านได้ไม่รู้จบ และเราจะเข้าใจชีวิตได้มากขึ้น จากการคบหาพูดคุยกับคนต่างวัย คนวัยเดียวกันอาจคุยสนุกปาก แต่ไม่ค่อยได้อะไรมากเรื่องความคิด เพราะเรามักคิดคล้าย ๆ กัน คิดได้เท่า ๆ กัน


ผมมักมีเพื่อนที่อายุมากกว่า ในขณะเดียวกัน ก็ยังพอได้พูดคุยกับเด็กรุ่นใหม่ ๆ คนทั้งสองวัย ล้วนให้มุมมองชีวิตที่น่าสนใจ


บ่อยครั้งผมพบว่า เมื่อวัยรุ่น เราวุ่นหาอิสรภาพ เมื่อวัยชรา เราไขว่คว้าความมั่นคง วัยรุ่นสอนผมเรื่องพลังความฝัน "เป็นไปไม่ได้" นั้นไม่มีในพจนานุกรม พวกเขาพลังเยอะ สดใหม่ ไอเดียกระฉูด จนผมต้องเอาอย่าง ในขณะที่รุ่นใหญ่ สอนผมให้สุขุม และให้เตรียมรับมือกับอนาคต เพราะถ้าไม่ตายเสียก่อน เราได้แก่แน่ ๆ สุขภาพกับการวางแผนเกษียณ จึงเป็นสองเรื่องที่เอาไว้ก่อนไม่ได้


ใช้พลังของวัยรุ่น สร้างชีวิต ใช้ความคิดของรุ่นใหญ่ สร้างบารมี บินไปให้สุดฟ้า แต่ต้องเตรียมตั้งท่าตอนร่อนลง


ถ้าเป็นคนรุ่นใหญ่ ต้องมีพลังใจแบบคนรุ่นใหม่ ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ ก็ต้องฝึกหัวใจให้สุขุมแบบรุ่นใหญ่ นี่น่าจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัว

เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคนรุ่นไหน เราต่างเรียนรู้จากกันและกันได้.


3,911 views0 comments
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png