เศรษฐกิจยิ่งแย่ ความงมงายยิ่งขายดี

Updated: 2 days ago

1.

ยิ่งเศรษฐกิจแย่เท่าไหร่ ความงมงายยิ่งขายดีเท่านั้น ..."พันล้านบาท" คือยอดขายที่ผมได้ยินกับหู เศรษฐีหลายร้อยล้านท่านหนึ่งซึ่งเป็นคนดัง เป็นเจ้าของสื่อในมือที่่น่าเชื่อถือ เป็นคนเล่าให้ผมฟังถึง "อาณาจักรธุรกิจ" ที่ใครฟังแล้ว ก็ต้องบอกว่า..."งมงายมาก" แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งที่ฟังแล้วงมงาย "สินค้า" จากอาณาจักรธุรกิจดังกล่าวกลับขายดิบขายดีเทน้ำเทท่า สวนกระแสเศรษฐกิจตอนนี้เสียเหลือเกิน

ภาพถ่ายโดย Alexas Fotos จาก Pexels

ที่เล่ามา ไม่ใช่ธุรกิจของเศรษฐีท่านนี้นะครับ แต่เจ้าของอาณาจักรงมงายดังกล่าว ยินดีจ่ายเงินให้เศรษฐีเจ้าของสื่อคนนี้เป็นล้าน เพื่อแลกกับการกระพือให้ความงมงายนี้โด่งดังผ่านสื่อ ยอดขายจะได้พุ่งขึ้นไปเป็นหลายพันล้าน ...ยังดีที่เศรษฐีเจ้าของสื่อท่านนี้ไม่เล่นด้วย


ได้ฟังเรื่องนี้ ผมนึกเรื่องเมื่อหลายปีก่อน เพื่อนผมคนหนึ่งรับจ้างทำการตลาดออนไลน์ให้สินค้า มันบอกผมว่าพวกครีมกับอาหารเสริมที่ว่าขายดีต้องหลบไปเลย เพราะสิ่งที่มาแรงแซงทางโค้งก็คือ "วัตถุศักดิ์สิทธิ์เรียกทรัพย์รับโชค" เรียกว่าขายดีจนส่งสินค้าไม่ทัน เจ้าของนั่งผลิตสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลังร้านทั้งวัน เรียกว่า "รวยไม่รู้เรื่อง"


...ในความหมายว่า เพราะความไม่รู้เรื่องของคนซื้อ จึงทำให้คนขายรวยเอา ๆ


2.

เข้าใจครับว่าความเชื่อนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล เข้าตำรา "ไม่เชื่อก็อย่าหลบหลู่" ประโยคทำนองนี้ที่เขาพูด ๆ กัน แต่ก็ยอมรับว่าอดไม่ได้จริง ๆ ที่เห็นคนกำลังลำบากขาดที่พึ่งทางใจ กลับถูกหลอกง่าย ๆ ซ้ำเติมสถานการณ์ที่แย่อยู่แล้ว ให้แย่ลงไปอีก


รากฐานที่ทำให้ความงมงายเหล่านี้ขายดี ผมคิดว่าอาจเริ่มมาจาก 3 สาเหตุ


สาเหตุที่ 1 : เพราะคนความสามารถน้อย มักรอคอยโชคชะตา เพราะคนขี้เกียจ มักชอบหาทางลัดสร้างฐานะ


ลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นคนมีความสามารถ ทำงานเก่ง ขยัน สู้ชีวิต ปรับตัวตามสถานการณ์ได้เสมอ...และเชื่อมั่นในตัวเอง เราจะไปพึ่งพาหาโชคชะตาทำไมกัน? แต่พอความสามารถน้อย (แล้วยังขี้เกียจอีก) ก็เลยเสร็จคนที่สบช่อง เห็นโอกาสนี้ ขยี้ความอยากให้โป่งพอง ขายของศักดิ์สิทธิ์ ขายวิธีรวยติดเทอร์โบ ผลก็คือศักดิ์สิทธิ์จริง รวยจริง...คนขายนั่นแหละที่รวยติดเทอร์โบ


สาเหตุที่ 2 : เพราะบางคนจะมีความสุขได้ ต้องใช้เงินเท่านั้น


จะว่าไปคนซื้อกับคนขายในธุรกิจนี้ก็สมกันดีครับ เพราะต่างคนต่างบูชา "ความร่ำรวย" เป็นสิ่งสุดยอดในชีวิต คนหนึ่งทำทุกอย่างได้ เพื่อความร่ำรวย ส่วนอีกคนหนึ่งซื้อทุกอย่างได้ หากจะทำฉันให้ร่ำรวย


แต่หากเขาจะรู้สักนิดว่า แค่ใช้ความสามารถ ใช้ความอดทน ประกอบสัมมาชีพ เลี้ยงตัวให้อยู่ได้เพียงพอ นั่นก็พอแล้ว จากนั้นลองตั้งคำถามตัวเองว่า "อะไรคือความสุขอื่น ๆ อีกที่ฉันไม่ต้องใช้เงินซื้อ?" เช่น คุยเล่นกันกับเพื่อนฝูง กินข้าวพร้อมกับครอบครัว กอดกันกับคนรัก เล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง ปล่อยใจนั่งมองท้องฟ้า หรือจะลองคิดทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เอาแต่ตื่นมาเพื่อทำให้แต่ตัวเอง


จากนั้นใช้เวลากับสิ่งเหล่านั้นให้เยอะ เท่านี้ก็มีความสุขขึ้นได้แล้ว เพราะสิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้น อาจเป็นแค่เปลือกที่พอกอยู่นอกกาย ...เราจะได้ไม่ต้องหลงใหลในความร่ำรวยให้มากเกินไป


สาเหตุที่ 3 : เพราะคนกำลังสิ้นหวัง มักจิตอ่อน ใครจุดไม้ขีดให้ดู ก็นึกไปว่าคือคบเพลิง


บางคนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ คิดว่าเป็นทางออก ทั้งที่จริง คือรถไฟกำลังวิ่งสวนมา คนกลุ่มนี้จึงนับว่าน่าสงสาร ส่วนคนที่หาประโยชน์กับคนกลุ่มนี้ก็นับว่าบาปกรรม เขากำลังสิ้นหวัง กลับยังไปซ้ำเติม บางคนคือเงินก้อนสุดท้าย คือความหวังสุดท้าย...แต่กลับโดนหลอก ยิ่งเดี๋ยวนี้ลามไปถึงคนมีความรู้ คนมีทรัพย์ แต่ไม่มีสติ แชร์ลูกโซ่ ทัวร์ลวง กองทุนหลอก จึงผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดในป่าชื้น


3.

บางคนบอกว่าสิ่งนี้ไม่ได้งมงาย แต่มันคือกำลังใจ ...โอเคครับ เรื่องนี้เข้าใจได้ว่ากำลังใจต้องมี เพราะมันดีต่อใจ แต่คนปกติเขาจะไม่พึ่งพาแต่กำลังใจ โดยไม่คิดทำอะไรใหม่ ๆ เลย ได้แต่หวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปเรื่อยเปื่อย


หันมาพึ่งพาตัวเอง อย่าเอาแต่พึ่งพากำลังใจ พึ่งพากำลังกายบ้าง พึ่งกำลังสมองบ้าง เพิ่มความสามารถ ฝึกฝน สู้ชีวิต เปิดประตูโอกาสบานใหม่ ๆ ให้ตัวเองอยู่เสมอ


"ยิ่งเศรษฐกิจแย่เท่าไหร่ ความงมงายยิ่งขายดีเท่านั้น" คำนี้ต้องเตือนตัวเองกับคนรอบข้างให้ดี


"สติหมด...ระวังโดนปลดทรัพย์" เตือนแล้วนะครับ.


16,734 views1 comment
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot