ไม่ใช่ "ความล้มเหลว" ที่ฉุดเราไว้ แต่เป็น "ความกลัวที่จะล้มเหลว"

1.

ผมคิดว่า "ความสม่ำเสมอ" คือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องออมเงิน เรื่องลงทุน เรื่องสุขภาพ เรื่องความรัก ถ้าเราทำมันอย่างสม่ำเสมอ ความสำเร็จจะค่อย ๆ เกิดขึ้นเอง โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ


ความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องของการก้าวหนึ่งก้าว ได้ยาวหนึ่งกิโลเมตร แต่คือการก้าวไปข้างหน้า วันละหนึ่งเมตร เป็นเวลาหนึ่งพันวัน


สมมติว่ามีคน 100 คนอาศัยอยู่บนฝั่งที่อาหารไม่ค่อยพอกิน แต่ห่างออกไปในระยะตามองเห็น คือเกาะสวรรค์ มีอาหารให้พร้อมทุกอย่าง วันนึงพระเจ้าก็เสกเรือลำเล็ก ๆ พร้อมไม้พายมาให้คนละหนึ่งลำ แต่ปัญหาก็คือไม่มีใครพายเรือเป็น ทุกคนจึงต้องฝึกพาย


ภาพถ่ายโดย Miguel Á. Padriñán จาก Pexels

ใน 100 คนนี้...

50 คน จะบอกว่าน่าสนใจ เดี๋ยววันหลังจะลองดู แล้วก็ลืมเรื่องนี้ไป

30 มายืนด้อมๆ มองๆ แล้วบอกว่าท่าจะยาก คลื่นลมแรง อยู่บนฝั่งก็ดีอยู่แล้ว

10 คนจะลองพายดูเองสักพัก แล้วก็บอกว่าเหนื่อย ยาก หยุดดีกว่า

5 คนฝึกฝนมาอย่างดี พายไปได้ครึ่งทาง บอกว่าหมดแรง ขอพายกลับดีกว่า


เหลือเพียง 5 คนเท่านั้นที่อดทน ฝึกฝน ฟันฝ่า ท้าแดดลมฝน จนมาถึงเกาะสวรรค์

5 คนนี้นี่เองที่เป็นตัวอย่างของความสม่ำเสมอ อดทน แม้ไม่เห็นผลในระยะสั้น

...และนั่นอาจเป็นคำตอบว่าทำไมโลกนี้จึงมีคนประสบความสำเร็จน้อยเกินไป

ไม่ใช่ "ความล้มเหลว" หรอกที่ฉุดเราไว้ แต่เป็น "ความกลัวที่จะล้มเหลว" ต่างหาก เพราะความล้มเหลวยังสอนอะไรบางอย่างกับเรา แต่ความกลัวล้มเหลวไม่เคยสอนอะไรเลย เพราะเราจะไม่ลงมือทำ


ถ้ามีใครสักคนไปแกะพื้นบันไดสู่ความสำเร็จดู เขาจะพบว่าใต้บันไดนั้น เต็มไปด้วยความล้มเหลว


แต่เนื่องจากมันอยู่ใต้บันได น้อยคนจึงเคยได้เห็นความล้มเหลวนั้น มากคนจึงคิดเอาเองว่าความสำเร็จนั้นได้มาเพราะโชค ทั้งที่จริงเพราะล้มมากพอ จึงขึ้นสู่ความสำเร็จได้ต่างหาก


เมื่อยังเยาว์ ครูของเราชื่อ "ความล้มเหลว" แต่พอโตขึ้น ครูท่านนี้จะเปลี่ยนชื่อเป็น "ประสบการณ์"


2.

ถ้าอยากทำก๋วยเตี๋ยวเก่ง เราคงไม่ถามแม่ค้าที่ขายไม่ดี ถ้าอยากเตะบอลเก่งระดับโลก เราคงไม่ถามเคล็ดลับจากนักเตะโกลรูหนู ถ้าอยากสุขภาพดี เราคงไม่ถามจากเพื่อนขี้โรค เจ็บออดๆ แอดๆ


แต่น่าแปลกที่เรื่องสำคัญอย่าง "ฉันจะประสบความสำเร็จในชีวิตแบบที่ต้องการได้อย่างไร?" เรื่องนี้ เรากลับคิดคำตอบกันเอาเอง ปรับทุกข์ถามกันในหมู่คนที่รู้เท่า ๆ กัน ประสบการณ์เท่า ๆ กัน ทั้งที่จริงเราควรหาทางไปพบพูดคุยกับคนที่เขาไปถึงจุดที่เราต้องการไป ถามเขาว่าเราต้องทำอะไรบ้าง (ถ้าเจอตัวเป็น ๆ ไม่ได้ ก็เรียนรู้ความคิดของเขาจากสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือ วิดีโอ)


ตอนอยู่อนุบาลเรามีคุณครูสอน ตอนอยู่ประถมเรามีคุณครูสอน ตอนอยู่มัธยมเรามีคุณครูสอน ตอนอยู่มหาวิทยาลัยเราก็มีอาจารย์สอน แต่พอจบมาทำงาน เรากลายเป็นศิษย์ไม่มีครู ไม่เรียนรู้จากใครเลย เพราะนึกว่าเก่ง โตแล้ว ไม่ต้องมีใครมาสอน ...ชีวิตบางคนจึงมักหลงทาง ไปไม่เป็น ตอนที่ทำงานนี่แหละ




โฆษณาชอบ
บอกคนรุ่นใหม่ว่า
 "เป็นตัวเอง ทำไมต้องตามคนอื่น"

แต่พูดก็พูดเถอะครับ เขาแค่หลอกให้เรารู้สึกภูมิใจที่ฉันไม่เหมือนใคร (ว่าแล้วก็ซื้อสินค้าของเขา...เหมือนกับคนอื่น) เพราะถ้าไม่แน่จริงแบบหนึ่งในล้านจะมีสักคน ไม่มีทางที่เราจะคิดทำอะไรแบบไม่ตามใครได้เลย มนุษย์เราเป็นนักลอกเลียนแบบตั้งแต่เกิด 
เราลอกเลียนพ่อแม่เราทั้งภาษาและท่าทาง 
ก่อนที่จะเริ่มสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง


วิธีที่น่าจะถูกต้องและผมอยากแนะนำต่อคนรุ่นใหม่ๆ 
(แม้กระทั่งตัวผมเองทุกวันนี้ก็ทำอยู่) ก็คือ "หาคนต้นแบบ" แล้วพยายามลอกเลียนแบบคนนั้น (เฉพาะส่วนที่เราอยากเป็น ไม่ต้องเลียนแบบทั้งหมด) เขาคิดอย่างไร ทำอย่างไร เราลองนำมาปรับใช้ดู แบบนี้จะประหยัดเวลาไปได้เยอะ


...จะไปคิดใหม่ทั้งหมดทำไม? 
ในเมื่อทุกความสำเร็จทิ้งร่องรอยให้เราเดินตามอยู่แล้ว


3.

ผมชอบจังหวะชีวิตตอนที่กำลังลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน มันมีหลายความรู้สึกปะปนกันอยู่ในนั้น ตื่นเต้น กลัว ไม่แน่ใจ สนุกดี มันส์โคตร สะใจ งง ๆ ยังไงนะ ยากจัง เยส! ทำได้แล้ว!


ชีวิตผมเจออะไรแบบนี้อยู่เสมอ ได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน ครูสอนพิเศษ นักแต่งเพลง นักเขียน ครีเอทีฟรายการวิทยุ คนเขียนสคริปต์รายการโทรทัศน์ ไปแข่งรายการเกมโชว์ เจ้าของร้านเครื่องประดับ คนขายของแบกะดิน นักธุรกิจเครือข่าย บรรณาธิการนิตยสาร บรรณาธิการหนังสือหุ้น นักลงทุนในหุ้น นักเขียน นักพูด


มันเป็นชีวิตที่สะใจเมื่อได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ ได้ก้าวออกจากพื้นที่สบาย หลายครั้งก็เจ็บตัว แต่ก็ได้บทเรียนที่มีคุณค่ามาทุกครั้ง (ได้เจอคุณครูประสบการณ์เยอะมาก)


ภาพถ่ายโดย Frans Van Heerden จาก Pexels

โมงยามดี ๆ เราชื่นชม แต่วันคืนเลวร้ายเราต้องก้มกราบ ในฐานะที่มันทำให้เราแกร่งขึ้น ถ้าเราเป็นจักรยาน เจอก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ข้างหน้า แน่นอนว่าคงต้องหลบ แต่ก้อนหินก้อนเดิมก้อนเดียวกันนั่นแหละ ถ้าเราเป็นรถสิบล้อ

เราคงไม่สนใจการมีอยู่ของมันด้วยซ้ำ คงวิ่งตรงไปเหยียบมันเป็นผุยผงอย่างไม่รู้ตัว


ประเด็นคือ ปัญหามันก็เรื่องเดิมนั่นแหละ แค่เราแกร่งแค่ไหน..เท่านั้นเอง

ถ้าจะขออะไรได้สักอย่าง อย่าขอให้ชีวิตปราณี ด้วยการส่งปัญหาเล็กๆ ง่ายๆ มาให้ แต่ขอให้เราแกร่งขึ้น พร้อมรับปัญหาที่ยากขึ้น ...แบบนี้จะดีกว่า


น่าเสียดายที่คนจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจว่า ทุกความสำเร็จนั้นล้วนเกิดจากความพยายามทีละเล็กละน้อย มันคือก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวสองก้าว คือการคืบคลานออกจากฝั่งทีละน้อย พอไม่เข้าใจแบบนี้ เขาก็เลยไม่ก้าวไปทำอะไรใหม่ ๆ


ความเคยชินทำให้เรารู้สึกสบายและปลอดภัยก็จริง แต่มันก็น่าเบื่อ จืดชืด ในเมื่อเรามีชีวิตเดียว ทำไมจึงไม่ก้าวออกจากพื้นที่สบาย? ลองให้ชีวิตได้เจออะไรใหม่ๆ ให้มันได้กลัว ให้ได้ตื่นเต้นบ้าง แล้ว "สัญชาตญาณ" ของเราจะออกมา ผมยืนยันว่าสนุกและตื่นเต้นมาก


เอ้า! ก้าวออกมาได้แล้วครับ เรือเขามีไว้ให้ออกจากฝั่ง


หมายเหตุ : เรียบเรียงจากบางส่วนของหนังสือ "งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า" สั่งซื้อได้ที่ https://www.stock2morrow.com/publishing/bookdetail.php?id=31

5,435 views
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot