จงมีจิตใจที่เปิดกว้าง ไม่ยึดติดกับสิ่งใด

Updated: Sep 15

1.

หนังสือ "10 Secrets for Success and Inner Peace" ของดอกเตอร์ เวย์น ไดเออร์ (Wayne Dyer) นักเขียนผู้ล่วงลับ เป็นหนังสือที่ผมอยากแนะนำให้ลองหามาอ่าน มันเป็นหนังสือเล่มบาง ๆ ที่ว่า "10 เคล็ดลับในการสร้างความสำเร็จและความสุขภายใน"


ภาพถ่ายโดย Jeffrey Czum จาก Pexels

ผมอ่านแล้วชอบทุกข้อ โดยเฉพาะเคล็ดลับข้อแรก

"จงมีจิตใจที่เปิดกว้างและไม่ยึดติดกับสิ่งใด"

ผมว่านี่คือเคล็ดลับแห่งความสุขที่ฟังดูเรียบง่าย แต่เข้าใจไม่ง่าย และตีความไปได้มากมาย ...ผมจะขอพูดถึงสักหนึ่งประเด็นก็แล้วกันครับ

สมมติว่าเราตั้งเป้าหมายว่า ฉันอยากได้งานชิ้นนี้จากลูกค้า ซึ่งเราก็พยายามเต็มที่แล้ว แต่กลับไม่ได้ดังใจหวัง ลูกค้าตัดสินใจเลือกเจ้าอื่นแทน เราก็เลยผิดหวัง ...นั่นเป็นสิ่งที่หลายคนน่าจะรู้สึกแบบนั้น


แต่สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งนี้แปลว่าไม่ดี? ในเมื่อเราไม่มีทางได้เห็นแผนการทั้งหมดของชีวิต เรากำลังเจ็บปวด เพียงเพราะ "ปิดใจ" และ "ยึดติด" โดยไม่คิดว่าอาจมีสิ่งที่ดีกว่านี้ตามมาก็ได้ เช่น พลาดจากลูกค้ารายนี้ แต่ไปได้ลูกค้ารายใหม่ที่ดีกว่าเดิม

2.

ผมเอง เคยเป็นนักแต่งเพลงมา 10 ปี ในเวลาต่อมา ก็ต้องเปลี่ยนอาชีพ เพราะอยู่ยาก รายได้ไม่พอใช้ ถามว่านั่นคือความพยายามที่สูญเปล่าใช่หรือไม่? ที่ผมเสียเวลาไปกับการเป็นนักแต่งเพลง ถ้ารู้อย่างนี้ก็น่าจะมาเป็นนักเขียนตั้งแต่แรกเลย

คำตอบคือ ไม่ใช่ ส่วนคำตอบที่ใช่ คือ ผมจำเป็นต้องไปเป็นนักแต่งเพลงก่อน เพื่อให้ได้ทักษะในการเขียนสั้น กระชับ จากนั้นเมื่อนำมาใช้กับงานเขียน ตัวหนังสือจึงแตกต่าง มีทางของตัวเอง



ตอนแรกที่ดูเหมือนจะน่าเสียใจที่ต้องเปลี่ยนอาชีพ จึงกลับกลายเป็นว่าชีวิตผมในวันนี้ ดีกว่าสมัยเป็นนักแต่งเพลงเสียอีก


เล่ามาทั้งหมดเพื่อจะบอกว่า ถ้าไม่อยากจมทุกข์ เราต้องเปิดใจให้กว้าง รอรับโอกาสที่ยังมองไม่เห็น บางสิ่งที่ดูเหมือนไม่ได้ดังใจในวันนี้ บางทีอาจนำพาเราไปหาสิ่งที่ดีกว่า ...เราตัวเล็กเกินกว่าจะเห็นแผนการและทางเลือกทั้งหมดในชีวิต ...ขอเพียงมีจิตใจที่เปิดกว้างและไม่ยึดติดกับสิ่งใด


เหมือนที่ใครบางคนพูดว่า "สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ"

"ดีก็ดี ไม่ดีก็ดีอีกนั่นแหละ" ประโยคนี้เข้าใจไม่ง่าย แต่ถ้าเข้าใจเมื่อไหร่

...ใจจะคลายทุกข์เมื่อนั้น


3.

ผมชอบที่ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ กูรูระดับโลกด้านการบริหารจัดการ บอกเอาไว้ว่า

เรามักประเมินสิ่งที่ทำได้ใน 1 ปี "สูงเกินไป" แต่มักประเมินสิ่งที่ทำได้ในชีวิตนี้ "ต่ำเกินไป"

แปลว่าอะไร? ก็แปลว่า เวลาตั้งเป้าหมาย วาดฝันว่าปีนี้ฉันต้องทำได้อย่างนั้น ฉันต้องมีอย่างนี้ เรามักจะคึกคักฝันใหญ่จนเพ้อเจ้อ ไม่ว่าจะด้วยแรงคึกส่วนตัว หรือแค่อยากอวดคนอื่นว่าฉันทำได้


...แล้วสุดท้าย คนจำนวนมากก็ตกลงมาสู่ความจริงว่า...ฉันทำไม่สำเร็จ

พอไม่สำเร็จ หลายคนก็หมดกำลังใจ พาลบอกว่า เห็นไหม ฉันมันไม่เก่ง ฉันไม่ได้เรื่อง ไม่เอาแล้ว ไม่อยากตั้งเป้าหมายให้เจ็บปวด ไม่อยากผิดหวัง


...จากวันนั้นก็เลยกลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตวันต่อวัน ไม่อยากฝันอะไรอีกแล้ว


4.

น่าเสียดายที่เขาไม่รู้ตัวว่าด่วนสรุปไปหน่อย กรอบเวลาที่เอามาใช้ตัดสินชีวิตนั้น...สั้นเกินไป ก็เลยคิดไปว่า ชีวิตฉันเคยเป็นมาแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องเป็นแบบนี้ต่อไปจนวันตาย


...ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริงสักนิด เพราะชีวิตคนเราทำอะไร เป็นอะไร มีอะไร ได้มากกว่าที่คิด

ผมเชื่อในตัวเองมาตลอด แม้ในวันที่ชีวิตย่ำแย่ ว่าผมไม่ได้เกิดมาเพื่อพ่ายแพ้ไปตลอดชีวิต เรื่องราวในวันแย่ ๆ มันเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ...แล้วมันจะผ่านไป ซึ่งในเวลาต่อมา มันก็ผ่านไปจริง ๆ

ผมรู้เสมอมาว่า หนึ่งชีวิตของผมทำอะไรได้อีกเยอะ ผมเป็นอะไรได้มากกว่าปัจจุบันที่ผมเป็นอยู่

ที่ผมถึงเชื่อแบบนั้น เพราะอะไรรู้ไหมครับ?


...เพราะผมไม่ดูถูกตัวเอง

อย่าดูถูกตัวเอง อย่าประเมินความสามารถของตัวเองต่ำไป หนึ่งชีวิต เราทำอะไรได้มากกว่าที่คิดเยอะ แค่ความผิดหวังในหนึ่งปี อย่าเอามาขยี้ซ้ำไปซ้ำมาทั้งชีวิต

ย้ำ! เราทำอะไรได้มากที่คิดในชีวิตนี้ ตั้งเป้าหมาย วางแผน ลงมือทำจนกว่าจะสำเร็จ

พระเจ้าไม่ว่างสร้างคนธรรมดาหรอกครับ ...จะใครเสียอีก ก็คุณนั่นแหละครับ ที่ไม่ธรรมดา

5,486 views
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot