5 เคล็ดลับ "รายได้เพิ่ม 2 เท่า” สำหรับคนทำงานประจำ

ใจจริงอยากจั่วหัวด้วยซ้ำว่า "รายได้เพิ่ม 10 เท่า เขาทำกันอย่างไร?” แต่ก็ดูจะเว่อร์เกินไป (ทั้งที่จริงมันเป็นไปได้) เอาเป็นว่าเริ่มจาก 2 เท่าก่อนก็แล้วกัน นี่คือ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นแบบพรวด ๆ ครับ




เคล็ดลับที่ 1 : จงจ่ายก่อน เพื่อได้รับทีหลัง

ข้อนี้เป็นข้อที่คนส่วนใหญ่ทำผิดพลาดมากที่สุด นั่นคือ ชอบเป็นฝ่ายเรียกร้องก่อน แล้วจึงเป็นฝ่ายให้ในทีหลัง เช่น "เจ้านาย ขึ้นเงินเดือนให้ฉันก่อนสิ แล้วฉันจะขยันทำงานมากกว่านี้" "ลูกค้าซื้อของฉันเยอะ ๆ ก่อนสิ แล้วฉันจะทำของดีมีคุณภาพ" "ถ้ามีลูกค้ามาจ้างฉันรีวิวสินค้านะ ฉันจะทำช่อง youtube ให้สุดยอดเลย"


การคิดแบบนี้ผิดเต็มๆ ครับ เพราะมันเป็นการรอให้ผลเกิดก่อน แล้วฉันจึงจะทำเหตุ ซึ่งผิดหลักธรรมชาติที่ต้องทำเหตุให้คู่ควรก่อน ผลจึงตามมา


เราต้องเป็นคนที่คู่ควรกับรายได้ที่อยากได้ก่อน แล้วรายได้นั้นจะวิ่งมาหาเราเอง

พัฒนาตัวเองนำหน้าไปก่อนเลย ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีเยี่ยม หาความรู้เพิ่มเติม อะไรที่ทำได้ แม้ไม่ใช่หน้าที่ แต่ช่วยคนอื่นได้ ก็ให้ทำ อย่ากลัวเสียเปรียบบริษัท อย่ากลัวเสียเปรียบลูกค้า ...แล้วรายได้ที่เราคู่ควรจะมาเคาะประตูเรียกหาเอง


เคล็ดลับที่ 2 : งานไม่ประจำ (มักจะ) ทำเงินกว่า


อย่าจำกัดตัวเองว่ารายได้ของฉันจะต้องมาจากเงินเดือนเท่านั้น เพราะเดี๋ยวนี้มีช่องทางสร้างรายได้มากกว่ายุคก่อน ๆ เพียบเลย


ประเด็นก็คือ ถ้าเราอยากได้ในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ เราก็ต้องทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เขาไม่ทำ งานพิเศษหลังเลิกงานมีเยอะแยะ เช่น รับออกแบบ รับทำบัญชี รับทำการตลาด ฯลฯ หรือจะไปทำธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองหลังเลิกงาน เช่น ขายของตลาดนัด ขายของออนไลน์ หรือจะเล่นหุ้น เก็งกำไรต่าง ๆ ก็มีให้ได้เรียนรู้และลงมือ


แต่ความยากของเคล็ดลับข้อนี้ก็คือ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า แค่ทำงานประจำในแต่ละวันก็หมดแรงแล้ว ไม่มีเวลาไปคิดไปทำอะไรเพิ่มเติม สุดท้ายก็เลยยอมรับสภาพ จำนนกับสถานการณ์ ติดอยู่กับรายได้เดิม ๆ ที่ไม่พอใช้


วิธีแก้จึงต้องยอมฮึดสู้ ทนเหนื่อยหน่อย เป็นมนุษย์​ 200%

ความหมายคือ งานประจำก็อย่าให้เสีย ต้องใส่ 100% เหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคืองานเสริม ก็ต้อง 100% เหมือนกัน อย่าทำเล่น ๆ เพราะทำเล่น ๆ ก็จะได้ผลลัพธ์แบบเล่น ๆ และไม่อาจเปลี่ยนชีวิตได้ (เหมือนที่เขาบอกว่า 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นคือ "งานเลี้ยงชีวิต" แต่หลังจากนั้น งานหลังเลิกงานคือ "งานสร้างชีวิต")


ข้อนี้ผมมาตกผลึกเพิ่มเติมในภายหลังเมื่ออายุมากขึ้น ผมพบว่าเรี่ยวแรงและความฟิตของเรานั้นมีเวลาจำกัด หากตอนยังหนุ่มยังสาว ไม่ยอมลำบากสักหน่อย เพื่อความสบายในวันหน้า พออายุมากขึ้น ตอนนั้นอยากลำบาก ก็ไม่มีแรง หมดไฟ และอาจไม่มีโอกาสได้สบายอีกเลย

เคล็ดลับที่ 3 : แปดสิบคือยี่สิบ ยี่สิบคือแปดสิบ


ข้อนี้ขออธิบายในมุมมองของคนทำธุรกิจ แล้วจะวกกลับมาที่คนทำงานประจำครับ


เราต้องเข้าใจว่า "ทุกแรงที่ลงไป ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลตอบแทนเท่ากัน" สำหรับคนทำธุรกิจส่วนตัว ต้องเอารายได้มากางดูว่า ใครคือลูกค้าที่ก่อให้เกิดรายได้ 80% ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นลูกค้าที่เราใช้เวลาดูแลแค่ 20% เท่านั้น และใครคือลูกค้ารายย่อยกระจุกกระจิก สร้างรายได้รวมกันแค่ 20% แต่ใช้เวลาของเราไปถึง 80%


วิธีคิดแบบนี้ก็คือ กฏ 80/20 ของพาเรโตนั่นเอง ซึ่งว่ากันว่ายุคนี้อาจหนักข้อกว่าเดิม เป็นกฏ 90/10 ความหมายก็คือ ลูกค้าจำนวน 10% สร้างรายได้ให้ธุรกิจของเราถึง 90% ในขณะที่ลูกค้าอีก 90% สร้างรายได้แค่เพียง 10% เท่านั้น แต่กินเวลาในการดูแลจัดการปัญหามากถึง 90%

เอาเป็นว่า พอเราได้ข้อมูลแล้วว่าใครคือลูกค้าหลัก จากนั้นให้ทุ่มพลังงานไปที่ลูกค้ารายใหญ่ แล้วค่อยๆ ลดเวลาที่ใช้กับลูกค้ารายย่อยลงไป เพื่อที่เราจะมีเวลามากขึ้น และหาลูกค้าคุณภาพต่อไป (แต่ต้องไม่ทิ้งลูกค้ารายย่อยกลางทางนะครับ ค่อย ๆ จบแบบสวย ๆ)


หรือบางธุรกิจ อาจรับทำเสียทุกอย่าง เป็น One Stop Service เพื่อที่จะพบว่าบางงานที่รับมา ใช้เวลามาก แต่กำไรน้อยเหลือเกิน จาก "ครบวงจร" กลายเป็น "ครบวงจน" คือยิ่งทำครบ ยิ่งจนลง


แบบนี้ต้องค่อย ๆ ตัดงานดังกล่าวออก แล้วมุ่งความสนใจไปยังงานที่ใช้เวลาน้อยกว่า (และรายได้ก็มากกว่า)

ส่วนใครที่เป็นพนักงานประจำ อาจต้องหาดูว่างานอะไรที่เราถนัดที่สุด ใช้เวลาทำน้อยที่สุด แต่ได้ประสิทธิผลมากที่สุด จากนั้นรายงานกับหัวหน้าว่านี่คือความถนัดของเรา ขอให้เราทำงานส่วนนี้เถอะ รับรองว่าบริษัทจะได้ประโยชน์สูงสุด พูดแบบนี้ หัวหน้าต้องเห็นด้วยแน่ ๆ พอเราทำงานที่ถนัดงาน ผลงานก็จะดีขึ้น การเลื่อนตำแหน่ง หรือโอกาสใหม่ ๆ จึงไม่ใช่เรื่องยาก ,,,นั่นแหละครับ หนทางของเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นได้เปิดแล้ว



เคล็ดลับที่ 4 : อย่าคิดว่าฉันคือลูกจ้าง


ใครที่คิดว่าตัวเองคือลูกจ้างของบริษัท ผมบอกได้เลยว่านั่นคือหายนะครั้งสำคัญของความก้าวหน้าในชีวิตการงาน เพราะเมื่อคิดแบบนั้น เราจะทำงานแค่พอผ่าน เอาแค่เจ้านายไม่ด่าก็พอแล้ว ซึ่งการทำแบบนี้ มันจะไปก้าวหน้า มีรายได้เพิ่มขึ้น 2 เท่าได้อย่างไรกันล่ะครับ


ที่ถูกต้องนั้น เราต้องคิดว่าแท้จริงแล้ว ฉันคือ CEO ของ "บริษัทฉันเองจำกัด" ฉันแค่มารับงานจากลูกค้า (ซึ่งก็คือเจ้านายและบริษัทที่เราทำงานอยู่) ฉันไม่ใช่ลูกน้องที่คอยแต่รับคำสั่งเสียหน่อย ฉันลงทุนไปตั้งเยอะ ทั้งลงทุนเงินค่าเล่าเรียน กว่าจะจบมารับงานแบบนี้ได้ หมดเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ ทั้งลงทุนสุขภาพ ฉันต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำงานทั้งวัน และทั้งลงทุนเวลา กว่าจะฝ่าการจราจรไปกลับ ยังไม่นับเวลาที่เสียไป ไม่ได้ใช้กับคนที่ฉันรักอีก


"บริษัทฉันเองจำกัด" ทุ่มทุนขนาดนี้ เพราะฉะนั้นฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ในทุกวันฉันจึงทำงานเต็มที่ ไม่ได้คิดแบบลูกจ้าง

คนที่คิดได้แบบนี้ ผมมั่นใจว่าความก้าวหน้าและรายได้จะเพิ่มแบบฉุดไม่อยู่ เผลอๆ จะออกไปตั้งบริษัทของตัวเองจริงๆ ด้วยซ้ำ


เคล็ดลับที่ 5 : บางทีเราอาจอยู่ผิดที่


หลายคนพยายามจะเติบโตให้ได้ในสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ เพื่อที่จะพบว่ามันคือความพยายามที่สูญเปล่า ในขณะที่หลายคนพอเปลี่ยนที่ทำงาน (หรือเปลี่ยนธุรกิจที่ทำ) กลับเติบโตก้าวหน้า รายได้พรวดพราด นั่นเป็นเพราะเจอที่ที่เหมาะกับตัวเอง


ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าที่ทำงานเก่าผิด (หรือธุรกิจเก่าแย่) ...แต่เราแค่เข้ากันไม่ได้ ก็เท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้นถ้าพัฒนาตัวเองก็แล้ว ขยันก็แล้ว จ้าง 500 เล่น 5,000 ก็แล้ว แต่ที่ทำงานยังไม่มีใครเห็นค่าของเรา ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องถึงเวลาออกไปแตะขอบฟ้า แม้ว่าโชคชะตาไม่เข้าใจ หาคนที่เห็นค่าของเรา (แต่ต้องเก่งจริงนะ อย่าหลอกตัวเอง)


ใครอ่านเคล็ดลับทั้ง 5 ข้อนี้แล้วนำไปใช้ มุ่งมั่น ตั้งใจ ให้เวลา ไม่นานอาจพบว่า ที่เขียนมาทั้งหมดนั้น ผมโกหก...เพราะรายได้จะเพิ่มมากกว่า 2 เท่าน่ะสิครับ!


หมายเหตุ : เรียบเรียงจากบางส่วนของหนังสือ "มองไกลบนไหล่ยักษ์" สั่งซื้อได้ที่ https://www.stock2morrow.com/publishing/bookdetail.php?id=58


7,102 views1 comment
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot