10 ความเชื่อที่ควรเลิกเชื่อได้แล้ว

ต้องออกตัวก่อนครับว่า ทั้งหมดเป็นเพียงความคิดเห็น

อ่านแล้ว คุณอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้

เพราะความเชื่อนั้นเป็นเรื่องของใครของมัน

ประสบการณ์ต่างกัน หล่อหลอมให้เราเชื่อต่างกัน


แต่เท่าที่ผมพบเห็นเป็นอยู่ เท่าที่ความรู้พอจะมี

นี่คือ 10 ความเชื่อ...ที่ควรเลิกเชื่อได้แล้ว

โดยผมเน้นไปที่เรื่อง "เรียนและงาน" ครับ


ภาพโดย Amanda Ellison จาก Pixabay


ความเชื่อที่ 1

ไม่ได้เรียนสายวิทย์ ชีวิตไร้อนาคต


ช่วงพัฒนาประเทศให้เป็นอุตสาหกรรม

ทำให้เรายึดติดอยู่กับไม่กี่อาชีพในฝัน (ของพ่อแม่)

จากนั้นจึงยัดเด็กที่มีแววเก่ง แต่ไม่ถนัดสายวิทย์

ให้ต้องทุกข์ทรมานกับการเรียนที่เขาไม่ชอบ


โลกนี้มีวิชาอีกมากมายที่ไม่ใช่สายวิทย์

แต่จบออกไปแล้วประกอบอาชีพที่ทำเงินได้ดี

แถมยังสร้างชื่อเสียงได้ไม่แพ้คนจบสายวิทย์


คนเป็นพ่อเป็นแม่ ต้องเลิกเชื่อแบบเดิมได้แล้ว


ความเชื่อที่ 2

เรียนเลขไม่เก่ง ชีวิตเจ๊งแน่


ความเชื่อแบบนี้คล้ายกับข้อแรก

ทั้ง ๆ ที่โลกนี้ความเก่งหลายด้าน

เก่งดนตรี เก่งกีฬา เก่งคน และอื่น ๆ

แต่บางคนวัดความเก่งด้วยคณิตศาสตร์เท่านั้น

ถือเป็นการมองความเก่งที่คับแคบเกินไป


ที่น่าแปลกคือ...

นี่มักเป็นมุมมองจากคนที่ไม่เก่งคณิตศาสตร์

ที่คิดว่าคนเก่งคณิตศาสตร์คือคนเก่ง (งงมั้ย?)


ทุกคนเป็นคนเก่ง ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง

ขอเพียงอย่าวัดความเก่งของปลา

ด้วยความสามารถในการปีนต้นไม้

ไม่อย่างนั้นจะไม่มีปลาตัวไหนที่เก่งเลย

(แถมยังอาจน้อยใจ เลิกว่ายน้ำไปเลยก็ได้)


ความเชื่อที่ 3

สอบมหาวิทยาลัยรัฐไม่ติด ชีวิตหมดกัน


มีคนที่ประสบความสำเร็จมากมาย

จบจากมหาวิทยาลัยเอกชน


ปัจจุบันความเชื่อนี้ ผมคิดว่าเจือจางไปพอสมควร

ทั้งด้วยเหตุผลคุณภาพมหาวิทยาลัยดีขึ้น

และเหตุผลว่ามหาวิทยาลัยอาจสำคัญน้อยลง


จะมีก็แต่เพียงรุ่นพ่อแม่ที่อาจศรัทธาในสถาบัน

จบจากมหาวิทยาลัยมีชื่อของรัฐ

ที่ยังกดดันให้ลูกต้องติดมหาวิทยาลัยรัฐเท่านั้น


ในชีวิตการทำงานจริง

เราแทบไม่ได้สนใจเลยว่าใครจบจากที่ไหน

และในอนาคต เราจะสนใจที่ความสามารถ พร้อมใช้งาน

ความเชื่อที่ 4

ถ้าเรียนเก่ง ชีวิตต้องเจ๋งแน่นอน


เกรดใช้วัดความสามารถเรื่องการท่องจำ

ใช้วัดความสามารถในการแก้โจทย์ข้อสอบ


แต่ในชีวิตจริง เราไม่ต้องท่องจำ

แต่ต้องใช้ความสามารถด้านอื่น ๆ มาช่วย

และหลายครั้งที่เราต้องตั้งโจทย์เอง แก้โจทย์เอง


อย่างที่เราหลายคนรู้

สิ่งที่เราเรียนมา แทบใช้ไม่ได้กับการทำงานเลย

ต้องมาเริ่มฝึกใหม่ ต้องใช้ทักษะมากกว่าทำข้อสอบ

เก่งงาน เก่งคน เก่งเงิน เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เรียน


เรียนเก่ง จึงไม่ได้รับประกันความสำเร็จ

มีบ่อยครั้งเลยที่เราเห็นคนเรียนได้เกรดนิยม

ประสบความสำเร็จ ไม่แพ้คนเรียนได้เกรดนิยม


ความเชื่อที่ 5

ไม่ต้องเรียนจบก็ได้

เศรษฐีระดับโลกไม่เห็นต้องเรียนจบ


ความจริงก็คือ

เศรษฐีดังกล่าวเป็นเพียงคนน้อยนิดที่เรียนไม่จบ


พูดให้ชัดกว่านั้นก็คือ

การเรียนไม่จบ

ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เขากลายเป็นเศรษฐี

แต่คือการที่เขาคิดสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกได้


...เพราะฉะนั้นอย่าไปเลียนแบบผิดจุด

อย่าเอาไปเป็นข้ออ้างของความขี้เกียจ


ต้องเรียนให้จบ

อย่างน้อยจะได้ไม่ค้างคาใจไปตลอดชีวิต


ความเชื่อที่ 6

ตั้งใจเรียน เรียนจบแล้วได้งานทำ

...เท่านี้ชีวิตนี้ก็สบายแล้ว


คนส่วนใหญ่มารู้ความจริงข้อนี้

ก็ตอนที่กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง


เมื่อเขาพบว่าเรียนมาแทบตาย

เพื่อมารับเงินเริ่มต้นที่เดือนหมื่นกว่าบาท

ซึ่งเป็นอัตราเงินเดือนเดิมเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว

สมัยที่ข้าวแกงตอนนั้นจานละ 10 บาท

...แต่ตอนนี้เริ่มต้นที่จานละ 40 บาท


นั่นแปลว่าชีวิตของเรานั้น

ต้องมีอะไรมากกว่าตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน

ต้องหาลู่ทาง หูไวตาไว มองหาโอกาส


อย่าเอาแต่คิดว่า

ก็ฉันไม่กินเนื้อวัวกระทิง

วัวกระทิงต้องไม่ขวิดฉันแน่ ๆ

...ว่าแล้วก็ไปเดินเป็นคนดีอยู่ในงานวิ่งกระทิง


ความเชื่อที่ 7

หางานบริษัทใหญ่ ๆ มั่นคงทำ

...แล้วชีวิตนี้จะมั่นคง


ความจริงก็คือ

ความมั่นคงนั้นไม่ได้อยู่ที่บริษัท

...แต่อยู่ที่ตัวเราว่ามีความสามารถแค่ไหน


บริษัทที่วันนี้มั่นคง

ไม่ได้แปลว่าวันหน้าจะมั่นคง

เราเห็นตัวอย่างกันมาเยอะแล้ว


โลกหมุนเร็วกว่ายุคก่อน ๆ

ธุรกิจที่มีในวันนี้

อีก 10 ปีข้างหน้าอาจไม่มีแล้ว


ความมั่นคงจึงอยู่ที่ตัวเรา

ว่าจะมีความสามารถ

ที่ใช้ได้กับหลากหลายอาชีพแค่ไหน


ความเชื่อที่ 8

ถ้าอยากประสบความสำเร็จ

ต้องเป็นเจ้าของกิจการ


นี่เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายคนหมดตัว

เพราะกล้าฝันออกไปสร้างอาณาจักรตัวเอง

โดยไม่ได้ทดลองก่อน โดยไม่ได้ดูตัวเองก่อน


บางคนชอบทำงานตามโจทย์ที่คนอื่นตั้งให้

บางคนชอบออกแบบชีวิตเอง อิสระดี


บางคนชอบรับรายได้เท่ากันทุกเดือน สบายใจดี

บางคนชอบลุ้นว่าเดือนนี้จะได้มากน้อยเท่าไหร่


คนเราไม่เหมือนกัน ไม่ต้องทำตามคนอื่น

หาจริตของตัวเองให้เจอ

ถ้าไม่เหมาะกับการเป็นเจ้าของกิจการ

ก็เป็นลูกน้องไปเถิด...ไม่ได้ผิดอะไร

ขอเพียงเป็นคนเก่งในสายอาชีพตัวเอง

ก็ประสบความสำเร็จได้ทั้งนั้นครับ


ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ต้องเป็นเจ้าของชีิวิตตัวเอง

ความเชื่อที่ 9

เป็นลูกจ้าง ไม่มีทางรวย


ความจริงก็คือ

ใด ๆ ก็ไม่สามารถฟันธงได้ขนาดนั้น


เป็นนายจ้างใช่ว่าจะรวยทุกคน เจ๊งก็เยอะ

บางกิจการ ได้เงินมาก็เอาไปจ่ายลูกจ้างหมด

เงินไหลผ่านออกไปอย่างเดียว


ในขณะที่ลูกจ้างเงินเดือนแพงบางคน

สบายกว่าเจ้าของ เพราะไม่ต้องมีภาระให้คิด


เป็นลูกจ้างก็รวยได้ครับ ถ้าเก่งจริง

ผู้บริหารเงินเดือนหลายแสนหรือเป็นล้าน

ตำแหน่งแบบนี้ ไม่มีประกาศสมัครงานทั่วไป

แต่มีอยู่จริง และผลตอบแทนมากพอ

ที่จะเรียกว่ารวยได้เลยล่ะครับ


ความเชื่อที่ 10

ไม่ต้องคิดมากเรื่องเกษียณ

คนสมัยก่อนยังอยู่กันได้


ข้อนี้เป็นความเชื่อที่ค่อนข้างอันตราย

เพราะเมื่อพบความจริงตอนอายุมาก

จะไม่เหลือเวลาให้แก้ไขแล้ว


ความจริงก็คือ คนสมัยก่อนลูกเยอะ

และมักมีกิจการเป็นของตัวเอง

มีบ้านของตัวเอง อาหารการกินทำเอง


แต่คนสมัยนี้ไม่นิยมมีลูก บ้านก็ไม่มีของตัวเอง

ต้องซื้อคอนโดหนึ่งห้องนอน ผ่อนทั้งชีวิต

ไหนจะผ่อนรถ และภาษีสังคมอีกมาก


ธุรกิจของที่บ้านก็ไม่มี

ต้องมาเป็นลูกจ้าง ทำงานประจำ

ที่เงินเดือนจบลงตอนอายุ 60 ปี

(หรือจบลงเร็วกว่านั้น ถ้าบริษัทลดรายจ่าย)


เพราะฉะนั้นไม่คิดไม่ได้

ไม่วางแผนอาจจะสายไป

อย่าเชื่อว่าความจริงที่ใช้ได้ในอดีต

มันจะใช้ได้อีกในอนาคตครับ


ทั้งหมดนี้คือ "10 ความเชื่อ...ที่ควรเลิกเชื่อได้แล้ว"

เห็นด้วยก็ลองนำไปปรับใช้

ไม่เห็นด้วย ก็ลองแสดงความคิดเห็นกันมาได้ครับ

5,730 views
 
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.23.png
Screen Shot 2561-12-19 at 01.56.34.png

©2020 by boywisoot